Nationejobs.com
 

Home Biz

โลกแห่งเทคโนโลยีสารสนเทศ (IT) ไม่เพียงแต่จะทำให้เราก้าว ออกไปหาโลกได้สะดวกง่ายดายเท่านั้น แต่ไอทียังทำให้โลกทั้งโลกมาเยือนหน้าประตูบ้านเรา และทำให้ “บ้าน” กลายสภาพเป็นสถานที่ทำงาน และ ทำเงิน ให้กับเราได้อย่างน่าสนใจ เขาทำ “งาน” ที่ “บ้าน” กันอย่างไร และมีธุรกิจใดบ้างที่เปิดโอกาสให้ “ทำที่บ้าน” ได้

 
 

วันที่: 2007-01-12

ร้านขายกาแฟ ฮวงจุ้ยดี ย่อมมีอนาคต
วันหยุดสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ผู้เขียนได้แวะไปนั่งดื่มกาแฟ และดื่มด่ำบรรยากาศหน้าห้างเอ็มโพเรี่ยม เคล้าเสียงดนตรี และมองลอดสู่บรรยากาศอันเขียวขจีร่มรื่นของสวนเบญจสิริ ซึ่งมีผู้คนมาวิ่ง/เดินออกกำลังกาย และเต้นแอโรบิกกันอย่างเป็นสุข…ทำให้ตัวเราพลอยอบอุ่นและสุขใจไปด้วย!

1 ชั่วโมง ที่อบอุ่นใจ เทียบกับราคาค่ากาแฟ + ของว่าง 150 บาท นับว่าคุ้มค่า สะดวก และประหยัดกว่าการต้องขับรถไปบางแสน พัทยา ซึ่งน่าจะเหมาะกับช่วงวันหยุดยาวที่ไม่ต้องรีบเร่ง

1 ชั่วโมง ที่จิตสงบบนโต๊ะกาแฟที่เรียบหรู นั่งสบายและผ่อนคลาย ก็เลยชักอยากเปิดร้านกาแฟในสถานที่บรรยากาศดีๆ เช่นนี้ ไว้เป็นที่นั่งเล่น พักผ่อน พบปะพูดคุยกับเพื่อนฝูง แถมยังมีกำไรเป็นอาชีพเสริมได้อีกต่างหาก!

1. กินกาแฟ…ค่านิยม หรืออาหารว่าง กาแฟถูกค้นพบครั้งแรกโดย ‘คาลดี’ (เด็กเลี้ยงแกะ - เอธิโอเปีย) โดยสังเกตจากความกระปรี้กระเปร่าของแพะเมื่อกินผลไม้สีแดงของต้นกาแฟ

กาแฟมีต้นตอมาจากคำว่า ‘เกาะหฺวะหฺ’ (ภาษาอาหรับ) แล้วผวนเป็น ‘กาห์เวห์’ (ภาษาตุรกี) และกลายเป็น ‘คอฟฟี’ (ภาษาอังกฤษ)…ต้นกำเนิดการปลูกอยู่ที่อาหรับ ซึ่งหวงแหนเมล็ดพันธุ์มาก แต่ก็ถูกลักลอบนำออกมาโดยผู้ไปแสวงบุญที่เมกกะ…จนทุกวันนี้มีปลูกแพร่หลายทั่วโลก

แม้กาแฟจะมีมากถึง 6,000 สายพันธุ์ แต่ได้รับความนิยมเพียง 2 พันธุ์เท่านั้น คือ Arabica ซึ่งมีรสชาติดี และ Robusta (มีความทนทาน แต่กาเฟอีนสูง)

