โลกแห่งเทคโนโลยีสารสนเทศ (IT) ไม่เพียงแต่จะทำให้เราก้าว ออกไปหาโลกได้สะดวกง่ายดายเท่านั้น แต่ไอทียังทำให้โลกทั้งโลกมาเยือนหน้าประตูบ้านเรา และทำให้ บ้าน กลายสภาพเป็นสถานที่ทำงาน และ ทำเงิน ให้กับเราได้อย่างน่าสนใจ เขาทำ งาน ที่ บ้าน กันอย่างไร และมีธุรกิจใดบ้างที่เปิดโอกาสให้ ทำที่บ้าน ได้
วันที่: 2008-11-04
ใครจะนิยามคำว่า "จี๊ด" ได้สุดใจแค่ไหน แต่สำหรับพลพรรคแบรนด์ "JIZZZUE" (จี๊ซซซ์) ผลิตภัณฑ์สีสันสดแสบ ที่พกพาสไตล์โดดเด่นเป็นตัวของตัวเองมาเอาใจคนรักงานศิลปะทำมือโดยเฉพาะ
นี่คือ ความรู้สึก "สุดยอด" แบบไทยๆ ที่ใครเห็นงานเป็นต้องมีความสุข เห็นแล้วต้อง "ยิ้มได้" ผลงานศิลปะฝีมือชาวบ้าน ที่ขึ้นแท่นตลาดส่งออก 100% สร้างรายได้อย่างดงามตลอดทั้งปีไม่มี "พักยก"
หลากผลิตภัณฑ์สีสันสดใส ดีไซน์โดดเด่น ที่สะดุดตาใครต่อใครในงาน BIG&BIH 2008 (Bangkok International Gift Fair, Bangkok International Houseware Fair 2008) ส่งท้ายปลายปีเดือนตุลาคมที่ผ่านมา จนดึงดูดขาช้อปให้แวะเวียนไปทายทัก และควักกระเป๋าซื้อ ไม่ขาดสาย ต้องยกให้ผลิตภัณฑ์แบรนด์ "JIZZZUE" (จี๊ซซซ์) ที่ขนสารพัดสินค้าสุดฮิพ
อย่าง เสื้อ กระโปรง ผ้ากันเปื้อน หมวก กระเป๋า กรอบรูป ฯลฯ อวดสายตาคนชอบศิลปะทำมือโดยเฉพาะ
ผลงานสุดอินเตอร์ แต่คนเบื้องหลังไม่ใช่ "ดีไซเนอร์" ชื่อดัง หากพวกเขาคือกลุ่มชาวบ้านผู้รักงานศิลปะกว่า 50 ชีวิต ที่รวมตัวกันในนาม "กลุ่มพิทักษ์สตรีงานหัตถกรรมเพื่อการส่งออกเมืองดอกคำใต้ จังหวัดพะเยา" การประสานไอเดียครั้งสำคัญเพื่อทำให้งานศิลปะเป็นธุรกิจที่สร้างรายได้ให้กลุ่มชาวบ้านอย่างยั่งยืน
"พิทักษ์ บุญทา" ผู้บริหาร บริษัท TUMLAY-AIMBUN จำกัด หัวเรือใหญ่ในการก่อตั้งกลุ่มชาวบ้าน เพื่อสร้างสรรค์ผลงานจี๊ดๆ บอกถึงจุดเริ่มต้นว่า ด้วยความที่เขาชอบงานศิลปะแม้ไม่มีความรู้ทางด้านนี้เลย แต่ได้ลองทำผลงานออกมา โดยเริ่มจากงานเพนท์ลายลงบนเสื้อผ้า เพื่อเป็นของขวัญให้กับเหล่าคนสนิทในเทศกาลพิเศษ
เสียงสะท้อนจากคนได้รับของขวัญ คือเป็นผลงานที่สวย แปลกตา และน่าเก็บมากกว่านำมาใช้ จุดประกายไอเดียให้คนทำศิลปะเพราะความชอบ คิดต่อยอดเป็นธุรกิจในที่สุด
จากกิจการหลักในเวลานั้นคือทำธุรกิจซื้อมาขายไป พิทักษ์ลองแบ่งร่างตัวเองมาทำงานเพนท์ลายบนเสื้อ และผลิตภัณฑ์ แล้วนำไปฝากขาย ตามหน้าร้านที่สวนจตุจักร แหล่งช้อปยอดนิยม ของทั้งชาวไทยและต่างชาติ ความน่าสนใจของชิ้นงาน ที่คนเห็นเป็นต้องยิ้มได้ เห็นแล้วสบายอกสบายใจ
ทำให้สินค้าไอเดียแปลกได้รับการตอบรับจากลูกค้าอย่างดียิ่ง จากชิ้นที่หนึ่ง ก็ต่อยอดออกมาเป็นสินค้าอีกหลายๆ ชิ้น
จนเมื่อวันหนึ่ง เขาคิดกลับไปเอาดีที่บ้านเกิด อำเภอดอกคำใต้ จังหวัดพะเยา จึงคิดนำเอาธุรกิจที่เริ่มต้นได้สวย ไปต่อยอดที่นั่นด้วย
