Nationejobs.com
 

Home Biz

โลกแห่งเทคโนโลยีสารสนเทศ (IT) ไม่เพียงแต่จะทำให้เราก้าว ออกไปหาโลกได้สะดวกง่ายดายเท่านั้น แต่ไอทียังทำให้โลกทั้งโลกมาเยือนหน้าประตูบ้านเรา และทำให้ “บ้าน” กลายสภาพเป็นสถานที่ทำงาน และ ทำเงิน ให้กับเราได้อย่างน่าสนใจ เขาทำ “งาน” ที่ “บ้าน” กันอย่างไร และมีธุรกิจใดบ้างที่เปิดโอกาสให้ “ทำที่บ้าน” ได้

 
 

วันที่: 2006-11-06

สวนทิพย์... บ้านแห่งวัฒนธรรม
ถ้าคนเข้าจิบกาแฟในสตาร์บัคส์ เพื่อซึมซับบรรยากาศ ร้านอาหารสวนทิพย์ ก็ไม่ต่างจากสตาร์บัคส์ ที่ขาย Experience Marketing ในบรรยากาศและกลิ่นอายบ้านสวนสไตล์ไทยๆ แบบ “บ้านแห่งวัฒนธรรม” ที่หาไม่ได้ในวิถีคนเมือง

สวนทิพย์ ร้านอาหารไทยในรุ่นที่สองในมือของพงศิยา จันทราทิพย์ พยายามขายประสบการณ์บ้านสวน สไตล์ไทยๆ ที่หาไม่ได้ในวิถีคนรุ่นใหม่ และขยายผลสู่ “บ้านวัฒนธรรม”

ในฐานะผู้บริหาร ผู้สืบทอดกิจการรุ่นใหม่ รวมทั้งการผ่านประสบการณ์งานโรงแรมไฮแอท เชนระดับอินเตอร์ ของพงศิยา ปรับการบริหารงานก้นครัวให้เป็นระบบและเชิงธุรกิจมากขึ้น

ไม่ใช่ลงทุน เพียงเพราะอยากทำ หรือขยาย เพียงเพราะฉันชอบ

แต่ทุกสเต็ปต้องคำนึงถึง “ความคุ้มค่า” ของการลงทุน เพราะธุรกิจก็คือธุรกิจที่ต้องยืนหยัดด้วยผลกำไร

“ยังไงธุรกิจก็คือธุรกิจ ย่อมต้องมีการปรับเปลี่ยนให้เข้ากับสมัย แต่ต้องไม่เปลี่ยนแปลงคอนเซปต์มากนัก เราตั้งเป้าว่าแบรนด์สวนทิพย์ คงจะไม่ใช่แค่ร้านอาหาร เราพยายามทำเป็นบ้านแห่งวัฒนธรรม ซึ่งนอกเหนือจากร้านอาหารไทย เราพยายามสร้างกิจกรรมต่างๆ ที่เกี่ยวเนื่องไปกับเรื่องของวัฒนธรรมเพิ่มขึ้น” พงศิยา ในฐานะผู้จัดการฝ่ายขายและการตลาด สวนทิพย์ กล่าว

เธอบอกว่า ครอบครัวต้องการอนุรักษ์คุณค่าแห่งความเป็นไทยไว้ แต่ขณะเดียวกันการทำธุรกิจต้องแสวงหากำไร เธอจึงต้องหา “จุดเชื่อม” เพื่อให้บรรลุเป้าหมายทั้งสองประการ จนที่สุดเธอพยายามสร้างให้สวนทิพย์เป็น “บ้านแห่งวัฒนธรรม” ด้วยการนำ Experience marketing เป็นตัวเชื่อม

ไม่เพียงประสบการณ์บ้านสวนในร้านอาหารไทยเท่านั้น แต่ยังต้องสร้างประสบการณ์ในธีมเดียวกันลงในทุกๆ กิจกรรม โดยสอดแทรกวัฒนธรรมไทยตั้งแต่การกิน การเที่ยว ซึ่งเธอได้เซตกิจกรรมบ้านแห่งวัฒนธรรมไว้ 6 รูปแบบ ได้แก่ คุกกิ้ง คลาส ดอกไม้ประดิษฐ์ มารยาทไทยและการเข้าสังคม และทัวร์วัฒนธรรม

“เราพยายามทำให้ตรงนี้เป็นบ้านวัฒนธรรม วัฒนธรรมการกิน การอยู่ ซึ่งเรามองว่ามันไม่ได้เชย แต่ต้องปลุกกระแสความมีคุณค่า ซึ่งหากเราไม่เก็บรักษาตรงนี้แล้วใครจะเก็บ”

