Nationejobs.com
 

Home Biz

โลกแห่งเทคโนโลยีสารสนเทศ (IT) ไม่เพียงแต่จะทำให้เราก้าว ออกไปหาโลกได้สะดวกง่ายดายเท่านั้น แต่ไอทียังทำให้โลกทั้งโลกมาเยือนหน้าประตูบ้านเรา และทำให้ “บ้าน” กลายสภาพเป็นสถานที่ทำงาน และ ทำเงิน ให้กับเราได้อย่างน่าสนใจ เขาทำ “งาน” ที่ “บ้าน” กันอย่างไร และมีธุรกิจใดบ้างที่เปิดโอกาสให้ “ทำที่บ้าน” ได้

 
 

วันที่: 2001-02-12

ธุรกิจถ่ายภาพ อัดขยายภาพด่วน และขายอุปกรณ์ถ่ายภาพ
โดย...ศักดิดา จันทร์เสริมพงศ์

ผมเชื่อว่าถ้าเราทำธุรกิจที่มีความชอบโดยเป็นส่วนหนึ่งของ "งานอดิเรก" อยู่แล้ว จะทำให้เรามีกำลังใจและอดทนที่จะฟันฝ่าความยากลำบากและประสบผลสำเร็จได้ไม่ยาก ธุรกิจการถ่ายภาพ อัดขยายภาพ และรวมถึงการขายอุปกรณ์ถ่ายภาพ ถือเป็นธุรกิจที่ผมสนใจและชื่นชอบเป็นการส่วนตัว โดยที่ไม่ได้มองถึงด้านผลกำไรตอบแทนเป็นหลัก แต่ในมุมมองของผมซึ่งเป็นวิศวกร มีความถนัดและพอจะเข้าใจในเรื่องอุปกรณ์ถ่ายภาพอยู่บ้าง ผมคิดว่าในปัจจุบันยังสามารถที่จะประกอบธุรกิจนี้ได้ โดยพิจารณาจากปัจจัยต่างๆ ดังนี้

ความสำคัญของธุรกิจถ่ายภาพ

ผมคิดว่าคงจะไม่มีใครปฏิเสธในสิ่งที่ผมกำลังเสนอ เวลาเราดูรูปถ่ายภาพหมู่ เรามักจะสนใจภาพของตัวเองก่อนเสมอ คนเราให้ความสำคัญกับภาพถ่ายของตนเองมากพอควร ถึงแม้จะไม่สำคัญเท่ากับปัจจัย 4 แต่มันก็เป็นส่วนหนึ่งของชีวิต และคงไม่มีใครถ่ายภาพเพียงครั้งเดียวแล้วเลิก นอกจากนี้ภาพถ่ายยังใช้เป็นสิ่งบันทึกเนื่องในโอกาสสำคัญๆ ความทรงจำ และความสนุกสนานในหมู่เพื่อนฝูง ญาติพี่น้อง โดยที่ราคาค่าใช้จ่ายก็ไม่สูงมากเกินไป ปัจจุบันธุรกิจถ่ายภาพยังสามารถนำ "ความรวดเร็ว" มาตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้อีก โดยการนำ "ระบบดิจิทัล" เข้ามาใช้บริการกับการถ่ายภาพ โดยเมื่อถ่ายภาพเสร็จแล้วเราสามารถเรียกดูรูปได้ทันที ไม่ถูกใจก็ถ่ายซ่อมแก้ไขใหม่ การพิมพ์หรืออัดภาพก็สามารถทำได้รวดเร็วกว่าการใช้ฟิล์ม การถ่ายภาพจึงเป็นสิ่งที่ต้องการของลูกค้าไปอีกนานควบคู่ไปกับการพัฒนาและการถ่ายภาพดิจิทัลซึ่งจะมีมากขึ้นเรื่อยๆ

