ใส่ตำแหน่งงาน
หาตามสายอาชีพ
ตำแหน่งยอดนิยม
หางานผ่านมือถือ »
 
สมัครงาน Thai job search Thailand job online
Thailand job posting
  อ. สุชาดา สุขสวัสดิ์ ณ อยุธยา
อดีตนายกสมาคมการจัดการงานบุคคลแห่งประเทศไทย
 
Thailand job directory
  ร.ศ. ธงชัย สันติวงษ์
อาจารย์คณะพาณิชยศาสตร์ และการบัญชี ม.ธรรมศาสตร์
 
Thailand employment
  คุณ อารี เพ็ชรรัตน์
กรรมการผู้จัดการ บริษัท อารีแอนด์แอสโซซิเอสท์ จำกัด
 
Thailand employment
  คุณ อาภรณ์ ภู่วิทยพันธุ์
คอลัมน์นิสต์ "เม้าท์เรื่องงานกับอลิส และ HR in Focus"
 
Thailand recruiter   Thailand job listing
 
Thai Job หางาน สมัครงาน
แหล่งงาน
 
งาน Workplace
ตำแหน่งงาน Resume & Cover Letter
Thai Job Prepare for Interview
Thai job search Employer Questions
Thailand job online Prepare for Working
Thailand job posting ดูทั้งหมด »
 
Thailand job directory   Thailand employment
 
 
  ฉบับที่ 372 วันที่ 26 ม.ค. 2007  
  บุนเสิน แสงมะนี ใบไม้ซีไรต์อีกหนึ่งใบ แห่งลุ่มน้ำโขง

ชีวิตนี้ ถ้ายังมีลมหายใจ นอกจากงานส่วนตัว ครอบครัว คนรอบข้าง และสังคมแล้ว ก็มีแต่อุทิศแรงกายและสติปัญญาให้แก่การขีดเขียนเท่านั้น...

ฟังดูชวนขนลุก แต่สำหรับ "นเสิน แสงมะนี"นักเขียนซีไรต์ชาวลาวผู้นี้ ดูจะเป็นเรื่องธรรมดาที่เขากระทำไปพร้อมๆ กับการดำเนินชีวิตปกติ...

งานเขียนหลายเรื่องของ บุนเสิน สะท้อนถึงตัวตนของเขาว่าเป็นคนชอบอ่าน ชอบค้นคว้า โดยเฉพาะเรื่องสั้นนับร้อยเรื่อง นวนิยาย บทละคร สารคดี นิทาน และบันทึกเหตุการณ์ต่างๆ ซึ่งส่วนมากจะตีพิมพ์ลงในวารสารวันนะสิน (วรรณศิลป์), หนังสือสึกสาใหม่ (ศึกษาใหม่), หนุ่มสาว เวียงจันทน์ใหม่, ประชาชนวันอาทิตย์ และวารสารอื่นๆ ทั้งในและต่างประเทศ

ปี 2547 บุนเสิน ได้รับรางวัลวรรณกรรมสร้างสรรค์ดีเด่นจากผลงานเรื่องสั้นประเพณีและชีวิต และต่อมาเรื่องสั้นดังกล่าว ก็สามารถคว้ารางวัลวรรณกรรมสร้างสรรค์ยอดเยี่ยมแห่งอาเซียน (ซีไรต์) ของประ เทศลาว ประจำปี 2548

แต่จะด้วยชื่อหนังสือ "ประเพณีและชีวิต" หรือ "ใบไม้ใบสุดท้าย" ก็เป็นผลงานรวมเรื่องสั้นเล่มเดียวกัน และกลายเป็นหนังสือขายดีติดอันดับที่ลาว ส่งให้ตัวเขาเองก็เป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางในแวดวงวรรณ กรรมอีกด้วย

ภายใน "ใบไม้ใบสุดท้าย" เล่มนี้ มีเรื่องสั้นทั้งหมด 24 เรื่อง รวมถึงเรื่อง "ประเพณีและชีวิต" ซึ่งโดดเด่นที่สุด นอกจากความงามด้านการใช้ภาษาแล้ว เนื้อหาโดยรวมผู้เขียนยังมุ่งเน้นนำเสนอความสำคัญของการศึกษา และการศึกษานี้เองที่ทำให้ชาวลาวจำนวนไม่น้อยจำยอมเดินทางจากบ้านเกิดเมืองนอน ออกไปเผชิญโลกที่แตกต่างไปจากวัยเยาว์ โดยพกพาความหวังของครอบครัวไปด้วย 