มีคอนเซปต์ดี ก็ต้องหาทีมงานมาช่วยขยับขยาย ในตอนเริ่มต้น เขายอมรับว่าออกสตาร์ทผิดที่ผิดทางไปบ้าง เมื่อเผลอตีโจทย์ "ศิลปะทำมือ" ว่าน่าจะเป็นฝีมือของนักเรียนศิลปะเป็นหลัก จึงให้เด็กที่เรียนมาทางด้านนี้เป็นคนทำให้
เอาเข้าจริงกลับพบว่า เด็กที่เรียนศิลปะมาโดยตรง จะมีความคิดบางอย่างที่ทำให้งานติดอยู่ในกรอบ อย่างบอดี้ของคนต้องประมาณนี้ ความเป็นธรรมชาติก็ต้องแบบนี้
แต่...ผลงานที่เขาต้องการคือ "ศิลปะนอกกรอบ" ที่ไม่มีขอบเขต อาศัยจินตนาการล้วนๆ คนที่มาทำจึงต้องอยู่นอกวงการศิลปะด้วย
"คุณสมบัติของคนที่ผมต้องการ คือต้องไม่เคยทำงานศิลปะมาก่อน ไม่ได้จบมาทางด้านศิลปกรรม เพราะผมมองว่า ศิลปะ เป็นสิ่งที่ควรอยู่นอกกรอบ เกิดจากจินตนาการ คนที่จะเข้าถึงศิลปะไม่ควรจะมีกรอบมาขีดกั้น เมื่อเข้ามาที่นี่แล้วเราจะสอนเอง สอนแบบธรรมชาติ ให้เขาค่อยๆ ซึมซับ ผิดพลาดบ้างเป็นเรื่องธรรมดา สีเลอะ สีตก ก็ให้ตกแต่งแก้ไขได้ด้วยตัวตนของเขาเอง"
จากนักเรียนศิลปะ พิทักษ์เปลี่ยนมุมคิดมารวมกลุ่มชาวบ้าน ที่เคยมีอาชีพทำไร่ไถนาไปตามประสา ให้มาเอาดีอย่างการทำงานศิลปะทำมือเป็นอาชีพใหม่เสริมรายได้
การมาอยู่รวมกันของชาวบ้านนับ 50 ชีวิต พิทักษ์บอกว่า กลับทำให้พวกเขา ได้มาเรียนรู้จากสิ่งเดียวกัน
ในมุมมองและ ภายใต้สิ่งแวดล้อมเดียวกัน เมื่อสร้างสรรค์ผลงานออกมา จากการชี้แนะในตอนเริ่มต้น กลับทำให้ได้ชิ้นงานที่เป็นคอนเซปต์เดียวกัน เหมือนเป็นคนคนเดียวกันทำทั้งหมด
"ชาวบ้านที่อยู่กับเรา อายุตั้งแต่ 15-60 ปี แม้วัยจะต่างกัน แต่พอได้มาทำงานศิลปะ ทุกคนกลับทำผลงานออกมาได้ดี เป็นไปในทิศทางเดียวกัน โดยเราให้ไอเดียเขาไปว่า งานของเราต้องเป็นงานเลียนแบบธรรมชาติ เน้นรูปสัตว์และผู้หญิง
เพราะคอนเซปต์คือ ศิลปะที่คนเห็นแล้วมีความสุข ซึ่งพวกเขาก็ทำออกมาได้ดีเป็นคอนเซปต์เดียวกัน และเริ่มมีการแชร์ความคิดความอ่านกันมากขึ้น ทำให้เรามีผลงานใหม่ๆ ออกมาอย่างต่อเนื่อง"
งานศิลปะที่เขาบอกว่าทำให้คนทำมีความสุขไปพร้อมกับคนรับ แม้จะเริ่มต้นมาจาก "ความชอบ" ล้วนๆ แต่เมื่อมีสมาชิกมาให้รับผิดชอบมากขึ้น งานนี้ก็ต้องทำให้คนในกลุ่มอยู่กันได้ด้วย จึงต้องมาต่อยอดเรื่อง "การตลาด" มากขึ้น
"เมื่อมีคนมาอยู่รวมกันมาก เริ่มมีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น ผมจึงคิดว่าทำอย่างไรให้คนรักงานศิลปะอยู่รอดได้ ทำงานนี้ได้นานๆ นั่นคือต้องมีตลาดให้งานของเรา จึงกลับมานึกถึงเรื่อง ธุรกิจ"
บันไดที่ทอดยาวไปสู่คำว่า "ธุรกิจ" คือการกลับมาวางแผนการตลาด เริ่มจากสร้างแบรนด์สินค้าให้โดดเด่น ที่มาของ แบรนด์ "JIZZZUE" (จี๊ซซซ์) ในความหมาย ว่า "จี๊ดที่สุด" คือความ "สุดยอด" แบบไทยๆ ที่คนไทยเข้าใจกันดี
แต่เพื่อรองรับตลาดส่งออก ซึ่งเริ่มมีลูกค้าต่างชาติให้ความสนใจมากขึ้น จึงมาเขียนเป็นภาษาอังกฤษแต่อ่านเหมือนกันว่า "JIZZZUE" โดยตัว Z ยังมีความหมายถึงสัญลักษณ์ของการนอนหลับอย่างเป็นสุขอีกด้วย
