Nationejobs.com
 

Home Biz

โลกแห่งเทคโนโลยีสารสนเทศ (IT) ไม่เพียงแต่จะทำให้เราก้าว ออกไปหาโลกได้สะดวกง่ายดายเท่านั้น แต่ไอทียังทำให้โลกทั้งโลกมาเยือนหน้าประตูบ้านเรา และทำให้ “บ้าน” กลายสภาพเป็นสถานที่ทำงาน และ ทำเงิน ให้กับเราได้อย่างน่าสนใจ เขาทำ “งาน” ที่ “บ้าน” กันอย่างไร และมีธุรกิจใดบ้างที่เปิดโอกาสให้ “ทำที่บ้าน” ได้

 
 

วันที่: 2003-01-14

''a day'' จับไอเดียแปลงเป็นธุรกิจ
สิ่งที่ยากที่สุด ในการเริ่มต้นทำธุรกิจคือ "ไอเดียดีๆ" ที่มักจะมีไม่พอ ที่จะเปลี่ยนให้กลายเป็นธุรกิจ ที่จับต้องได้

ทั้งนี้ เพราะไอเดียจะสร้าง "ความต่าง" ให้กับผลิตภัณฑ์ เมื่อเทียบกับที่มีอยู่เดิม ในท้องตลาด ไอเดียจะเป็นบ่อเกิด ของกลยุทธ์ การวางแผนพลิกแพลง ชั้นเชิงธุรกิจ และการจะพัฒนาไอเดียนั้น ไปสู่ความสำเร็จ ยังต้องอาศัยปัจจัยสำคัญ อีกหลายอย่าง นั่นคือ การรู้สถานการณ์ในตลาด และการมีความพร้อม และความสามารถ ที่จะนำความคิดนั้น มาทำเป็นธุรกิจเชิงพาณิชย์ได้...

"นิตยสาร a day" คือตัวอย่าง ของคนร่ำรวยไอเดีย..นำความคิดที่อยู่ในโลก แห่งจินตนาการมาลงมือทำ ให้เป็นความจริง...ซึ่งไม่เพียงแต่ทำได้เท่านั้น แต่ยังทำได้ดี (และดีมากเสียด้วย) ดังจะเห็นได้จาก ความสำเร็จอันล้นหลาม ในด้านยอดขายของ a day ที่พิมพ์ออกมาถึง เดือนละเกือบแสนฉบับ

นิตยสาร a day "ขึ้นชื่อ" ในเรื่องความแปลกใหม่ ที่ไม่เหมือนใคร ตั้งแต่ก่อนออกฉบับแรก จนมาถึงฉบับล่าสุด ดูเหมือนว่า เป็นเรื่องที่ไม่น่าจะเป็นไปได้ แต่ a day ก็ยืนหยัดอยู่ในวงการ นิตยสารได้อย่างภาคภูมิ a day เกิดจากความฝันของ "วงศ์ทนง ชัยณรงค์สิงห์" ซึ่งปัจจุบันคือ บรรณาธิการบริหาร นิตยสาร a day และกรรมการผู้จัดการ บริษัท เดย์อาฟเตอร์เดย์

"วงศ์ทนง" เป็นนักเขียน ที่อยู่ในแวดวงมากว่าสิบปี เคยผ่านงานนิตยสาร หลายแห่ง แต่เขาบอกว่า นิตยสารเหล่านั้นยัง "ไม่ใช่" สิ่งที่เขาต้องการ วันหนึ่ง เขาจึงออกมาประกาศ ความคิดว่าจะทำหนังสือเอง...ด้วยการระดมทุนจากผู้อ่าน!!! โดยเขาได้นั่งลงเขียน จดหมายร่ายยาว 5 แผ่น บรรยายภาพนิตยสาร a day ที่เขาอยากจะให้มีขึ้น จนผู้อ่านเห็นภาพที่ชัดเจน พร้อมประกาศขายหุ้นๆ ละ 1,000 บาท แก่ผู้ที่สนใจ โดยตัวเขาลงทุนซื้อเอง 1 แสนบาท

"ผมบอกเขาว่า มันจะเป็นนิตยสารเล็กๆ ที่จะอยู่ได้ด้วย การสนับสนุนจากผู้อ่าน อ่านสนุก ขณะเดียวกัน ก็ให้แรงบันดาลใจ และความประทับใจ คอลัมน์จะมีอะไรบ้าง ทำหน้าปกให้ดู และมีใบแนบว่า จะซื้อหุ้นรึเปล่า"

