Nationejobs.com
 

Home Biz

โลกแห่งเทคโนโลยีสารสนเทศ (IT) ไม่เพียงแต่จะทำให้เราก้าว ออกไปหาโลกได้สะดวกง่ายดายเท่านั้น แต่ไอทียังทำให้โลกทั้งโลกมาเยือนหน้าประตูบ้านเรา และทำให้ “บ้าน” กลายสภาพเป็นสถานที่ทำงาน และ ทำเงิน ให้กับเราได้อย่างน่าสนใจ เขาทำ “งาน” ที่ “บ้าน” กันอย่างไร และมีธุรกิจใดบ้างที่เปิดโอกาสให้ “ทำที่บ้าน” ได้

 
 

วันที่: 2010-03-22

Redesign ไม้ตายชุบของเก่า

การแข่งขันในน่านน้ำสีคราม ตามแนวคิด Blue Ocean ไม่ได้เป็นมุมมองการเอาตัวรอดในธุรกิจใหม่เพียงอย่างเดียว

โจทย์นี้ถูกตีให้แตกอีกครั้ง โดยทายาทบริษัทผลิตกระเบื้องยุคลายคราม ในวัย 60 ปี ที่เข้าถึงแก่นกลยุทธ์และกำลังรอคอยเก็บเกี่ยว ต่อยอดความสำเร็จด้วยนวัตกรรม ท่ามกลางการแข่งขันจากผู้ประกอบการรายใหญ่ในสายธุรกิจเดียวกัน

ประยุทธ โศภิษฐ์พงศธร กรรมการผู้จัดการ บริษัท สินพงศธร จำกัด ผู้สานต่อธุรกิจในรุ่นลูก พูดถึงความสำเร็จวันนี้มาจากอดีตที่เริ่มขึ้นเมื่อ 10 กว่าปีที่ผ่านมา

หลังจากที่บริษัทผลิตกระเบื้องรายใหญ่เริ่มหันมาผลิตกระเบื้องแบบใหม่ที่เรียกว่าโมเนีย ลายกาบกล้วย ได้ไม่นาน บริษัทผู้ผลิตกระเบื้องรายอื่นๆ ก็หันมาผลิตกระเบื้องตามกันหมด โดยไม่มีใครกล้าเสี่ยงคิดและผลิตอะไรที่ต่างไปจากนั้น ด้วยกลัวว่าจะขายไม่ออก

กลายเป็นว่าตลาดเต็มไปด้วยของที่หน้าตาเหมือนกันหมด แข่งกันเลือดสาด ไม่มีใครกล้ายอมแตกต่าง

“เราตัดสินใจไม่เดินตามนั้น แต่หันไปหาตลาดย้อนยุค เอากระเบื้องสมัยโบราณอย่างกระเบื้องว่าว มาออกแบบใหม่ เพราะถึงแม้ว่าจะเป็นตลาดเล็ก แต่ก็เป็นที่ต้องการเฉพาะกลุ่ม หรือ Niche Market ที่มีกำลังซื้อสูง ซึ่งบริษัทใหญ่ไม่ลงมาเล่น” ผู้บริหารวัย 60 ดีกรีวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าว

ทุกวันนี้ความต้องการกระเบื้องมุงหลังคาแบบโบราณย้อนยุค ยังมีอยู่ รวมถึงสถาปัตยกรรมรุ่นเก่าที่ต้องการบูรณะ เช่น กระเบื้องเกล็ดปลา กระเบื้องหางเหี่ยว กระเบื้องสุโขทัยที่เริ่มมีมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 ในลักษณะรื้อปรับปรุงหลังคาบ้านใหม่ หรือคนที่ต้องการสร้างบ้านแบบย้อนยุค การทำกระเบื้องยังคงใช้วัสดุเดิม เพียงแต่เปลี่ยนวิธีการ แทนที่จะทำด้วยมือมาเป็นเครื่องจักรแม่พิมพ์ช่วยในการขึ้นรูป ช่วยให้ผลิตชิ้นงานในปริมาณมากได้ไวขึ้น และแข็งแรงมากขึ้นด้วยเครื่องอัดไฮโดรลิกขนาด 100 ตัน ทำให้เนื้อกระเบื้องมีความหนามากว่ากระเบื้องปูนซีเมนต์ทำด้วยมือ