แน่นอนว่ากิจกรรมต่างๆ ต้องสร้างความรู้สึกพิเศษให้กับลูกค้า ด้วยบรรยากาศสบายๆ เหมือนมาเที่ยวบ้านเพื่อน เพราะถ้าไม่พิเศษ ย่อมสร้างความแตกต่างจากคู่แข่งไม่ได้ โดยเฉพาะโลเคชันที่ตั้งอยู่ถึงเมืองนนท์ของสวนทิพย์ ยิ่งเป็นข้อจำกัดในการเข้าถึงกลุ่มลูกค้า

อย่างคอร์สเรียนทำอาหาร เธอบอกว่า นอกจากจะมีแพ็คเกจแล้ว เธอยังให้ลูกค้าคิดเมนูที่อยากทำขึ้นมาเอง หรือ tailor made เมนูเอง

“เราพยายามทำให้รู้สึกว่ามาเที่ยวบ้าน แล้วเราเป็นเหมือนเจ้าบ้าน เพื่อนมาอยากเรียนทำอาหารก็เอาคนครัวมาสอนสิ ไม่จำเป็นต้องฟิกเมนู”

เธอบอกว่า ที่นี่มีลูกค้าชาวต่างชาติที่มาอยู่เมืองไทยมาเรียนทำอาหารจำนวนมาก เมนูที่อยากทำดูเหมือนไม่ยาก แต่มีเทคนิค

“เขาไม่ได้อยากทำต้มยำกุ้ง แต่อาจจะอยากทำปูผัดผงกะหรี่ ห่อหมก แม้กระทั่งปลาทอดกระเทียมธรรมดา เขาก็อยากเรียน อยากรู้ว่าทอดกระเทียมยังไงถึงอร่อย ล่าสุดให้สอนทำข้าวเหนียวมะม่วง เริ่มเป็นอะไรที่เฉพาะมากขึ้น”

แม้แต่การสอนทำดอกไม้ประดิษฐ์ พวงมาลัย พานพุ่ม ซึ่งน้อยนักที่จะมีคนสอน โดยมากมักจะสอนแค่ดอกไม้ประดิษฐ์ แต่ฝีมือระดับครูของคุณแม่ทิพยา กิตติขจร ถึงขนาดทำส่งให้กับการบินไทย ทำให้มีคนสนใจเรียนพานพุ่มเป็นจำนวนไม่น้อย

เธอเล่าว่า โปรเจคของบ้านวัฒนธรรมในส่วนของดอกไม้ประดิษฐ์ เธอจะทำให้บ้านสวนเป็นกึ่งๆ พิพิธภัณฑ์เครื่องแขวนไม้หอมโบราณ เช่น พู่กลิ่น หน้าช้าง จากไม้หอม ซึ่งเป็นเครื่องแขวนโบราณ เพื่ออนุรักษ์ความเป็นไทย

สำหรับการท่องเที่ยว เธอบอกว่าจะใช้ภูมิทัศน์ริมน้ำเจ้าพระยาเป็นจุดขาย และต้องผูกไปกับแหล่งท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงในละแวกใกล้เคียง เพราะถ้าเพื่อนบ้านดี สวนทิพย์ก็ดีด้วย

“เราจะจัดทัวร์ไปในที่ที่คนไม่ได้ไปกัน ซึ่งเราจะเริ่มก่อนเดือนพฤศจิกายน เราจะเริ่มค่อยเป็นค่อยไป ทำเป็นริเวอร์ทัวร์ ไปในที่เจ้าของเอกชน พาไปชมเอกลักษณ์เมืองนนท์”

เธอเชื่อว่าเมื่อเมืองนนท์ดัง และกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่ใครๆ สนใจ ร้านอาหารสวนทิพย์จะได้รับอานิสงส์ไปด้วย อย่างเช่นเกาะเกร็ด ที่เป็นแหล่งท่องเที่ยวขึ้นหน้าขึ้นตาเมืองนนท์ ทำให้ร้านอาหารสวนทิพย์เป็นหนึ่งในรายการที่ถูกบรรจุไว้ในโปรแกรมการท่องเที่ยวของกรุ๊ปทัวร์

หรือแม้แต่ทำเลที่ใกล้อิมแพค เมืองทอง ศูนย์แสดงสินค้าที่มีงานชุกตลอดปี สวนทิพย์ก็รองรับนักช้อปที่หลั่งไหลมางานไม่ขาดสายเช่นกัน

นอกจากนี้งานพิธีแต่งงาน งานหมั้นทั้งในพิธีไทยดั้งเดิม และธีมปาร์ตี้ จะเป็นอีกจุดขายที่พงศิยา กำลังรื้อฟื้น เธอบอกว่า งานพิธีจะมีบุ๊คเล็ตที่บอกความเป็นมา การเลือกใช้ของมงคลในงานพิธีแต่ละอย่างมีรากเหง้ามาจากอะไร สร้างความมงคลอย่างไร เพื่อให้คู่บ่าวสาวซึ้งในงานพิธีมากขึ้นกว่าการจัดงานให้สวย เก๋ ไม่ซ้ำใคร