หลายคนยอมเผชิญความลำบากและความเงียบเหงาอ้างว้างในต่างแดน เพื่อวันหนึ่งจะกลับคืนสู่บ้านพร้อมความสำเร็จ แต่บางคนก็ต้องพบกับข่าวน่าเศร้าจากบ้านเกิดอย่างไม่คาดคิด

นอกจากชีวิตของคนพลัดถิ่นแล้ว ผู้เขียนยังได้บอกเล่าเรื่องราวชีวิตของครูบ้านนอก และความกตัญญูของนักเรียนที่มีต่อครู รวมทั้งเรื่องราวจารีตประเพณีเก่าแก่ของชาวเขา และมุมมองความคิดของลูกหลานชาวลาวรุ่นใหม่ๆ ซึ่งน่าจะเป็นข้อคิดในการดำเนินชีวิตของผู้ที่ได้อ่านเป็นอย่างดี

จะว่าไปแล้วไม่บ่อยนักที่เราจะมีโอกาสสัมผัสนักเขียนซีไรต์จากประเทศเพื่อนบ้านอย่างใกล้ชิด บังเอิญว่าเป็นจังหวะเดียวกันที่ บุนเสิน เดินทางมาเมืองไทย เพื่อแนะนำผลงานซีไรต์ดังกล่าว โดยมีนักเขียนและนักแปลซึ่งเป็นที่รู้จักดีในแวดวงวิชาการศึกษาและภาษาศาสตร์อย่างรองศาสตราจารย์ ดร.สุนทร โคตรบรรเทา มาร่วมพูดคุยด้วย

ทำไมวรรณกรรมซีไรต์เล่มนี้ พอมาแปลเป็นภาษาไทยจึงใช้ชื่อว่า "ใบไม้ใบสุดท้าย"
เราอยากตั้งชื่อให้จำง่าย แล้วทางนานมีบุ๊คส์ผู้จัดพิมพ์ก็เห็นพ้องด้วย แต่ตอนเป็นต้นฉบับภาษาลาวก็ชื่อนี้ (ใบไม้ใบสุดท้าย) เหมือนกัน แล้วชื่อนี้ก็เปรียบเสมือนปรัชญาชีวิตที่เปรียบเทียบระหว่างชีวิตกับธรรมชาติ ซึ่งสามารถเปลี่ยน แปลงไปตามกาลเวลา ใบไม้มีเติบโตแล้วก็มีร่วงโรย ชีวิตคนเราก็เช่นเดียวกัน มีเกิดแก่ เจ็บ ตาย

สิ่งที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวันของคนเราก็มีหลากหลาย แต่มีบางอันที่มีลักษณะพิเศษ ซึ่งสามารถนำมาเขียนให้เป็นบทเรียน และประสบ การณ์ชีวิตของคนที่ได้อ่าน เช่น พูดถึงคนไกลบ้าน พูดถึงโศกนาฏกรรมของคนลาวพลัดถิ่น หรือชีวิตของฉันเหมือนนิยาย เพราะแต่ละคนย่อมมีอดีต  มีความหลังฝังใจ ซึ่งไม่อาจจะลืม นำมาเขียนเป็นเรื่องสั้นให้ข้อคิดที่เข้าใจง่าย

และถ้ามีโอกาสได้อ่านจะรู้ว่าผมสะสมเอาหลายเหตุการณ์ไว้ด้วยกัน ไม่ใช่เรื่องของคนลาวทั้งประเทศ เป็นเรื่องที่ผมไปประสบพบเจอมาแล้วนำมาถ่ายทอดให้ฟัง หรือเรื่องที่คนอื่นพบเจอมาด้วย ใช้เวลารวบรวมข้อมูล 10-15 ปี ก่อน        จะเรียบเรียงเป็นเล่มให้ได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกัน 

เล่มนี้ในลาวได้รับความนิยมแค่ไหน
ตอนนี้ขายดีสุด พิมพ์หลายครั้งแล้วแต่ไม่มาก คือครั้งละประมาณ 1,000-3,000 เล่ม เทียบกับจำนวนประชากรลาวแล้วถือว่าค่อนข้างมาก ถามว่าคนลาวชอบอ่านหนังสือแบบไหน ก็แตกต่างกันไปตามระดับอายุ แต่ถ้าเป็นประเภทวรรณกรรมวรรณคดีจะชอบอ่านเรื่องสั้น หนัง สือวิชาการ และนวนิยายตามลำดับ
 