แค่นั้นยังซื้อใจตลาดได้ไม่พอ เขายังใส่แนวคิดพัฒนากระเบื้องไทยโบราณให้มีรูปแบบสมัยใหม่ โดยคงลวดลายแบบโบราณอยู่ แต่ออกแบบให้มุงง่ายขึ้นด้วยการนำกระเบื้องเดี่ยวมาเชื่อมติดกันเป็นคู่ ลบข้อเสียของกระเบื้องโบราณที่มุงยาก และยังเปราะแตกหักง่าย ทำให้ช่างไม่สามารถขึ้นไปเหยียบเพื่อมุงหลังคา หรือซ่อมแซมได้เลย ที่ผ่านมาจะเลือกใช้วิธีการสอด หรือมุงจากใต้หลังคาแทน

“เราเอา 2 ตัวมา รีดีไซน์คู่กัน พร้อมทั้งเพิ่มคันกันน้ำย้อน ปีกข้างกันรั่วตามแนวกระเบื้องทับซ้อนและคันบังใบกันน้ำ ช่วยป้องกันน้ำรั่วเมื่อมีฝนตกหนักได้ แทนกระเบื้องแบบเดิมที่ต้องมุงให้กินลึกเพื่อป้องกันการรั่วซึม” กระเบื้องโบราณทุกชิ้นที่นำมารีดีไซน์ใหม่ เกิดจากความคิดของเขา ซึ่งได้ยื่นเรื่องจดสิทธิบัตรเอาไว้แล้ว

“บางความคิดเข้ามาโดยไม่รู้ตัว ขณะที่บางความคิดเกิดจากการสั่งสม คิดต่อยอด ด้วยความบังเอิญที่เกิดอยู่ในวงการ และเติบโตมากับโรงกระเบื้อง กว่า 60 ปี ได้มองเห็น และรู้วิวัฒนาการของกระเบื้องมาตลอด เพียงแต่ว่าของเดิมทำอย่างไร เรามาพลิกวิธีการ ทำให้มันถูกต้องแข็งแรง และสามารถผลิตได้ในปริมาณมากขึ้น"

เขาบอกว่า การคิดและพัฒนาอยู่ตลอดเวลา โดยมองไปถึงแนวโน้มที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ทำให้เมื่อมีความต้องการเข้ามา สามารถผลิตให้ได้ทันที

ย้อนตัวอย่างให้เห็นเป็นรูปธรรม ครั้งหนึ่งมีความต้องการกระเบื้องโบราณเข้ามาจำนวนมาก เพื่อปรับปรุงพระราชวัง พระที่นั่ง ตำหนัก โบสถ์วิหาร อาคารเก่ารอบถนนราชดำเนิน ในช่วงงานฉลองกรุง 200 ปี เมื่อ พศ. 2525 นั่นเป็นอีกครั้งที่มีความต้องการเข้ามาในปริมาณมาก และบริษัทสามารถผลิตกระเบื้องโบราณ อย่างกระเบื้องว่าวที่ไม่มีใครผลิตให้ได้ทัน

เก่าทำได้ ใหม่ก็สบาย

นอกจากรีดีไซน์กระเบื้องยุคเก่าแล้ว จากการต่อยอดแนวคิดยังทำให้ได้กระเบื้องแบบใหม่ที่ไม่เคยมีมาก่อน โดยหลายแนวคิดเขายอมรับว่าได้ไอเดียมาจากญี่ปุ่น เช่น โซลาร์ สแล็ป หรือกระเบื้องปูพื้นกันความร้อนดาดฟ้า ซึ่งจะช่วยระบายความร้อนด้านบนอาคารได้โดยไม่ต้องลงทุนมาก เมื่อเทียบกับฉนวนกันความร้อน หรือยูลิเทนโฟม

ไอเดียนี้เริ่มต้นและใช้งานแพร่หลายในประเทศญี่ปุ่น จากแนวคิดดังกล่าวนำมาประยุกต์และพัฒนาเป็นกระเบื้องกันความร้อน ด้วยมองว่าเมืองไทยเมืองร้อน น่าจะนำแนวคิดนี้มาปรับใช้เองในประเทศ เริ่มต้นจากลองผิดลองถูก สั่งกระเบื้องนำเข้าจากญี่ปุ่นจนกระทั่งได้ต้นแบบ กระเบื้อง 4 ขา ช่วยถ่ายเทความร้อนลดลงกว่า 40 เปอร์เซ็นต์