แหล่งผลิตกาแฟสำคัญของโลกมี 9 แห่ง คือ จาเมกา (บลูเมาเทน) บราซิล (ผลิตได้เป็นอันดับ 1 ของโลก โดยมียี่ห้อดังคือ Brazillian Santos) โคลัมเบีย (อันดับ 2 ของโลก - ยี่ห้อดังคือ Suremo) ฮาวาย (kona) อินโดนีเซีย อินเดีย (Monsooned Malabar) เอธิโอเปีย เคนยา (เคนยา AA) เวียดนาม (อันดับ 3 ของโลก)

ตลาดกาแฟใหญ่ที่สุดคือ อเมริกา ตามด้วยยุโรป โดยบริโภคเป็นอาหารเช้าคู่กับขนมปัง แซนด์วิช ขนม pastry และทานเป็นอาหารว่าง ใช้รับรองแขก เสิร์ฟในห้องประชุม และช่วงพักเบรก เป็นต้น โดยคำนวณว่าคนอเมริกันบริโภคกาแฟ 4.5 กิโลกรัมต่อคนต่อปี คนญี่ปุ่น 2 กิโลกรัมต่อคนต่อปี ขณะที่คนไทยดื่มเพียง 0.5 กิโลกรัมต่อคนต่อปี เท่านั้น…จึงนับว่าตลาดเมืองไทยยังเติบโตได้อีกมาก

ในความเชื่อและความรู้สึก ผู้บริโภคมักกลัวโทษของ ‘กาเฟอีน’ ซึ่งเป็นสารเสพติดอ่อนๆ ถ้าไม่ได้ดื่มจะรู้สึกหงุดหงิด ใจสั่น มีฤทธิ์กระตุ้นประสาท โดยเฉพาะสตรีมีครรภ์ ไม่ควรบริโภคเกิน 200 มิลลิกรัมต่อวัน (เท่ากับ 2 ถ้วย)

แต่ในทางการแพทย์พบว่า หากรับประทาน ‘กาเฟอีน’ ในปริมาณที่เหมาะสม ก็มีผลบวกไม่น้อย อาทิเช่น ช่วยกระตุ้นให้สมองตื่นตัว เพิ่มประสิทธิภาพของงานที่ต้องการสมาธิ การใช้เหตุผลและความจำ ช่วยลดความหงุดหงิด อารมณ์ซึมเศร้า และความเครียดลงได้ นอกจากนั้นธาตุไนแตสเซียม และไนอาซีน ซึ่งเป็นวิตามินบี ยังช่วยกระตุ้นการใช้พลังงานของร่างกาย ทำให้ไขมันสลายตัว…กาเฟอีนช่วยขยายหลอดเลือดแดง (ช่วยลดอาการปวดหัวจากไมเกรน) และที่สำคัญยังช่วยแก้ปัญหาการหย่อนสมรรถภาพทางเพศได้อีกด้วย แฮ่ม!

2. ธุรกิจ…ร้านกาแฟ แน่นอนว่า…แบรนด์ดังและเป็นที่นิยมสูงสุดตลอดการคือ Starbucks เจ้าเก่า ซึ่งขยายร้านได้กว่า 6,000 สาขา ใน 30 ประเทศทั่วโลก

ตำนานของ Starbucks เริ่มต้นใน ค.ศ.1971 ที่ Pike Place Market, Seattle, USA. ซึ่งเป็นร้านกาแฟ แห่งแรกของเจ้านี้ โดยตั้งชื่อจากตัวละครในเรื่อง Moby Dick ซึ่งเป็นเรื่องเกี่ยวกับปลาวาฬ โดยเชื่อว่าการนำสิ่งที่อยู่ไกลโพ้นทะเลมาตั้งเป็นชื่อร้าน ก็เปรียบเสมือนการเสาะหาเมล็ดกาแฟที่ดีที่สุดมาให้ลูกค้านั่นเอง!