การลงทุนด้านบุคลากร

ถ้าเป็นผู้ที่สนใจการถ่ายถาพอยู่แล้วก็สามารถเรียนรู้เพิ่มเติมได้ไม่ยาก ในกรุงเทพฯ มีผู้เชี่ยวชาญหรือผู้ที่ทำธุรกิจถ่ายภาพจัดสอนและอบรมอยู่มากมาย ราคาค่าเรียนไม่เกิน 5,000 บาท รวมค่าใช้จ่ายต่างๆ คงไม่เกิน 10,000 บาท สำหรับการเรียนรู้ทั้งในระบบดิจิทัลและในระบบการล้างอัดขยายด้วยฟิล์ม

การลงทุนด้านอุปกรณ์

ในส่วนของการถ่ายภาพ การลงทุนด้านอุปกรณ์ จะใช้เงินลงทุนในการซื้อกล้องดิจิทัล ฉากในการถ่ายภาพ อุปกรณ์แสงไฟ และอื่นๆ อยู่ในงบประมาณไม่เกิน 150,000 บาท

ธุรกิจล้างฟิล์ม และอัดขยายภาพ

ในปัจจุบันถึงแม้จะกำลังเข้าสู่การถ่ายภาพด้วยกล้องดิจิทัลกันมากขึ้น บางคนอาจจะใช้วิธีการส่งภาพถ่ายดิจิทัลทาง E-mail หรือ internet บางคนอาจจะเก็บภาพถ่ายไว้ ในคอมพิวเตอร์ และเปิดภาพดูในเวลาที่ต้องการ แต่ก็ยังมีคนอีกจำนวนมาก ที่ต้องการพิมพ์ภาพ/หรือ อัดภาพ เพื่อวัตถุประสงค์อื่นๆ เช่น เป็นภาพประดับ ภายในบ้าน หรือต้องการเก็บรวบรวมในอัลบั้มเพื่อหยิบชมได้ง่ายกว่า เป็นต้น

ถึงแม้จะมีผู้นิยมถ่ายภาพด้วย กล้องดิจิทัลมากขึ้นเรื่อยๆ และมีการขยายตัวอย่างรวดเร็ว แต่ราคากล้องดิจิทัลที่ออกมาใหม่ๆ ยังมีราคาที่สูงกว่ากล้องถ่ายภาพ ที่ใช้ฟิล์มทั่วๆ ไปมาก เช่น ในราคา 30,000-40,000 บาท ขณะที่คุณภาพอาจจะใกล้เคียงหรือพอๆ กับกล้องคอมแพคในราคาประมาณ 5,000-6,000 บาท และต้นทุนในการอัดภาพจากฟิล์มธรรมดาก็ยังถูกกว่าอยู่บ้าง ประกอบกับจำนวนผู้ใช้กล้องที่ใช้ฟิล์มในตลาดที่มีอยู่เดิมยังมีอยู่จำนวนมาก ผมจึงคิดว่าธุรกิจการ ล้างอัดภาพจากฟิล์มธรรมดายังเป็นธุรกิจที่สามารถสร้างกำไร และเป็นที่ต้องการของลูกค้าอยู่อีกหลายปี

นอกจากการอัดภาพหรือพิมพ์ภาพแล้ว เรายังสามารถให้บริการอื่นๆ เช่น บริการสแกนฟิล์มเป็นไฟล์เก็บในคอมพิวเตอร์ รวมไว้ในซีดีรอม ซึ่งปัจจุบันเครื่องเขียนบันทึกไฟล์ลงในแผ่นซีดีรอมยังมีราคาสูงไม่เหมาะกับการซื้อมาใช้ส่วนตัว ฉะนั้นบริการในด้านนี้น่าจะเป็นความต้องการอย่างหนึ่งที่สามารถทำเป็นธุรกิจได้

การลงทุนด้านบุคลากร

เจ้าของร้านควรเรียนรู้การใช้และการบำรุงรักษาอุปกรณ์ทุกอย่างโดยเฉพาะเครื่องล้างฟิล์ม เครื่องอัดขยายภาพ ซึ่งมีราคาค่อนข้างสูงด้วยตัวเอง แต่เนื่องจากการบริการล้างอัดภาพต้องใช้เวลาในการทำงานพร้อมกับการบริการลูกค้า จึงควรจะจ้างพนักงานเพิ่มเติมเพื่อช่วยเหลือในส่วนของการล้างอัดภาพ และรับบริการลูกค้าหน้าร้าน อย่างน้อยที่สุดรวมเจ้าของร้านคงจะต้องมีพนักงานประมาณ 3-4 คน