ขากระเบื้องที่ยกขึ้นทำให้อากาศเข้าไปแทนที่จากด้านล่าง อากาศร้อนลอยตัวขึ้น อากาศเย็นไหลมาแทนที่ตามหลักวิทยาศาสตร์ เหมาะสำหรับระบายความร้อนจากชั้นดาดฟ้าเข้าสู่ตัวอาคาร เนื่องจากผิวกระเบื้องมีคุณสมบัติถ่ายเทความร้อนได้เร็ว ต่างจากพื้นดาดฟ้าที่มีลักษณะทึบ เวลาที่แสงแดดตกกระทบ จะยิ่งอมความร้อนไว้ได้นาน

“คนที่ทำงานอยู่อาคารชั้นใต้ดาดฟ้าคงรู้ดีถึงอากาศร้อนตอนกลางวัน เรียกว่าอยู่ไม่ได้ ทุกวันนี้คนส่วนใหญ่คิดแก้ปัญหาโดยติดแอร์เพิ่ม หรือขยายกำลังแอร์ให้มีขนาดใหญ่ขึ้น เพื่อคุมความร้อน ซึ่งเป็นวิธีที่ไม่ถูกต้อง” เขาเผย

โซลาร์ สแล็ป ที่พัฒนาขึ้นราคาขายแผ่นละไม่เกิน 200 บาท ต่อ 1 ตารางเมตร ไม่มีวัสดุกันความร้อนอะไรที่ราคาประหยัดเท่านี้แล้วหากเทียบกับการลงทุนฉีดยูลิเทนโฟม หรือติดฉนวนกันความร้อนราคาหลักพัน

ขณะที่กระแสตอบรับ Green Product และ Energy Product กำลังมาแรง เขามองอนาคตไว้ว่า ถ้ารายย่อยใช้เยอะจะช่วยประหยัดพลังงานได้มากกว่า เพียงแต่จะผลักดัน ทำอย่างไรให้อาคารพาณิชย์ หรือตึกแถวเลือกใช้กระเบื้องชนิดนี้ปูบนดาดฟ้า โดยพยายามนำเสนอวิธีการปูอย่างง่าย ได้วัสดุที่มีคุณภาพสามารถรับน้ำหนักได้มากถึง 50 กิโลกรัมต่อตารางเมตร ด้วยเงินลงทุนไม่มากนัก

ทุกวันนี้เขายังไม่หยุดคิดหาสิ่งใหม่ โดยผลงานที่กำลังทำเผื่อไว้ในอนาคตคือการเอาเซรามิกมาเคลือบลงบนปูน เพิ่มคุณสมบัติ ทนความร้อนสูง ถึง 1,000 องศา ช่วยให้สีเคลือบอยู่บนกระเบื้องมีความคงทน โดยเริ่มพัฒนามาประมาณ 3 ปี ลงทุนซื้อเตาเผาใบเล็กๆ มานั่งทดลองเผากระเบื้องในอุณหภูมิที่ต่างกัน เพื่อหาวัสดุที่สามารถทนความร้อนได้ดี

อนาคตประยุทธคิดว่าจะใช้เทคนิคนี้เคลือบลงบนกระเบื้องรุ่นต่างๆ ของบริษัท เพื่อเพิ่มคุณสมบัติที่ดีขึ้น ซึ่งตอนนี้เริ่มใกล้ความสำเร็จเข้ามาทุกที

“คนเราอยู่ได้ด้วย 1 ได้ทำในสิ่งที่ตัวเองชอบ 2 ได้ชอบในสิ่งที่ตัวเองทำ ไม่ท้อ บางทีมันอาจจะติดอยู่ในสายเลือด ผมไม่ใช่นักเทคโนโลยี แต่เลือกมองสิ่งที่อยู่ใกล้ตัว เอามาคิดต่อยอด เรียนรู้เท่าที่จะสามารถเอามาใช้งานได้ โดยไม่ได้มองว่าธุรกิจจะต้องทำกำไรเพียงแต่ค่อยๆ ก้าวไปอย่างมั่นคงเท่านั้นก็พอ” ข้อคิดจากทายาทลายคราม

โดย : จุฑารัตน์ ทิพย์นำภา