Starbucks เป็นหนึ่งในบริษัทแรกๆ ที่ปันหุ้นให้กับพนักงาน และนำบริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์นิวยอร์ก (NYSE) ในปี ค.ศ.1990 ซึ่งมีข้อดีอเนกอนันต์ อาทิเช่น มีภาพพจน์ดีเยี่ยม ได้รับความเชื่อถือในจริยธรรม และธรรมาภิบาล ได้เม็ดเงินลงทุนจากตลาดหุ้นเพื่อมาขยายกิจการไปทั่วโลก ซึ่งข้อดีของการเข้าจดทะเบียนใน NYSE คือ เป็นแหล่งเงินทุนที่มีต้นทุนต่ำกว่าดอกเบี้ยเงินกู้ยืม และกรณีเกิดขาดทุนจากการขายหุ้น (capital losses) ก็สามารถลดหย่อนภาษีไม่เกิน 3,000 USD โดยนำหักจากรายได้ เงินเดือน เงินปันผล และดอกเบี้ย เป็นต้น

ในเมืองไทย Starbucks ได้เปิดสาขาแรกเมื่อเดือนกรกฎาคม 2541 ที่ห้างเซ็นทรัล ชิดลม โดยบริษัท คอฟฟี พาร์ทเนอร์ส จำกัด (บริษัทร่วมทุนระหว่างบริษัท สตาร์บัคส์ จำกัด (อเมริกา) และบริษัท เซ็นทรัล พัฒนา จำกัด) แต่ปัจจุบันบริษัทแม่ที่อเมริกาซื้อหุ้นคืน เพื่อทำเองและขยายร้านถึง 83 สาขา ทั่วประเทศไทย ในนามบริษัท สตาร์บัคส์ คอฟฟี ประเทศไทย จำกัด ซึ่งเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลในไทย 30% (อเมริกาเก็บ 35%)

คู่แข่งของสตาร์บัคส์ ในประเทศไทยเริ่มหนาตาขึ้นเรื่อยๆ จาก local brand ที่เข้าใจพฤติกรรมผู้บริโภคได้ดีกว่า ตัวอย่างเช่น บริษัท กาแฟชั้นนำของไทย กลยุทธ์และจุดขาย

1. Black Canyon (Thailand) Co., Ltd. จัดตั้งปี 2536 ขายทั้งกาแฟและอาหาร โดยนำเข้ากาแฟชั้นดีจากทั่วโลก และมีเมนูอาหารผสมทั้งสไตล์ฝรั่งและอาหารไทย ขยายสาขาตามศูนย์การค้าต่างๆ ทั่วประเทศ

2. French Caff ตั้งขึ้นในปี 2545 เน้นสไตล์หรู แบบชาวปารีสฝรั่งเศส ชุดถ้วยกาแฟทำจาก porcelain ตกแต่งจัดร้านในพื้นที่เปิดโล่ง ตามศูนย์การค้าชั้นนำ เช่น สยามพารากอน ห้างเซ็นทรัลเวิลด์ และห้อง VIP Lounges สนามบินสุวรรณภูมิ เป็นต้น

3. บ้านใร่กาแฟ เริ่มเปิดกลางปี 2540 ขยายธุรกิจด้วยระบบขาย franchise 55,000 บาท ไม่ต้องจ่ายค่าธรรมเนียมรายปี ไม่ต้องจ่าย % รายเดือน คุ้มทุนใน 3 เดือน เป็นกาแฟโบราณ ไทยชง ราคา 10 - 80 บาท โดยมีสินค้าเสริม เช่น ข้าว กาแฟทรีอินวัน กาแฟสำเร็จรูป และอาหารโฟสเซ่น

4. 94 C Coffee ใช้นโยบายขาย franchise 200,000 บาท อายุ 10 ปี ค่า Royalty Fee 3% ของยอดขายสุทธิ ค่า marketing fee อีก 3% ของยอดขายสุทธิ ปัจจุบันมี 9 สาขา ช่วยเลือกทำเล ตกแต่งร้าน จัดอบรมให้อย่างต่อเนื่อง