“คนโบราณไม่ใช่แค่ครีเอทขึ้นมา แต่ทุกขั้นตอนทุกพิธีการมีความหมายที่ดีหมด หากคู่บ่าวสาวได้อ่าน ได้รู้ เขาจะได้อินกับตรงนั้น เพราะไม่งั้นจากประสบการณ์หลายๆ คู่ทำไปอย่างนั้น เสร็จแล้วมงคลก็ทิ้งไว้บนศาลา ไม่เอากลับบ้าน เราก็ต้องตามกลับเอาไปเก็บ เพราะไม่ใช่แค่ด้ายธรรมดา แต่นี่เป็นมงคล

เราพยายามมองว่า เราขายประสบการณ์ให้แขกเข้ามาแล้วได้ประสบการณ์ที่เข้าใจ ไม่งุนงงกลับไป”

แม่เหล็กแต่ละตัวที่มาเสริมบ้านแห่งวัฒนธรรมดึงดูดลูกค้าได้ดีพอสมควร เธอบอกว่า ครึ่งปีที่ผ่านมา ฟีดแบ็คลูกค้าค่อนข้างชอบ โดยเฉพาะลูกค้าต่างชาติที่แต่งงานกับคนไทยจะชอบมาก ยิ่งรู้ถึงที่มาของพิธีการยิ่งทำให้รู้สึกอิน

แต่ทุกอย่าง พงศิยาบอกว่า ต้องค่อยเป็นค่อยไป ยังไม่ได้ฮาร์ดเซล เป็นการแนะนำบริการเฉพาะลูกค้าในร้านนำร่อง เพราะต้องเตรียมแผนธุรกิจใหม่ พร้อมแผนการตลาดเชิงรุกใหม่

“สิ่งแรกที่เราต้องทำก็คือ การรีแบรนด์ตัวเองและโพสิชั่นตัวเองให้เป็นบ้านวัฒนธรรม และต้องมีโปรดักท์รองรับ โดยที่ต้องเป็นอะไรที่ให้ลูกค้าที่มารับประทานข้าวได้รับทราบ ทำให้เป็นระบบมากขึ้น ซึ่งเราทำอยู่แล้วแต่อาจจะเป็นแบบคุณขอมา ไม่เชิงรุก เราก็ต้องทำแผนเชิงรุกมากขึ้น”

นอกจากการรีแบรนด์สวนทิพย์แล้ว เธอต้องวางระบบภายในให้รองรับการตลาดเชิงรุกด้วย 1 ปีก่อนเธอได้ให้บริษัท เอไทม์ โฮเทล และรีสอร์ต เข้ามาช่วยดูแลเรื่องการจัดการ

“เพราะถ้าเราอยากเป็น Culture House ถ้ายังมานั่งอยู่กับเดลี่โอเปอเรชั่นจะไม่มีแรงแล้ว ฉะนั้นคนที่จะช่วยได้ดีก็คือคนที่มีประสบการณ์ด้านการจัดการ เลยให้เอไทม์มาช่วยได้สักปีหนึ่ง ก็ต้องคุยว่าทิศทางกับเขาว่าได้มั้ย

เราในฐานะเจ้าของต้องพัฒนาสินค้าให้ดีที่สุด จากนั้นจึงค่อยไปคุยกับเขาว่า จะทำเงินมั้ย จะต้องปรับมั้ย เพราะบางทีเราต้องปรับ อะไรที่ไม่ได้ก็ต้องไม่ฝืน”

นอกจากการเป็นบ้านวัฒนธรรมแล้ว เธอเตรียมแผนที่จะรุกตลาดสัมมนามากขึ้น โดยจะเจาะตลาดคอร์ปอเรทบริเวณถนนแจ้งวัฒนะ วิภาวดี เอสซีบี ปาร์ค โดยจะเจาะตลาดเหมือนโรงแรมด้วยการเซตแพ็คเกจเช่นเดียวกับโรงแรม

ที่ผ่านมามีลูกค้าบริษัทใช้สถานที่จัดเวิร์คชอป เพราะต้องการบรรยากาศแปลกใหม่ โดยเฉพาะลูกค้าที่ทำงานด้านเฮชอาร์ มาร์เก็ตติ้ง ต้องการความคิดสร้างสรรค์

พงศิยาคาดหวังว่า การตลาดและกิจกรรมใหม่ๆ ที่จะทำช่วยฐานลูกค้าให้มากขึ้น และเพิ่มยอดรายได้อีก 20% จากเดิมที่ร้านทำรายได้ประมาณ 1.8-2 ล้านบาทต่อปี