การลงทุนด้านอุปกรณ์

ด้านอุปกรณ์จะมีเครื่องล้างฟิล์ม 1 เครื่อง ราคาประมาณ 500,000 - 600,000 บาท เครื่องอัดขยายภาพสำหรับรุ่นที่สามารถรับงานที่เป็นรูปแบบของดิจิทัลได้ราคาประมาณ 4-5 ล้านบาท นับเป็นการลงทุนที่ค่อนข้างสูงทีเดียว และผมกำลังมองถึงการลงทุนกับอุปกรณ์ สำหรับฟิล์มเนกาทีฟสีและดิจิทัลไฟล์ ไม่รวมถึงการล้างฟิล์ม สไลด์

ธุรกิจการขายอุปกรณ์ถ่ายภาพ

ผมคิดว่าควรจะเน้นที่การขายกล้องถ่ายภาพเป็นหลัก และจะเริ่มต้นด้วยการรับฝากขายกล้องในช่วงแรก ซึ่งจะทำให้เราไม่ต้องลงทุนสูงในการซื้อกล้องมาขายเองโดยตรง อาศัยกำไรที่ได้มาจากการฝากขาย

ในธุรกิจนี้โดยทั่วๆ ไปจะได้ค่าฝากประมาณ 10-15 % จากราคาขาย

การรับฝากขายดีอย่างไร ข้อดีคือ ไม่ต้องลงทุนสูง ไม่ต้องเสี่ยงกับกล้องที่ล้าสมัยเร็วโดยเฉพาะกล้องดิจิทัลซึ่งอยู่ในช่วงพัฒนาจะเปลี่ยนรุ่นเร็วมาก เมื่อธุรกิจผ่านไปสักระยะอาจจะขอจดทะเบียนเป็นผู้ค้าของเก่า และรับซื้อกล้องจากลูกค้าที่นำมาขายเพื่อขายต่อเอง ซึ่งจะได้กำไรมากกว่า

ความจริงการขายกล้องไม่ใช่เป็นธุรกิจหลัก แต่เป็นการดึงลูกค้าบางกลุ่มที่ชอบซื้อขายแลกเปลี่ยนเข้าร้าน เพราะกลุ่มนี้เป็นกลุ่มลูกค้าสำคัญกลุ่มหนึ่งที่ใช้บริการการอัดขยายภาพ

ถ้าเทียบกับการขายกล้องใหม่แล้ว ในตลาดเมืองไทยจะมีการแข่งขันด้านราคาค่อนข้างสูง การขายกล้องที่เสียภาษีถูกต้องตามกฎหมายจะมีกำไรจากการขายประมาณ 3-5 % เท่านั้นซึ่งต่ำมาก และเราอาจจะเลือกขายกล้องใหม่ โดยถ้าลูกค้าสั่งซื้อก็จะสั่งจากตัวแทนจำหน่ายให้ ไม่จำเป็นต้องสั่งมาเก็บไว้เพื่อขาย

การลงทุนด้านบุคลากร

ถ้าหากมีประสบการณ์กับกล้องถ่ายภาพทั่วไป ในส่วนนี้เจ้าของสามารถดำเนินการเองได้

การลงทุนด้านอุปกรณ์

ด้านอุปกรณ์ คงจะเป็นตู้โชว์เพิ่มขึ้นประมาณ 2-3 ใบ ซึ่งลงทุนไม่สูงมาก ค่าจดทะเบียนสำหรับผู้ค้าของเก่า ประมาณ 5,000 บาทต่อปี