5. ‘caf inn’ ของพานทองแท้ ชินวัตร และอุษณีย์ มหากิจศิริ เปิดร้านต้นปี 2548 กลางสยามสแควร์ แหล่งรวมกลุ่มเทรนดี้ ‘แคปซูลกลิ่นกาแฟ’ ซึ่งกำลังเป็นที่นิยมในยุโรป

6. true coffee เปิด ‘ทรู ชอป แอท ข้าวสาร’ แห่งแรกภายใต้ คอนเซปต์ ‘Sip & Sure’ เป็นการผสมผสานเทคโนโลยีอินเทอร์เน็ตกับชีวิตประจำวัน ตอกย้ำไลฟ์สไตล์คนยุคใหม่ กับเมนูใหม่ English Toffee Latte และ Peppermint Peddy Latte และ น้ำผลไม้ปั่น 3 รสชาติใหม่ มี 23 สาขา โดยใช้นโยบายขยาย franchise

ด้วยมูลค่าการตลาด 2,000 - 5,000 ล้านบาทต่อปี โดยมีจุดขายสำคัญตามย่านชุมชนต่างๆ เช่น ห้างสรรพสินค้า อาคารสำนักงาน โรงพยาบาล หน้ามหาวิทยาลัย ปั๊มน้ำมัน สถานีรถไฟฟ้าใต้ดิน (MRT) สถานีรถไฟฟ้าบีทีเอส ร้านขายหนังสือ ธนาคาร สปอร์ตคลับต่างๆ โรงภาพยนตร์ เป็นต้น ผนวกกับนโยบายห้ามโฆษณาเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และกระแสสุขภาพที่กำลังมาแรง จึงถือเป็นจุดหักเหที่สำคัญในการเปลี่ยนพฤติกรรมผู้บริโภค ให้หันมาบริโภคชา กาแฟ น้ำผลไม้ และเครื่องดื่มที่ไม่มีแอลกอฮอล์ ทั้งหลายให้ได้เฮ...สนั่น

ดังนั้น ใครที่คิดจะหาอาชีพหลัก/อาชีพเสริม โดยมายึดอาชีพขายกาแฟ จึงเป็นธุรกิจ SME ที่มีอนาคตไกล ซึ่งในที่นี้ขอแนะนำกลยุทธ์ภาษีพอสังเขปดังนี้ครับ

1. ร้านกาแฟ - เจ้าของคนเดียว ง่ายที่สุดคือการซื้อแฟรนไชส์ยี่ห้อใดยี่ห้อหนึ่ง ซึ่งต้องจ่ายเงินค่าแรกเข้า 50,000 - 200,000 บาท ต่อสาขา อายุ 10 ปี และอาจต้องเสียค่า Royalty Fee ประมาณ 3% ของยอดขาย ค่าอุปกรณ์ เครื่องใช้และค่าตกแต่งร้านประมาณ 500,000 - 2 ล้านบาท (ตามขนาด 6 - 40 ตารางเมตร) ค่าซื้อสินค้า (กาแฟ ของว่าง) ตามปริมาณยอดขาย และค่าเช่าร้าน

ระยะเวลาคืนทุนขึ้นอยู่กับยอดขาย ซึ่งขึ้นอยู่กับทำเลที่ตั้งเป็นสำคัญ ถ้าได้ทำเลที่ผู้คนสัญจร หรือตามศูนย์อาหาร แน่นอนว่าคุ้มค่าแน่นอน เพราะอัตรากำไรขั้นต้น (gross profit) เฉลี่ยแล้วอยู่ที่ 50%

รูปแบบของหน่วยภาษี (tax entity) ควรเป็นรูปบุคคลธรรมดาหรือคณะบุคคล ซึ่งมีสิทธิเลือกหัก ค่าใช้จ่ายเหมาได้ถึง 70% (พ.ร.ฎ.# 11 มาตรา 8 (7) แห่งประมวลรัษฎากร) และไม่ต้องมีภาระจัดทำบัญชี และไม่ต้องทำรายงานสินค้าและวัตถุดิบ ตามกฎหมาย VAT อีกด้วย

2. ร้านกาแฟ - เจ้าของแฟรนไชส์ ซึ่งมีอยู่หลายเจ้าที่มุ่งขยายธุรกิจในรูปของการขาย franchise นั้น ค่า franchise fee สามารถเลือกเสียภาษีโดยกระจายรายได้เฉลี่ยตามอายุของสัญญา (ปกติคือ 10 ปี) ทำให้ประหยัดภาษีเงินได้นิติบุคคลโดยเสียภาษีช้าลง แต่ในกรณีที่เป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ (MAI/SET) ซึ่งได้สิทธิลดหย่อนภาษีเงินได้นิติบุคคลเหลือ 20 - 25% เป็นเวลา 5 ปี ก็จะประหยัดภาษีในช่วง 5 ปีแรกได้อย่างชัดเจน

ส่วนบริษัทกาแฟที่กำลังแต่งตัวเตรียมเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์นั้น แน่นอนว่ารายได้หลักที่เป็นกอบเป็นกำจะมาจากค่า franchise fee ทั้งในประเทศและต่างประเทศ ซึ่งจะต้องมี business plan และการประมาณการรายได้สัก 5 ปีข้างหน้า ซึ่งแน่นอนว่าเมื่อขยายสาขามากเท่าใด ก็มีโอกาสทำรายได้จากค่า Royalty fee และค่าขายกาแฟและอาหารของว่างต่างๆ ตามไปด้วย เพราะราคาหุ้นจะขึ้นกับโอกาสการทำกำไรในอนาคตเป็นเกณฑ์

กลยุทธ์ภาษีควรจัดตั้งเป็นบริษัทจำกัดเพียงบริษัทเดียว เพื่อสร้างมูลค่าการตลาดให้สูงสุด ซึ่งรายได้หลักส่วนหนึ่งน่าจะเป็นค่า franchise fee จากต่างประเทศ โดยมีบางบริษัทไปเปิดตลาดไว้ 6 ประเทศแล้ว คือ ซาอุดีอาระเบีย โอมาน คูเวต บาห์เรน กาตาร์ ยูเออี เป็นต้น ซึ่งค่า franchise fee ดังกล่าว จะถูกหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย ที่ source country ในอัตรา 15% (ลดเหลือ 10% หากมีอนุสัญญาภาษีซ้อน) ทั้งนี้ ผู้ถือหุ้นในบริษัทดังกล่าว หากเป็นบุคคลธรรมดาจะได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีจากการเครดิตภาษีเงินปันผล (ม.47 ทวิ) และยกเว้นภาษี เงินได้จากการขายหุ้น (capital gains) ตามนัยแห่งกฎกระทรวง #126 มาตรา 2 (23) แห่งประมวลรัษฎากร

3. ส่งท้าย

ความจริง โอกาสดีๆ ในการทำธุรกิจที่ดีๆ ยังมีอีกมาก ตามแต่ความถนัดของแต่ละคน แต่เป็นที่น่าเสียดายที่ระบบการศึกษาของบ้านเรา มุ่งไปสร้างคนเพื่อป้อนเข้าสู่ตลาดงานเพื่อกินเงินเดือนเท่านั้น ทำให้ฐานรากของกิจการ SME ไม่เติบโต ไม่แข็งแกร่ง และขาดเทคโนโลยีสนับสนุนเท่าที่ควร

แม้ในยุคนี้ (ปฏิวัติ) เป็นโอกาสที่ดีที่จะวางพื้นฐานการศึกษาของชาติ แต่ก็ยังไม่เห็นแม้แต่แนวคิดหรือนโยบายใดๆ สักนิดเดียว!

  • เรื่อง : อมรศักดิ์ พงศ์พศุตม์ amornsak@tax-thai.com