Nationejobs.com
 

Home Biz

โลกแห่งเทคโนโลยีสารสนเทศ (IT) ไม่เพียงแต่จะทำให้เราก้าว ออกไปหาโลกได้สะดวกง่ายดายเท่านั้น แต่ไอทียังทำให้โลกทั้งโลกมาเยือนหน้าประตูบ้านเรา และทำให้ “บ้าน” กลายสภาพเป็นสถานที่ทำงาน และ ทำเงิน ให้กับเราได้อย่างน่าสนใจ เขาทำ “งาน” ที่ “บ้าน” กันอย่างไร และมีธุรกิจใดบ้างที่เปิดโอกาสให้ “ทำที่บ้าน” ได้

 
 

วันที่: 2008-01-21

ธุรกิจบินสูง บนทำเลทอง BTS

สถานีรถไฟฟ้าบีทีเอส ทำเลทองที่ยังครองใจนักธุรกิจหน้าใหม่ เพราะที่นี่คือแหล่งรวมลูกค้าที่มีอำนาจการจับจ่าย หากจับตลาดถูก ที่นี่เป็นทั้งช่องทางการขาย และจุดสร้างชื่อให้กับธุรกิจ

"ธีรศานต์ สหัสสพาศน์" ทายาทเบอร์หนึ่งของศิริรัตน์ เจ้าของกิจการน้ำผลไม้ชื่อดังเมืองเพชร เป็นตัวแทนของคนรุ่นใหม่ไฟแรงที่พกพา "ทฤษฎี" มาเต็มกระเป๋า พร้อมหอบ "ถุงเงิน" มาเต็มกระปุก

หลังจบการศึกษาจากคณะวิทยาการจัดการ เอกการเงิน มหาวิทยาศิลปากร มาได้ 4 เดือน และกำลังเรียนต่อในระดับปริญญาโท

ธีรศานต์ต้องเตรียมตัวทำวิทยานิพนธ์ เรื่องแผนธุรกิจผลิตและจัดจำหน่ายน้ำผลไม้สด ตรา Paradise เขามีความคิดจะทดลองทำการตลาดให้กับธุรกิจผลิตและจัดจำหน่ายน้ำผลไม้สด ตราคุณศิริรัตน์ ซึ่งเป็นธุรกิจครอบครัว เพื่อนำความรู้จากตำราออกมาปฏิบัติจริง

จากน้ำผลไม้โลคอลแบรนด์ที่สร้างชื่อเสียงให้เมืองเพชรบุรีมากว่า 10 ปี ธีรศานต์มองเห็นโอกาสที่จะผลักดันสินค้าภูธรเข้าสู่เมืองหลวง

ก่อนจะต่อยอดด้วยโครงการแปรรูปผลิตภัณฑ์จากผลไม้สด อย่างเต้าหู้นมสดสูตรเพชรบุรี วุ้นมะพร้าวน้ำหอม ไอศกรีมมะพร้าวน้ำหอม ไอศกรีมน้ำตาลสด ในอนาคต

เริ่มจับนำผลิตภัณฑ์มาแต่งตัวใหม่ ทั้งรูปลักษณ์บรรจุภัณฑ์และเปลี่ยนสติกเกอร์ พร้อมกับเพิ่มความหลากหลายให้รสชาติมากถึง 17 ชนิด ซึ่งสามารถสร้างยอดขายเติบโตกว่า 10%

รูปลักษณ์สินค้าที่เดิร์นขึ้น ทำให้การขยายเข้าสู่ช่องทางตลาดใหม่ๆ ได้มากขึ้น ทั้งโรงเรียน โรงพยาบาล มหาวิทยาลัย สถานที่ท่องเที่ยว โมเดิร์นเทรด ร้านจำหน่ายของฝากกว่า 300 จุด พร้อมบริการจัดเลี้ยงนอกสถานที่เฉลี่ย 15,000 ชุดเสิร์ฟต่อเดือน คิดเป็นสัดส่วนรายได้ 30%

แต่นั่นยังไม่เพียงที่แบรนด์คุณศิริรัตน์จะเป็นสินค้าของ "คนเมือง"

ความตั้งใจแรกของนักธุรกิจหนุ่มคนนี้ คือ การวางจำหน่ายบนสถานีรถไฟฟ้าบีทีเอสให้ได้

นอกจากหาช่องทางจำหน่ายใหม่ๆ นี่ยังเป็นกระบวนการสร้างแบรนด์อีกทาง

ทำเลตรงนี้จะทำให้ลูกค้าซึบซับแบรนด์ทุกวัน ย่อมดีกว่าลงโฆษณา เพราะได้ทั้งเงินสดและสื่อสารลูกค้าโดยตรง จะยังเป็นประตูไปสู่ช่องทางบริการถึงบ้าน (Delivery) ได้ด้วย

"ก่อนจะทำ ผมเช็คยอดตามร้านต่างๆ แล้ว และใช้หลักสถิติมาพิจารณา ผลสำรวจยอดผู้ใช้บริการเพิ่มขึ้นทุกปี เฉลี่ยปีละ 10% และผมมั่นใจว่าธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ย่านรถไฟฟ้า จะขยายตัวมากขึ้น จากที่สำรวจอาคารรอบๆ มีถึง 20 แห่ง และแต่ละตึกก็มีคนอยู่ประมาณพันกว่าคน คนจะใช้บริการมาก 4 โมงถึง 2 ทุ่ม หนึ่งวันมีคนหมุนเวียนประมาณ 24,000 คน เราตั้งเป้าเพียง 10% จากนี้ ก็ประมาณวันละพันขวด ตอนนี้ผมเพิ่งขายได้ 1 สัปดาห์ก็ 300 ขวดต่อวันแล้ว นั่นเป็นภาพรวมข้อดี แต่สำหรับบนนี้ ร้านผลไม้แข่งขันกันสูงมาก ฉะนั้นการตัดสินใจซื้อจะเกิดจากเรามีตัวเลือกมากกว่าร้านอื่นหรือไม่"

หลังจากขบคิดอย่างถี่ถ้วนแล้ว เขาเริ่มต้นธุรกิจด้วยเงินลงทุน 2 แสนบาท แยกเป็นค่าเช่าพื้นที่ประมาณ 30,000 บาท โดยเลือกทำเลที่โดดเด่นกว่าร้านอื่นๆ คือ ใกล้จุดแลกรับเหรียญ โดยเลือก "นำร่อง" 2 สาขาแรกบนสถานีรถไฟฟ้า BTS ช่องนนทรีและสุรศักดิ์

"ผมเลือกช่องนนทรี เพื่อจับกลุ่มพนักงานบริษัท ในขณะที่สุรศักดิ์ เลือกลูกค้าวัยเรียน เนื่องจากตรงนั้นเป็นแหล่งสถาบันการศึกษา และกลุ่มผู้บริโภคมีความหลากหลาย ที่สำคัญทั้งสองสาขายังมีประโยชน์ในการกระจายและโยกย้ายสต็อกสินค้าประมาณที่ละ 600 ชุด เสิร์ฟลูกค้าแต่ละแห่งได้ทันที"

ก้าวแรกประสบความสำเร็จค่อนข้างดี ทำให้เขาเตรียมขยายอีก 2 จุดในปีหน้า นั่นคือ ศาลาแดง และสยาม เพื่อกระจายแบรนด์ให้รู้จักอย่างรวดเร็ว

ขณะที่ธุรกิจทำผม Trendy Salon มองที่พฤติกรรมลูกค้าสถานีรถไฟฟ้าบีทีเอส คือ "โอกาส" ธุรกิจ โดยลงหลักปักฐานบนสถานีรถไฟฟ้าแล้ว 3 แห่ง นั่นคือ ศาลาแดง พร้อมพงษ์ และช่องนนทรี

“สุนทรี ศรีสำราญ” ให้เหตุผลในการเลือกสถานีรถไฟฟ้าเป็นทำเลหลักของธุรกิจว่า หนึ่ง ยังไม่มีร้านทำผมกล้าขึ้นมาเปิดบนสถานีรถไฟฟ้า ทำให้เธอเป็นทางเลือกไร้คู่แข่ง

สอง พฤติกรรมคนเดินทางที่เน้น "สวย" แบบ "เร็ว" สอดคล้องที่สุดกับคอนเซปต์ Fast&Fusion

"เราต้องเข้าใจไลฟ์สไตล์ลูกค้า และจะทำอย่างไรให้ตอบโจทย์ พวกเขาต้องการสวยด้วย เร็วด้วย เราจึงตั้งธงไว้ว่าต้องสวยภายใน 30 นาที อีกอย่างธุรกิจความงามแข่งขันสูง สู้กันด้วยราคา และกลุ่มคนใช้บริการจะอยู่ในระดับกลาง เราก็จะใช้ผลิตภัณฑ์แบรนด์ชิเซโด้ เพราะราคาไม่สูงเกินไปนัก และยังเป็นที่ยอมรับของคนไทย ทำให้เราสามารถตั้งราคาเริ่มต้นที่ 100 บาทสำหรับสระไดร์ และทำสีผมอยู่ที่ 3,500 บาทได้ ใส่โปรโมชั่นใหม่ๆ เช่น ตรวจเช็คสภาพเส้นผมฟรี ลดราคา และใส่เทรนด์ผมใหม่ๆ หรือใส่เทคโนโลยี ดัดแปลงเข้ากับรูปหน้า"

ร้าน Trendy Salon มีลูกค้าเฉลี่ยวันละ 150 คนต่อวัน

สำหรับสถานีศาลาแดงเป็น "ต้นแบบ" สำหรับการเปิดสาขาใหม่ที่เจาะลูกค้าทำงานกลางคืน โดยมีช่วงไพร์มไทม์ในช่วง 3 โมงถึง 3 ทุ่ม

ขณะที่พร้อมพงษ์เน้นลูกค้าต่างชาติ และสาขาช่องนนทรี เป็นตลาดคนทำงานที่มีช่วงพีคตั้งแต่ 7 โมงเช้าถึง 3 ทุ่ม

เธอบอกว่า ธุรกิจใช้เวลาคืนทุนตั้งแต่ 1 ปี ถึงปีครึ่ง ทำให้เธอทำสัญญาเช่ากับบีทีเอสแบบปีต่อปีก่อน โดยวัดจากรายได้และจำนวนลูกค้า และหลังจากนั้นก็ต่อสัญญาทุก 3 ปี

หลังจากโมเดลความสำเร็จ นักธุรกิจหญิงวัย 23 ปี มีแนวคิดจะขยายหน้าร้านบนสถานีเอกมัย หมอชิต อารีย์ และตามด้วยสาขาอื่นๆ เช่นพื้นที่คอนวีเนียนสโตร์ อย่างโลตัส เอ็กซ์เพรส หรือตามคอนโดมิเนียมเกิดใหม่ ด้วยระบบแฟรนไชส์ในราคา 750,000 บาท

"ร้านทำผมมีกำไรสูง ค่าใช้จ่ายผันผวนไม่เกิน 10% ส่วนปัญหาที่ทุกคนมักกังวลคือ เรื่องช่างที่มีความชำนาญจะหนีไปอยู่ที่อื่นที่เงินดีกว่า แต่สำหรับเรา จะอาศัยความสนิทสนมคุ้นเคยให้มาช่วยกันทำงาน และให้เป็นหุ้นส่วน 5-10% เสมือนเขาก็เป็นเจ้าของ รวมทั้งบริหารแบบครอบครัวพี่น้องเพื่อผูกใจ"

แม้จะดูว่าพื้นที่ขายบนสถานีรถไฟฟ้านั้นเป็น "ทำเลทอง" แต่ช่องทางตลาดนี้มีความเสี่ยงปะปนไม่น้อย

ธีรศานต์แนะนำผู้เล่นหน้าใหม่ให้พิจารณาลักษณะสินค้าให้เหมาะสมกับพื้นที่ด้วย ซึ่งไม่ควรมีระบบขั้นตอนที่ยุ่งยาก แต่สำหรับอาหาร ขนมปัง กาแฟ มีโอกาสอยู่รอดสูง แต่ต้องมีการสร้างแบรนด์ให้เป็นที่รู้จักมาก่อนสักระยะหนึ่ง และต้องมีความชัดเจน

เช่นเดียวกับสุนทรี เจ้าของร้านTrendy Salon มองว่า การตลาดอยู่ที่กลุ่มลูกค้า โปรดักท์ และโลเคชัน แต่การทำธุรกิจอิงทำเลรถไฟฟ้าจะมี "โอกาสและความเสี่ยงครึ่งต่อครึ่ง"

นั่นคือการต้องแบกรับต้นทุนค่าเช่าที่

แต่ที่น่าสนใจคือ ช่องทางนี้ใช้เวลาวัดผลความสำเร็จสั้นๆ แค่ 6 เดือน สามารถฟันธงได้ว่าคุ้ม หรือไม่คุ้ม

นับเป็นช่องทางเสี่ยงแบบต่ำๆ เหมาะกับธุรกิจเอสเอ็มอีทุนน้อย สายป่านสั้น

เรื่อง : ชฎาพร นาวัลย์ chadaporn_n @ nationgroup.com