เด็กๆ มักจะชอบอ่านหนังสือสำหรับเด็กอย่างนิทาน ส่วนระดับมัธยม และนักศึกษามหาวิทยาลัยจะชอบเรื่องสั้น อย่างเรื่องนี้ก็ชื่นชอบเช่นกัน เพราะได้รวบรวมเอาสิ่งต่างๆ เกี่ยวกับการดำรงชีวิตไว้ อาจารย์ก็นำไปสอนเด็กด้วย เช่นเรื่องใบไม้ใบสุดท้าย นำไปเป็นบทวิเคราะห์ว่านักเขียนพูดถึงสิ่งใด สร้างสรรค์ให้ผู้อ่านนำไปคิดได้อย่างไร 

จริงๆ แล้วซีไรต์เล่มนี้ให้มุมมองหรือแง่คิดอะไรกับคนอ่านบ้าง
บางเรื่องผู้อ่านอาจจะคิดว่าเป็นไปไม่ได้ในยุคนี้ เช่นเรื่องประเพณีและชีวิต ทำไมจึงต้องมีประเพณีมาขวางกั้นความคิดของคนยุคใหม่ บางประเพณีทำไมจึงห้ามเด็กผู้หญิงไปเรียนหนังสือ หรือบางประเพณีเมื่อพี่ชายเสียชีวิตแล้ว ให้น้องเขยแต่งงานกับพี่สะใภ้โดยที่ไม่ได้รักกัน อันนี้ไม่มีใครนิยมชมชอบ เป็นการฝืนแนวคิดจิตใจของคนยุคใหม่ แต่มันก็เป็นประเพณีและกฎเกณฑ์ที่ปู่ย่าตายายยุคเก่าก่อนได้สืบทอดกันมา เราก็ไม่รู้ว่าสมัยนั้นไปฝืนจิตใจกันมากน้อยแค่ไหน ทุกวันนี้ยังมีประเพณีนี้อยู่ เพียงแต่ต้องเกิดจากความพอใจซึ่งกันและกัน เป็นขนบธรรมเนียมที่ยึดถือกันมา ถ้าดีก็เอาไม่ดีก็ไม่ต้องเอา

มายุคนี้ผมคิดว่าแนวคิดดังกล่าวไม่สอด คล้องแล้ว คนรุ่นใหม่ที่ได้อ่านจะต่อต้านประเพณีนี้หรือไม่ ก็ไม่ขนาดนั้น แต่ผมรู้สึกว่ามีบางอันควรคิดถึงอุดมการณ์ของตัวเองเสียก่อน ว่าอะไรที่ก้าวหน้าอะไรที่ล้าหลัง ก้าวหน้าหมายถึงคนเราต้องได้รับการศึกษา แต่ทำไมเรียนแล้วต้องไปแต่งงานแล้วทำไร่ไถนา มันดูขัดกัน เวลาผมไปสัมผัสกับความจริงแล้ว ก็จะเก็บข้อมูลไว้ค่อนข้างนานก่อนจะนำมาเขียนเรียบเรียง เพื่อจะได้ไม่เกิดข้อผิดพลาด

มีคนอ่านบอกว่างานเขียนของคุณมีข้อตำหนิในตอนจบแต่ละตอน
ที่จบให้ผู้อ่านตำหนินั้น เป็นความตั้งใจของผู้เขียนเอง เพราะทุกวันนี้รู้สึกว่าไม่ว่าหนัง ละคร หรือแม้แต่เรื่องสั้น นิยายมักจะจบสมบูรณ์แบบ คือมีความสุข โจรตายนางเอกสมหวังกับพระเอก นั่นเป็นแนวน้ำเน่า ไม่ได้ทำให้คนอื่นคิดต่อ ซึ่งเป็นความจริงในชีวิต ที่มีทั้งสุขและทุกข์คละเคล้ากัน เป็นปรัชญาชีวิต