พร้อมกันนั้น ยังได้ทำโปสเตอร์ เผยแพร่ความคิด ที่เริ่มต้นด้วยประโยคว่า "ถ้าชีวิตนี้สามารถเป็น ''เจ้าของนิตยสาร'' ได้สักเล่ม คุณสนใจไหม?" ไปติดตามร้านอาหาร สถาบันศึกษา และแหล่งชุมชนทั่วไป ฟังดูเป็นเรื่องจริงที่เหลือเชื่อ เพราะภายในเวลา เพียงสองเดือน หลังจากส่งจดหมาย เชิญชวนออกไป เงินทุนที่ต้องการก็ครบถ้วน จนต้องปิดรับหุ้นก่อนกำหนด ทุกวันนี้ a day มีจำนวนหุ้นทั้งสิ้น 2,500 หุ้น เป็นเงินถึง 2 ล้าน 5 แสนบาท

คอนเซ็ปท์ของ a day คือ "หนังสือของความคิดสร้างสรรค์" หนังสือช่างคิด ที่อ่านแล้วให้ความคิด ให้แรงบันดาลใจ ให้ความประทับใจ ซึ่งเพียงเล่มแรกที่ออกมา ก็ขายดีมากจนต้องพิมพ์ถึง 2 ครั้ง และยังขายดี ต่อเนื่องมาเรื่อยๆ ทุกฉบับ ทั้งๆ ที่มีนิตยสารรุ่นพี่ อยู่เกลื่อนแผงแล้ว แต่ด้วย "ความต่าง" ของตัวเอง ทำให้นิตยสารน้องใหม่ เล่มนี้สามารถเบียดแทรก เข้ามาและมีที่ยืนที่มั่นคง

"ผมว่า a day เป็นหนังสือที่ขายมากที่สุด ในวัยเดียวกัน ข้อยืนยันคือ การไปดูที่แผงหนังสือ ถ้าหนังสือที่วางเป็นตั้งๆ จะขายดี สั่งมาเยอะ ไม่กี่วันก็ขายหมด แต่ถ้าขายไม่ดี ก็จะเห็นว่าเอาไปสอดๆ ไว้แค่ 2-3 เล่ม ของเรา จัดจำหน่ายทั่วประเทศ แต่ในกรุงเทพฯ จะมีประมาณ 70%"

เขาบอกว่าก่อนทำ a day ก็มีคนอ่านแนะนำมา ให้ทำอย่างนั้นบ้าง อย่างนี้บ้าง ซึ่งก็ไม่แปลก เพราะการทำหนังสือ เป็นงานที่คนอ่าน มักจะส่งเสียงสะท้อนมาเสมอ... แต่การทำตามใจคนอ่าน ไม่ใช่แนวทางของ a day

"ผมก็รับฟังครับ แต่ว่า...ผมมีแก่นความคิด ที่แน่นอนแล้วว่า ผมอยากทำหนังสืออะไร แบบไหนอย่างไร ซึ่งมันสะสมจาก การทำหนังสือมาสิบปี เพราะฉะนั้นผมคิดว่า เนื้อหาของผมแข็งแรงแล้ว และมันเป็นสิ่งที่ผม คิดมานานแล้ว ผมคงไม่เปลี่ยนแปลง เพราะผมไม่ได้ทำเล่นๆ ลวกๆ ครับ ผมมั่นใจมาก ก่อนจะออกหนังสือเล่มนี้ว่า เนื้อหาของผมจะขายได้ เพราะมันมีคอนเท้นท์ ที่แข็งแกร่งมาก" เขาเน้นประโยคหลังสุด ด้วยน้ำเสียงที่หนักแน่น และมั่นใจ

เนื้อหาของ a day จะมี 3 ส่วน ส่วนแรกคือ "ไอเดีย" (Idea) ความคิดสร้างสรรค์ ส่วนที่สองคือ "ซัมบอดี้" (Somebody) คือเรื่องของคนเก่งๆ ที่มีดี ส่วนที่สามคือ "นอสตาลเจีย" (Nostalgia) เป็นเรื่องราวย้อนอดีต ที่ให้ความสุข และความประทับใจ

"ผมสนใจ เรื่องความคิดสร้างสรรค์มาก และสนใจชีวิต ของคนธรรมดาที่มีดี และเรื่องที่ย้อนอดีตหน่อยๆ ซึ่ง 3 เรื่องนี้ ผมไม่ค่อยเห็น ในหนังสืออื่นๆ ผมว่ามันเป็นคอนเท้นท์ ที่แข็งแกร่งมาก"