จากนั้นก็สร้างความหลากหลายให้ผลิตภัณฑ์ เพื่อรองรับความต้องการของลูกค้ามากขึ้น จากเพียงเสื้อ ก็แตกแขนงมาเป็น แจ๊คเก็ต สายเดี่ยว เสื้อกล้าม กระโปรง ผ้ากันเปื้อน กางเกงยีนส์ หมวก กระเป๋า กรอบรูป และ หมอนอิง กระทั่งเคยมีลูกค้าต่างประเทศ ให้ไปแต่งช็อปให้ ในสไตล์ JIZZZUE เรียกว่าต่อยอดไอเดียไปได้ไม่รู้จบ
ผลงานสุดเฉียบ ทำให้ตั้งราคาขายได้ตั้งแต่ชิ้นละ 30-40 บาท จนสูงสุดชิ้นละนับ 20,000 บาท เลยทีเดียว
"สินค้าเราหลากหลายขึ้น แต่ยังคอนเซปต์เดิม คือเป็นรูปที่คนเห็นแล้วต้องมีความสุข เหมือนมีชีวิต รูปสามารถสื่อสารความรู้สึกออกมาได้ ผ่อนคลายจิตใจ เช่น รูปผู้หญิงแบกปลา ปลาในความหมายคือโชคลาภ ก็เหมือนคนที่กำลังแบกโชคแบกลาภ
เหล่านี้ชาวบ้านเขาคิดเองหมด ออกมาจากจินตนาการของเขาเอง โดยทุกๆ 1-3 เดือน เราจะมีดีไซน์ใหม่ๆ ออกมาตลอด ไม่ให้ตลาดเบื่อกับงานที่จำเจ"
มีชื่อดี ผลิตภัณฑ์หลากหลาย ก็ถึงคราวมาวางแผนขยายเวทีให้สินค้า จากที่ฝากขายร้านคนอื่น ก็เริ่มมีหน้าร้านของพวกเขาเองที่จตุจักร พอลูกค้าตอบรับดีขึ้นก็ขยับขยายไปถึง 3 ร้าน และส่งให้ร้านที่ห้างหรู อย่างสยามพารากอน สยามดิสคัฟเวอรี่ และเซ็นทรัล
รองรับตลาดต่างประเทศด้วยการออกงานแสดงสินค้าระดับประเทศ เพื่อพบปะบายเออร์อินเตอร์ จนปัจจุบันมีลูกค้าหลักอยู่ในหลายประเทศ อาทิ เนเธอร์แลนด์ ฝรั่งเศส อิตาลี และ ญี่ปุ่น
เมื่อประสบความสำเร็จมากขึ้นจึงเบนเข็มมาทำส่งออก 100% เพื่อให้งานศิลปะทำมือที่ต้องใช้เวลาในการทำ สามารถรองรับลูกค้าได้เพียงพอกำลังการผลิตที่มี คือประมาณ 100-200 ชิ้น ต่อเดือน มียอดสั่งต่อเนื่องตลอดทั้งปีไม่มีว่างเว้น
ความสำเร็จของพวกเขาทำให้มีลูกค้าต่างประเทศให้ความสนใจ จนถึงขนาดเคยเสนอที่จะตั้งโรงงานผลิตให้ แต่แลกกับการขายแบรนด์ให้ต่างชาติ แต่พวกเขาเลือกที่จะปฏิเสธ
"ที่ผ่านมามีลูกค้าต่างชาติเสนอที่จะลงทุนตั้งโรงงานให้เรา แต่แลกกับการที่จะเอาแบรนด์เราไปด้วย ผมมองว่ามันอาจทำให้เราได้เงินมามากก็จริง แต่จะมีประโยชน์อะไรถ้าแบรนด์ที่เราสร้างมาต้องตกไปเป็นของคนอื่น ความภูมิใจคงหายไปหมด ผมจึงคิดว่า เราจะต่อสู้แบบไทย จะโตแบบไทยๆ นี่แหละ อาจล้มลุกคลุกคลานบ้าง แต่เราก็ยังได้เรียนรู้จากสิ่งที่ทำ ซึ่งวันหนึ่งก็คงประสบความสำเร็จได้"
ทั้งหมดที่เห็น คือผลงานของคนที่ไม่ได้เรียนมาทางศิลปะ ไม่ได้มีพรสวรรค์เหนือใครๆ ไม่มีความรู้ด้านการตลาด หรือธุรกิจมาก่อน พวกเขาอาศัยเพียงความชอบ ความเชื่อ โดยมี "จินตนาการ" เป็นตัวนำทาง แล้วคิดวิธีการเพื่อจะทำให้จินตนาการเหล่านั้น กลายเป็น "ธุรกิจ" ที่สร้างรายได้พร้อมหล่อเลี้ยง "ความฝัน" และ "ชีวิต" ของทุกคนตลอดไป
เรื่อง : จีราวัฒน์ คงแก้ว