อย่างเรื่องประเพณีและชีวิต ค่อนข้างจริงจังมาก มีทั้งการศึกษา ความรัก ความงมงาย การตัดไม้ทำลายป่า การฝ่าฝืนประเพณีของคนยุคใหม่ ลักษณะนี้มีหลายรสในเรื่องเดียว แล้วก็ได้แง่คิดเรื่องประเพณีดั้งเดิมด้วย เรื่องส่วนมากกลั่นกลองจากประสบการณ์ชีวิตและความเป็นจริงที่เกิดขึ้นในสังคม นี่คือแง่มุมหนึ่งที่สอนให้คิด
 
แวดวงวรรณกรรมลาวทุกวันนี้เป็นอย่างไร
 เรามีสมาคมนักประพันธ์ลาว มีหน่วยงานเพื่อการวิจัยบทประพันธ์โดยเฉพาะ ตอนนี้สมาคมฯ กำลังสร้างนักเขียนหนุ่มสาว เรียกว่า สโมสรนักเขียนสินไซ หรือนักเขียนยุคใหม่Ž แต่ก็ไม่ได้มุ่งหวังว่าจบออกไปแล้ว จะเป็นนัก เขียนทุกคน อย่างน้อยเป็นได้ 50 คน ก็ถือว่าสำเร็จแล้ว ก็สร้างไปเรื่อยๆ วิธีการนี้ทำให้มีคนสนใจอยากอ่านผลงานของคนรุ่นใหม่มากขึ้น เมื่อคนสนใจจะเป็นนักเขียนแล้ว ก็จะสนใจอยากอ่านด้วย แล้วการอ่านมากก็ใช่ว่าจะเลียนแบบเขา แต่ให้นำวิธีคิด ลีลามาประยุกต์กับงานของตน
 
แล้วสื่อในลาวช่วยส่งเสริมเรื่องนี้มากน้อยแค่ไหน
สื่อที่ให้การสนับสนุนก็มีหนังสือพิมพ์รายวัน วารสารรายเดือน มีเวทีนักเขียนที่หน้าหนังสือ พิมพ์ให้คนสนใจเขียนเรื่องเข้ามาตีพิมพ์ ส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องสั้น เพราะอ่านจบในครั้งเดียว หลังจากนั้นจะจัดการประกวดบทกวี เรื่องสั้น นวนิยาย ใครได้รางวัลก็มีรวบรวมแล้วพิมพ์เป็นเล่ม เป็นการส่งเสริมนักเขียนรุ่นใหม่ วันหนึ่งนักเขียนเหล่านี้ก็จะก้าวขึ้นมาเป็นนักเขียนที่มีชื่อเสียงต่อไปในอนาคต 

เคยได้ยินมาว่าเด็กลาวไม่ค่อยชอบอ่านเรื่องหนักๆ
เยาวชนลาวก็มีลักษณะคล้ายๆ เยาวชนประเทศอื่นๆ คือจะชอบอ่านเรื่องจินตนาการ อย่างพวกผจญภัยหรือการดำรงชีวิตทั่วๆ ไป สำหรับผมเห็นด้วย และอยากส่งเสริมให้เด็กอ่านนิทานมากกว่าแนวอื่น เพราะจะช่วยเสริมสร้างจินตนาการความคิดเขา เป็นหนังสือที่เหมาะกับ วัยของเขา

แสดงว่าที่ลาวมีหนังสือทางเลือกค่อนข้างมาก
หนังสือต่างประเทศในลาวมีหลายภาษา อาทิ อังกฤษ ฝรั่งเศส รัสเซีย เวียดนาม และไทย ซึ่งหนังสือภาษาไทยจะมีคนอ่านมากที่สุด เพราะเข้าใจง่ายไม่ต้องแปลอะไรมาก ที่ขายๆ กันอยู่ก็อย่างสารคดีประวัติผู้นำโลก นิตยสารบันเทิง  ความรู้ และวิชาการต่างๆ ส่วนหนังสือภาษาฝรั่งเศสหรืออังกฤษ คนยุคนี้ส่วนใหญ่ไม่ค่อยรู้ภาษาดังกล่าวเท่าไหร่ จะอยู่ในกลุ่มคนเก่ามากกว่า ความนิยมจึงน้อยลง ทุกวันนี้คนลาวรู้ภาษาลาว ไทย แล้วก็อังกฤษ ตามลำดับ 
 