ส่วนแรกคือ "ไอเดีย" นั้นจะเป็นเรื่องราวความคิดสร้างสรรค์ "เชิงบวก" ซึ่งจะมีเนื้อหาค่อนข้างกว้าง "คำว่าไอเดียของ a day ก็คือความคิดดีๆ ที่สามารถเอาไปปรับใช้เข้ากับชีวิตการงานได้ ดังนั้น ในส่วนนี้จะมีเรื่องของการประดิษฐ์สิ่งของ อะไรแปลกๆ ใหม่ๆ ออกมา คนทำธุรกิจที่น่าสนใจ มีความใหม่ ธุรกิจเล็กๆ ที่น่าสนใจ คนที่มีความคิดดีๆ ในการทำอะไรเพื่อตัวเองและสังคม"

ส่วนเรื่องของคนหรือ "ซัมบอดี้" นั้น a day ไม่เน้นคนดัง คนมีชื่อเสียง หรือคนมีตระกูลร่ำรวย แต่เน้นคนเก่ง คน "มีดี" มีความสามารถ ในด้านใดด้านหนึ่ง ซึ่งที่ผ่านมา ก็มีทั้งนักธุรกิจ ที่ประสบความสำเร็จ ตั้งแต่อายุยังน้อย, NGO ที่ทำงาน องค์กรพัฒนาเอกชน ที่มีจิตสำนึก เพื่อสิ่งแวดล้อมและสังคม, ผู้กำกับหนัง ที่มีแนวการทำหนัง ที่น่าสนใจ, นักร้องนักดนตรี เป็นต้น "ผมไม่เน้นวงการใดวงการหนึ่ง แต่ขอให้เป็นคนเก่งคนดี"

ส่วนเรื่องในอดีตหรือ "นอสตาลเจีย" ที่ a day หยิบมาเล่น ก็มีหลากหลายเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นหนังสือ ที่เคยชอบอ่าน รายการโทรทัศน์ที่เคยดู ภาพยนตร์เก่าๆ ตัวการ์ตูนตัวโปรด หรือแบบเรียนมานะ มานี ที่เคยเรียนตอนเด็กๆ และสิ่งต่างๆ ที่เคยผูกพันด้วย

"เรื่องย้อนอดีต ผมว่าทุกคน มีเรื่องประทับใจของตัวเอง คนละเรื่อง สองเรื่อง สามเรื่อง ดังนั้นมันก็ไม่ยาก เหมือนการขุดอดีตขึ้นมา ผมว่า จุดประสงค์ของการทำ เรื่องในอดีต ก็เหมือนเป็นความสุข ที่เยียวยาจิตใจ เราได้ครับ อารมณ์ประมาณ กลับไปดูรูปถ่าย สมัยเราเป็นเด็ก ดูทีไรมันก็มีความสุข แต่การนำเสนอ เรื่องราวในอดีตของ a day ไม่ได้หมายความว่า อยากให้คนจมกับเรื่องเก่าๆ อย่างที่หลายคนชอบพูดว่า ทำไมไม่มองไปข้างหน้า มองอดีตทำไม ผมก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่า ทำไมเราถึงจะต้องมองไป แต่ข้างหน้าอย่างเดียว ทำไมต้องอยู่กับอนาคต การระลึกถึงอดีต ก็เพื่อเชื่อมโยง ถึงปัจจุบัน และอนาคต"

a day เล่มล่าสุด (ฉบับ ธ.ค.45) คงพอจะเป็นตัวอย่าง ถึงการ "ย้อนอดีต" ได้ดี...เพราะขณะที่ใครต่อใคร พากันยกย่องบูชา ความสำเร็จของ "เจ้าบอล" ภราดร ศรีชาพันธุ์ แต่ a day กลับพยายาม หยิบยกเรื่องราวของ "ต๋อง ศิษย์ฉ่อย" มาตั้งคำถาม ที่ได้ใจความว่า "ต๋อง" ที่คนไทยเคยรักอยู่ที่ไหน? รวมทั้งมีเรื่องราว ของนักกีฬาพิการ ที่เดินทางไปแข่งขัน เฟสปิกเกมส์ที่ปูซาน เกาหลีใต้ นักกีฬาที่คนไทย น้อยคนจะรู้จัก... ด้วยความที่ชอบอ่านหนังสือ และชอบทำหนังสือ ให้คนอ่าน ดังนั้น "วงศ์ทนง" จึงพอที่จะ "สัมผัส" ได้ว่าผู้อ่านอยากอ่านอะไร แต่เขาบอกว่า a day ไม่ค่อยตามใจ ผู้อ่านเท่าไหร่ ออกจะตามใจตัวเอง และทีมงานมากกว่า