การลงทุนด้านทำเลที่ตั้ง และการตกแต่งร้าน

เป็นส่วนสำคัญที่สุดของธุรกิจ ถ้าทำเลไม่ดีอาจจะไม่ประสบผลสำเร็จในธุรกิจ และถ้าทำเลไม่ดีบริษัทที่ขายอุปกรณ์เครื่องล้าง อัดขยายภาพ คงจะไม่อยากขายให้ เพราะเขาอาจจะไม่แน่ใจว่าธุรกิจเราจะไปรอดหรือไม่ จะผ่อนต่อได้จนหมดหรือไม่ จนอาจจะไม่ขายเครื่องอัดภาพหรืออุปกรณ์ให้

ควรเลือกทำเลที่เป็นจุดสัญจร การคมนาคมสะดวก ใกล้สถานศึกษา หรือห้างสรรพสินค้า หลีกเลี่ยงทำเลที่มีผู้เปิดกิจการอยู่แล้วจำนวนมาก เพราะจะเกิดการแข่งขันตัดราคากันเอง ซึ่งทำเลดีๆ ก็จะมีราคาค่อนข้างสูงพอควร แต่ก็จะมีจำนวนลูกค้ามากกว่า และมีโอกาสในธุรกิจมากกว่า

ค่าใช้จ่ายควรจะตกอยู่ประมาณ 30,000 -50,000 บาท ต่อ เดือน (ค่าเช่า) ถ้าจะเซ้งร้าน หรือซื้อ ก็จะต้องใช้เงินทุนอีกมากพอควร ค่าตกแต่งร้านน่าจะอยู่ในงบประมาณ 150,000-200,000 บาท

เงินทุนหมุนเวียน

ในการทำธุรกิจนี้ควรจะมีประมาณ 50,000-100,000 บาท เป็นค่าใช้จ่ายในการซื้อกระดาษ อุปกรณ์ ฟิล์มสำหรับขายในร้าน ค่าจ้างพนักงาน จิปาถะ แล้วแต่ขนาดและจำนวนลูกค้า

ต้นทุนและกำไร

  • ค่าล้างฟิล์มโดยทั่วไป 30 บาท/ม้วน มีต้นทุนน้ำยาเคมีประมาณ 10 บาท ไม่รวมค่าเครื่อง ค่าแรงและโสหุ้ยอื่นๆ
  • ค่าอัดภาพโดยทั่วไปอยู่ที่ 3-4 บาท/รูป (ขนาดจัมโบ้) ต้นทุนกระดาษประมาณ 2 บาทเศษ ค่าน้ำยาเคมีประมาณ 20 สตางค์ ไม่รวมค่าใช้จ่ายอื่นๆ
จากสถิติการนำเข้าฟิล์มในปัจจุบันประมาณ 16-18 ล้านม้วน/ปี คงจะทำให้ท่านเห็นภาพความเป็นไปได้ในธุรกิจนี้อยู่บ้าง

ข้อสำคัญ ธุรกิจนี้ควรจะต้องเน้นคุณภาพของงานเป็นจุดขายที่สำคัญ ซึ่งจากประสบการณ์ พบว่าผู้ประกอบการส่วนใหญ่ไม่ค่อยเน้นเรื่องคุณภาพ

ถ้าหากเราสามารถทำให้ลูกค้าเห็นว่า งานของเรามีคุณภาพ เรามีความรู้เรื่องการถ่ายภาพ อุปกรณ์ถ่ายภาพ สามารถแลกเปลี่ยนความรู้กับเขาได้ เพื่อให้เขาใช้กล้องได้อย่างมีประสิทธิภาพ ได้ภาพถ่ายที่มีคุณภาพ ช่วยลดปัญหาเรื่องภาพถ่ายไม่ดี แล้วลูกค้าจะไม่ "ติดใจ" อยากมาใช้บริการที่ร้านของเราหรือ ?



บทความนี้เป็นผลงานของนักศึกษา X-MBA ธรรมศาสตร์ รุ่นที่ 15 โครงการปริญญาโทสำหรับผู้บริหาร คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ภายใต้หัวข้อ "ธุรกิจที่น่าสนใจ"