มีวิธีให้เด็กรักการอ่านอย่างไร
เรามีสมาคมส่งเสริมการอ่าน แล้วทุกวันนี้ทางรัฐบาลและภาคเอกชนก็มีกิจกรรมกระตุ้นให้เด็กรักการอ่านตลอด เช่น จัดแข่งขันการอ่าน สร้างห้องสมุดชุมชนในหมู่บ้านต่างๆ มีห้องสมุดเคลื่อนที่ ถ้ายังอ่านหนังสือไม่ออกก็จะมีคนอ่านให้ฟังด้วย ไม่ใช่แค่เด็กรวมถึงผู้ไม่รู้หนังสือทั่วๆ ไปด้วย ก็จะช่วยได้อีกทาง

จะว่าไปแล้วเมื่อก่อนคนลาวรักการอ่านค่อนข้างน่าพอใจ แต่ทุกวันนี้มีการเชื่อมโยงข้อมูลข่าวสารรวดเร็ว ไม่ว่าจะเป็นอินเตอร์เน็ต หรือดาวเทียม สื่อเข้าถึงคนมากขึ้น ผู้คนจึงลืมตัวหนังสือเป็นเล่ม เราเห็นปัญหาดังกล่าวจึงส่งเสริมการอ่านให้มากขึ้น  คนๆ หนึ่งเวลาไม่เข้าใจถามครู 3 ครั้งแล้วยังไม่เข้าใจ พอครั้งที่ 4 จะไม่กล้าถามอีก
 แต่หนังสือเล่มหนึ่งอ่าน 3 ครั้งแล้ว ถ้ายังไม่เข้าใจก็อ่านครั้งที่ 4 หรือ 5 ซ้ำได้ตามใจต้องการ ก็เหมือนกับถ้ามีหนังสือเล่มหนึ่งอยู่กับเรา ก็เสมือนมีครูคนหนึ่งติดสอยห้อยตามเราไปตลอด จึงพูดได้ว่า คนที่รู้หนังสือแต่ไม่อ่านหนังสือ จะต่างอะไรกับคนที่ไม่รู้หนังสือŽ 

สำหรับคุณ ยากลำบากแค่ไหนกว่าจะมาเป็นนักเขียน
ไม่ว่าจะยากดีมีจน ทุกคนถ้าลงมือทำสิ่งใดแล้วต้องเกิดจากความรัก ผมเองเกิดในครอบครัวยากจน พ่อแม่ทำนา แต่ผมรักการเรียน ก็ดิ้นรนด้วยตัวเองเรื่อยมาก อ่านหนังสือเยอะ สะสม ประสบการณ์ที่ตัวเองพบเจอมาเป็นบทเรียนการใช้ชีวิต ต่อสู้เพื่อให้ชีวิตดีขึ้นเป็นลำดับ ทำงานด้วยเรียนด้วยจนจบปริญญาโท พูดภาษารัสเซีย กับฝรั่งเศสได้ ดีพอๆ กับภาษาพ่อภาษาแม่

ผมเริ่มรู้ตัวว่าชอบงานเขียนหนังสือตั้งแต่อายุประมาณ 20 ปีต้นๆ โดยการส่งเรื่องสั้นเรื่อง กลับคืนสู่บ้านแม่Ž ชิงรางวัลระดับประเทศ ราง วัลสินไซŽ เป็นครั้งแรก พ.ศ.2523 แล้วชนะเลิศ ก็เลยเป็นแรงใจให้รักการเขียนเรื่อยมา เคยเขียนนิยายแล้วมีคนเอาไปทำละครวิทยุ ตอนนี้มีคนกำลังจะเอาเรื่อง สายน้ำไม่ไหลย้อนกลับ ซึ่งตีพิมพ์หลายครั้งแล้ว ไปสร้างเป็นหนังด้วย รวมๆ แล้วก็ประมาณ 400 กว่าเรื่องได้ที่เขียนไว้

ในฐานะนักเขียน มีหนังสือในดวงใจหรือชื่นชอบผลงานของใครบ้างหรือเปล่า
สำหรับผลงานของตัวเองชอบทุกเรื่อง แต่จะแตกต่างกันไปตามอารมณ์ ส่วนเรื่องของคนอื่นก็ชอบผลงานของบินหลา นักเขียนซีไรต์ชาวไทยปี 2548 รุ่นเดียวกัน จากเรื่อง เจ้าหงิญ เพราะเรื่องนี้เด่นที่เอาสัตว์มาเป็นตัวละคร ซึ่งเรื่องแต่ละเรื่องก็เป็นเรื่องสั้น มีความแตกต่างกัน แต่เอาทั้งหมดมาจับต้นชนปลายได้อย่างน่าสนใจ
 