"ผมว่า เราอยากทำหนังสือแบบไหน ก็ทำออกไปดีกว่า ดีกว่าจะทำให้คนนู้น คนนี้ถูกใจ ถ้าเราทำตามใจ เค้าไปหมด เราก็ไม่มีตัวตน ไม่มีจุดยืน เราต้องยอมรับครับว่า คนอ่านมีมากมาย และต่างคนต่างความคิด ต่างความชอบ ถ้าเราตามใจทุกคน ก็จะเป็นหนังสือที่มั่วมาก ไม่มีเอกลักษณ์ มันต้องผสมผสานกันระหว่างการตามใจตัวเองกับตามใจผู้อ่าน แต่สำหรับ a day ผมว่าสัดส่วนการตามใจตัวเองเยอะมาก เกือบทั้งเล่ม เป็นหนังสือเอาแต่ใจครับผม"

แต่ด้วยความเอาแต่ใจนี่แหละ ที่ทำให้ a day สามารถครองใจวัยโจ๋ ได้เป็นจำนวนมาก "วงศ์ทนง" ถึงกับบอกว่า นิตยสาร a day ไม่จำเป็นที่จะเล่นเรื่อง "ตามกระแส" เสมอ เพื่อที่ว่า จะได้ไม่เป็นหนังสือที่ "หลุด" ยุคสมัย เขาบอกว่า...

"หนังสือผม อยู่ในสมัยอยู่แล้ว ด้วยความแปลก คือผมไม่ได้นึกนิยม ความทันสมัยอย่างเดียว ผมค้านด้วยซ้ำว่า เดี๋ยวนี้ใครๆ ก็พากันทันสมัยไปเสียหมด จนลืมคิดกันไปว่าจะทันสมัยกันไปทำไม a day ก็เลยมีเรื่องทันสมัยลง ขณะเดียวกัน ก็มีเรื่องล้าสมัยลงด้วย ผมว่าทุกเรื่องมันมีค่า คือเวลาเราทำอะไร เรารู้ตัวเองว่าทำไปทำไม ไม่ใช่ยุคนี้ต้องทันสมัย ก็เลยทันสมัย โดยที่ไม่รู้ว่าทันสมัยไปทำไม" เขาบอก

จุดขายของ a day คือ "ลูกเล่น" ในการนำเสนอ...เขาบอกว่า เรื่องบางเรื่อง แม้จะเป็นเรื่องที่พูด กันมาเยอะแล้ว แต่ถ้าอ่านในมุมมองของ a day ก็จะได้มุมมองใหม่ๆ แปลกๆ ที่ไม่เคยเห็นที่ไหนมาก่อน "สรุปแล้ว a day คือหนังสือที่ยากจะคาดเดา เดาไม่ถูกว่าจะเล่นเรื่องอะไร จะมาไม้ไหน เป็นหนังสือที่มีเซอร์ไพรส์ตลอด"

วันนี้ a day จึงเป็นนิตยสาร ที่มีผู้อ่านหลากหลายวัย (โดยเฉพาะวัยรุ่น) ยินดีควักเงิน 80 บาทแลกมา โดยที่นิตยสารนั้น ไม่จำเป็นต้องมีรูปเล่มสวยหรู และใช้กระดาษอาร์ต 4 สีทั้งเล่ม (เขาบอกว่า a day ใช้กระดาษปอนด์ธรรมดาๆ มีกระดาษอาร์ตบ้าง แต่รวมแล้ว ต้นทุนต่อเล่มก็อยู่ที่ 20 บาท นิดๆ เท่านั้น...)

a day ถือเป็นนิตยสาร ที่มีการเริ่มต้นที่น่าสนใจ มีรูปแบบนำเสนอ ในแบบฉบับของตนเอง หากวันนั้น "วงศ์ทนง" ไม่ตัดสินใจ ออกตามล่าหาความฝัน ของตนเอง..."วันหนึ่ง" ที่เป็นหนึ่งวัน อันยิ่งใหญ่ของ a day คงไม่เกิดขึ้น ความสำเร็จของ a day ในวันนี้ คงพอเป็นตัวอย่างที่ดีได้ว่า...โลกนี้ยังมีที่ว่าง ให้คนกล้าที่จะ "คิดต่าง" เสมอ