แล้วตอนนี้กำลังเขียนอะไรอยู่หรือเปล่า คนไทยจะมีโอกาสได้ติดตามอีกมั้ย

ตอนนี้ผมอายุ 50 แล้วเป็นข้าราชการ (รัฐกร) ในกระทรวงศึกษาธิการของลาว ก็กำลังเอาเรื่องเก่าๆ ที่เขียนไว้มากมายแต่ยังไม่เป็นเรื่อง นำมาขัดเกลาแล้วรวมเป็นเรื่องเสีย แต่ปีหนึ่งไม่ได้กำหนดว่าจะออกกี่เล่ม เพราะไม่ใช่อาชีพโดยตรง แล้วแต่จะมีโอกาสเขียนมากกว่า

มีเคล็ดลับการเขียนเรื่องอย่างไรให้น่าสนใจ
ผมชอบค้นคว้าและอ่านงานของคนอื่นค่อนข้างมาก แล้วนำเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยมาเป็นเคล็ดลับการเขียนในแบบของตัวเอง ความจริงผมไม่เคยเรียนเรื่องการเขียนมา จบด้านคณิตศาสตร์ด้วยซ้ำ แต่คณิตศาสตร์ก็ช่วยได้เยอะ ทำให้คิดเร็ว มีเหตุมีผล แล้วก็แก้ด้วยเหตุผล

ในนามของนักเขียนอยากบอกว่า การอ่าน มีคุณประโยชน์มหาศาลต่อการพัฒนาชีวิต ทั้งให้ความรู้และประสบการณ์ ใครอ่านคนนั้นจะรู้ อ่านมากก็รู้มาก หนังสือจึงไม่ต่างจากครูคนหนึ่งที่ติดสอยห้อยตามเราไปในทุกๆ ที่...

เพราะอย่างนี้นี่เอง ที่เขามักพูดเสมอว่า "ความสุขที่แท้จริงของผมก็คือ เห็นงานที่ตัวเองเขียนขึ้นมาได้รับการตีพิมพ์เป็นเล่ม..."

เรื่อง : ชาญยุทธ ปะวะขัง

  ฉบับที่ 450 ก.ค. 2008  
  พบกัน...เพื่อรอวันจากลา หรือ สร้างคุณค่าก่อนลาจาก
“จงอ้าแขนรับการเปลี่ยนแปลง แต่อย่าปล่อยให้คุณค่าของคุณหลุดลอยจากไป...”
 
  ฉบับที่ 449 ก.ค. 2008  
  จากเมือง...สู่บ้านนา เบ้าหลอมความคิดดีๆ ที่ผู้ใหญ่สร้างให้เด็กได้
“เรื่องง่ายๆ อย่างการปิดเปิดสวิทช์เขาก็มีไอเดียสร้างสรรค์ได้อย่างน่าทึ่ง ในอนาคตเขาอาจจะเป็นหนูน้อยที่คอยกระตุ้นเตือนพ่อแม่ให้ช่วยประหยัดไฟฟ้าในบ้านก็ได้ นับเป็นการเริ่มต้นที่ดี นี่แหละคือความคิดที่ยั่งยืน”
 
  ฉบับที่ 371 ม.ค. 2007  
  "รปภ." ใช่เพียง "ยาม" เฝ้าของ
รปภ.ก็คืออาชีพหนึ่ง ขึ้นอยู่กับทัศนคติของแต่ละคนที่มองจะบังคับให้ทุกคนมีแนวความคิดอย่างเดียวกันคงไม่ได้ ในส่วนของเราเองก็ต้องวางตัวให้เหมาะสมด้วย การแต่งตัว บุคลิก การพูดจา ถ้าเราทำงานดีก็คงมีแต่คนชื่นชมแน่นอน

แทบทุกครั้งที่มีเหตุการณ์ระทึกขวัญเกิดขึ้น เจ้าหน้าที่ในเครื่องแบบชินตากลุ่มหนึ่ง จะปรับตัวอัตโนมัติคอยเป็นแผงหน้าเฝ้าระแวดระวังภัย ก่อนจะส่งไม้ต่อให้เจ้าหน้าที่ตำรวจ ผู้มีอำนาจตามกฎหมายเข้ามาจัดการสถานการณ์นั้นๆ เราเรียกแผงหน้าเหล่านี้ว่า รปภ. หรือเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยŽ