Nationejobs.com
 

Home Biz

โลกแห่งเทคโนโลยีสารสนเทศ (IT) ไม่เพียงแต่จะทำให้เราก้าว ออกไปหาโลกได้สะดวกง่ายดายเท่านั้น แต่ไอทียังทำให้โลกทั้งโลกมาเยือนหน้าประตูบ้านเรา และทำให้ “บ้าน” กลายสภาพเป็นสถานที่ทำงาน และ ทำเงิน ให้กับเราได้อย่างน่าสนใจ เขาทำ “งาน” ที่ “บ้าน” กันอย่างไร และมีธุรกิจใดบ้างที่เปิดโอกาสให้ “ทำที่บ้าน” ได้

 
 

วันที่: 2000-12-18

"เสือปืนไว" ทำเงินหลักล้านวัยเรียน

แรกเริ่มเดิมทีนั้น เกมจับผิดภาพ เป็นเกมที่นิยมมาก ในสหรัฐอเมริกา และสิงคโปร์ โดยจะเป็นเกมตู้ แบบที่ต้องหยอดเหรียญ และใช้ระบบสัมผัส หรือ Touch Screen จนกระทั่งมี "เสือปืนไว" คว้าเอาตู้เกมนี้เข้ามาเผยแพร่ในประเทศไทย ซึ่งผลที่ตามมาดีกว่าที่คาด ทั้งคนหนุ่มสาว เด็กนักเรียน คนทำงาน ตลอดจนลุงป้าน้าอาทั้งหลาย ติดอกติดใจเจ้าเกมนี้เอาการอยู่

"กมลวรรณ หนูแก้ว" นักศึกษาชั้นปีที่ 4 เอกการจัดการ จากสถาบันราชภัฏ บ้านสมเด็จเจ้าพระยา ก็เช่นกัน เธอคลั่งไคล้เกมจับผิดภาพมาก และมักจะไปหยอดเหรียญ เล่นเป็นเวลานานๆ หนักเข้าก็หมดเงินไปไม่ใช่น้อย ฉับพลันทันใดก็เกิด "ปิ๊ง" ขึ้นมาว่า น่าจะทำเจ้าเกมจับผิดภาพนี้ ขึ้นมาเล่นเองซะเลย จะได้ไม่ต้องไปยืนเล่น ตามตู้เกมให้เปลือง แถมยังทำเป็นซอฟต์แวร์ขายได้ด้วย

คิดได้อย่างนั้น เธอก็รวบรวมพลพรรคกับเพื่อนอีก 3 คน เป็นทีมงานขึ้นมา เพื่อสร้างสรรค์เกมจับผิดภาพ ในรูปแบบของซีดีเกม ที่เล่นกับคอมพิวเตอร์ ซึ่งหลายๆ คนอาจเคยผ่านหูผ่านตา และเคยเล่นเกมของเธอมาบ้าง นั่นคือเกม "Photo Check" ซึ่งตอนนี้ออกมาถึง 3 ชุด แต่ละชุดมียอดขายในหลักหมื่นแผ่นไปแล้ว ในระยะเวลาเพียง 3 เดือนเศษ และดูเหมือนจะไม่หยุดอยู่แค่นั้น

"สัมฤทธิ เทพบรรจง" คือหนึ่งในทีมงาน เขาเป็นผู้เขียนโปรแกรมเกมนี้ขึ้นมา สัมฤทธิจบการศึกษา ด้านคอมพิวเตอร์ธุรกิจ จากมหาวิทยาลัยสยาม เรื่องเขียนโปรแกรม จึงสามารถทำได้อย่างสบายๆ และยังมีผู้ช่วยทำรีทัชตัดต่อ วางจุดผิด และอะนิเมชั่นอีกสองคน ซึ่งเป็นรุ่นน้อง ที่กำลังเรียนอยู่ ที่สถาบันราชภัฏสวนสุนันทาทั้งคู่

"ตอนแรกก็ว่าจะทำเป็นตู้เหมือนกับ Photohunt ตั้งตามห้างเหมือนกัน แต่ตรงนี้เรามองว่า มีคนทำตลาดเยอะแล้วนะ มี Photohunt แล้วก็ยังมีคนไทยอีกกลุ่มสองกลุ่ม ก็เลยคิดว่าทำเป็นซีดีดีกว่า"

ปัจจุบัน สัมฤทธิ อายุ 26 ปี เคยทำงานมาหลายด้าน นี่ไม่ใช่ธุรกิจแรกของเขา ก่อนหน้านี้เคยทำ โปรแกรมตู้สติ๊กเกอร์ โดยเป็นการเขียนโปรแกรมของตนเองขึ้นมา แถมยังเป็นผู้ออกแบบ โปรแกรมสติ๊กเกอร์ ให้กับนมเปรี้ยวดัชมิลล์ ที่มีแคมเปญ แจกตู้สติ๊กเกอร์ เป็นรางวัลให้กับลูกค้า พอเห็นว่าการทำสติ๊กเกอร์นั้น "เวิร์ค" ก็เลยทำมาเรื่อยๆ และได้รับความสนใจไม่น้อย

พอมาปีนี้ สติ๊กเกอร์เริ่มซาลง สัมฤทธิจึงต้องหาอย่างอื่นทำ จะมานิ่งเฉยอยู่ไม่ได้ ประกอบกับเพื่อนที่ชักชวนกันอยู่ จึงเริ่มหันมามองช่องทางในการทำ "เกมจับผิดภาพ"

"ที่เราจับตลาดถูก ก็เพราะยังไม่แก่เกินวัย ยังจับกระแสปัจจุบันได้ เราก็เลยรู้ว่ามันน่าจะขายได้ อีกอย่างเกมนี้ เป็นเกมที่เล่นได้ทั้งครอบครัว กลุ่มเป้าหมายค่อนข้างกว้าง ครอบคลุมคนหลายวัย อายุไม่สำคัญ ตลาดใหญ่กว่าสติ๊กเกอร์มาก เราจึงหันมาทำตรงนี้"

ทั้ง 4 คนได้ทุ่มเทเวลาเป็นเดือนๆ เพื่อทำให้เกมนี้ สำเร็จเป็นรูปเป็นร่างขึ้นมา โดยเฉพาะสัมฤทธินั้น ถือว่าเอาความเสี่ยงเข้าแลกทีเดียว เพราะนอกจากการทำเกมนี้แล้ว เขาไม่มีงานประจำที่ไหน และใช่ว่าใครก็ได้ จะสามารถเขียนโปรแกรมเกมขึ้นมาเองได้ จำเป็นต้องมี ความรู้เฉพาะทางอยู่บ้าง ซึ่งความรู้ทางด้าน คอมพิวเตอร์ธุรกิจ ของสัมฤทธิ ทำให้เขา "เริ่มต้น" ได้ไม่ยากนัก

"โชคดีที่เรามีความพร้อมอยู่แล้ว ในการทำโปรแกรม ก่อนหน้าเราเป็นทีม เขียนโปรแกรมตู้สติ๊กเกอร์มาก่อน ซึ่งนั่นค่อนข้างยากกว่า แต่เกมนี้ก็ใช่ว่าจะทำง่ายซะทีเดียว เราต้องจัดเตรียมรูปภาพ ต้องทำการรีทัช หรือตัดต่อเสริมแต่งให้มีจุดผิด ตรงนี้ใช้เวลาค่อนข้างนานและยาก โชคดีที่เรามีน้องวุฒิกับน้องบาส มือตัดต่อเฉพาะกิจของเรา ซึ่งมีพื้นความรู้อยู่บ้างเกี่ยวกับการรีทัชรูป

พวกเรานั่งทำกันทั้งวันทั้งคืนเลยแหละ เมื่อเรามีภาพแล้วเราก็วางคอนเซ็ปท์ของเกมว่า จะต้องเป็นเกมที่เล่นได้ทั้งครอบครัว มีเสียงเอฟเฟคท์ที่ไม่น่าเบื่อ เราใช้เวลากว่า 2 เดือนสำหรับ PhotoCheck ตัวแรก ใช้โปรแกรม Visual Basic"

เมื่อเกมชุดแรกสำเร็จ พวกเขาคิดว่าคงจะได้รับความสนใจมาก น่าจะขายดิบขายดี

แต่หนทางก็ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ...

การเป็นผู้บุกเบิกทำเกมจับผิดภาพในรูปแบบซีดีขึ้นมา นับว่าเป็นเรื่องที่ใหม่สำหรับตลาด และบรรดาตัวแทนจำหน่ายตามร้านต่างๆ ก็ไม่แน่ใจว่าเกมนี้จะฮิตและขายดีหรือไม่

"เมื่อเกมเสร็จ ก่อนเราจะผลิตเป็นแผ่นซีดี เราก็ต้องทดสอบตลาดกันหน่อย เราออกไปเดินขายกันที่พันธุ์ทิพย์ ร้านที่เราคิดว่าขายซอฟต์แวร์ลิขสิทธิ์ เราเข้าไปเสนอหมด ร้านดังไม่ดังเราก็เสนอ เขาตอบเราว่าไงรู้มั้ยครับ เขาบอกว่าไม่เอาหรอก เกมไม่ค่อยได้ขาย ทั้งที่เขาวางขายเกมอยู่เต็มร้าน

เดินทั่วทั้งพันธุ์ทิพย์ขายไม่ได้เลย จนไปพบพี่ที่รู้จักกันคนนึง เค้าแนะนำให้ไปที่ฟอร์จูนรัชดา เราก็ไป ไปพบร้านปิรันย่าที่เขาแนะนำให้ ที่ร้านเขาก็ช่วยซื้อ แบบว่าเอามาลองตลาด 100 ชุด วันนั้นกลับมาบ้าน พวกเราเศร้ามากเลย เราสู้อุตส่าห์ทำมาแทบตาย จะขายไม่ได้เลยเหรอ"

เรายังไม่ท้อ ต้องหาทางต่อ เรานึกขึ้นได้ว่าเรารู้จักกับพี่ที่บริษัท แพลนเนท มีเดียร์ ซึ่งเป็นผู้จัดจำหน่ายซีดีลิขสิทธิ์อยู่เหมือนกัน เราจึงเข้าไปคุยกับพี่เค้าที่บริษัท และนั่นแหละถึงได้ใจชื้นขึ้นมาหน่อย เพราะพี่เขาบอกว่า ทำได้เลย ยังไงก็ขายได้ พี่เขามองขาดจริงๆ เพราะทันทีที่ส่งแค่ 100 ชุดแรกให้ร้านปิรันย่า พี่ที่ร้านเขาสั่งเพิ่มมาอีกเป็น 1,000 ชุดเลย จากนั้นก็เริ่มดีขึ้นเรื่อยๆ"

จากเวลาที่เริ่มจำหน่ายเกมวันแรก ประมาณกลางเดือนมิถุนายน จนถึงกลางเดือนสิงหาคม พวกเขาทำเกมออกมาอีก 2 ชุด รวมเป็น 3 ชุด ซึ่งแต่ละชุดนั้น ทำยอดขายได้มากกว่าหมื่นแผ่นต่อชุด ซึ่งเป็นตัวเลขที่น่าพอใจทีเดียว และตอนนี้พวกเขามีร้าน "โชว์รูม" เป็นของตัวเองแล้ว อยู่ที่พาต้าปิ่นเกล้า ชั้น 5 ชื่อร้าน Money Boom

สำหรับแหล่งวัตถุดิบ ที่ใช้ผลิตเกมจับผิดภาพนั้น แน่นอนว่าต้องเป็นภาพต่างๆ มากมาย สัมฤทธิบอกว่า แหล่งภาพที่เขาเอามาทำเกมนั้น เอามาจากรูป Clip Art โดยเอามารวมกันแล้วสร้างเป็นภาพใหม่ขึ้นมา หรือไม่ก็เอามาจากภาพที่เป็น Free ware ดาวน์โหลดฟรีจากอินเทอร์เน็ต และภาพที่ถ่ายเองก็มีด้วยเช่นกัน เกมชุดหนึ่งมีภาพเหมือนให้จับผิด 100 ชุด จึงเท่ากับ 200 ภาพ

งบประมาณที่ใช้สร้างสรรค์และพัฒนา โปรแกรมเกมหนึ่งเกมนั้น อยู่ที่ประมาณ 60,000-100,000 บาท ไม่รวมเครื่องมือต่างๆ ที่ใช้ เช่น คอมพิวเตอร์ สแกนเนอร์ เป็นแค่ค่าพัฒนาซอฟต์แวร์ และเงินทุนสำหรับทำปั๊มแผ่นซีดีเป็นส่วนใหญ่

ความรู้ที่จำเป็นต้องมีคือ ความรู้ด้านคอมพิวเตอร์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเขียนโปรแกรม การทำกราฟฟิก และการทำอาร์ตเวิร์คต่างๆ ซึ่งเป็นเหมือนหัวใจสำคัญ จะขาดอย่างใดอย่างหนึ่งไม่ได้

หลังจากที่ซีดีเกมได้ออกวางขาย และเริ่มเป็นที่รู้จักของตลาดแล้ว ปัญหาที่บรรดาเจ้าของลิขสิทธิ์ ต่างพากันเข็ดขยาด ไม่เว้นแม้ในรายนี้ก็เกิดขึ้นจนได้

"ก็เป็นธรรมดานะสำหรับบ้านเรา คือออกปุ๊บ ก๊อบปี้ปั๊บ ทั้งที่เราส่งเขาในราคาถูกมากนะ ถูกกว่าเกมกล่องถึง 2 เท่า เกมกล่องส่ง 300 กว่า เราส่ง 100 กว่า ให้ขายหน้าร้านที่ 180-190 กำไรเท่าแผ่นก๊อบปี้ แต่ก็ยังมีคนนำแผ่นเราไปก๊อบปี้ขาย กำไรก็เท่ากับซื้อแผ่นถูกต้องขาย เราเคยไปเสนอขายร้านที่มีซีดีก๊อบปี้ของเรา เพราะคิดว่าเขาคงไม่รู้จะซื้อที่ไหน

แต่ผลคืออย่างไรรู้มั้ยครับ เขาบอกว่าแพง ให้เราลดราคาลงเหลือเท่าแผ่นที่เขาก๊อบปี้มาส่ง เราทำไม่ได้ เพราะที่เราขายให้ก็แพงกว่าแผ่นก๊อบปี้นิดเดียว ต่างกัน 30 บาท นั่นคือข้ออ้างที่จะไม่ซื้อแผ่นเรา และเขาก็ยังคงขายแผ่นก๊อบปี้ต่อไป อย่างไม่กลัวเราว่าเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ จะมาจับเขาหรือไม่

มีแค่ 1 รายที่จับได้ แต่ที่เราเห็นว่าเป็นแผ่นก๊อบ แล้วซื้อมารวบรวมไว้นี่ก็มีเยอะแล้ว การก๊อบนี่จะทำเป็นองค์กรใหญ่ มีคนปั๊ม ก๊อบปี้ แล้วก็เสนอขายถูกๆ ทำให้ร้าน ที่เราเสนอขายหลายร้าน ไม่ยอมซื้อแผ่นของจริงเพราะแพงกว่า เช่น มีร้านนึงพอไปเสนอขาย แล้วบอกว่า พอดีพึ่งสั่งแผ่นก๊อบปี้ไป เลยยังไม่อยากซื้อ โอ้โห เรานี่ยืนน้ำตาตกในเลย เราเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์เกมนี้แท้ๆ ไปเสนอเขา ยังกล้าบอกเราขนาดนี้เลย เขาไม่มีความละอายแก่ใจบ้างเลย นี่เป็นเหตุการณ์ ที่คนทำงานหรือคนพัฒนาต้องทำใจ"

ใครที่คิดจะมาเอาดีทางด้านนี้ ก็คงต้องทำใจไว้เสียแต่เนิ่นๆ ว่าถ้างานของคุณฮิตขึ้นมาเมื่อไร ก็ต้องถูกเลียนแบบแน่นอน เช่นเดียวกับธุรกิจการทำเทป วิดีโอ และซีดีทั่วไป ซึ่งแน่นอนว่า ย่อมจะต้องกระทบกระเทือน ถึงยอดขาย ทำให้ยอดขายไม่ดีเท่าที่ควรจะเป็น

แต่สำหรับทีมงานโนเนมอย่างพวกเขา นี่คือความสำเร็จที่พวกเขาพอใจ

"เราก็ประสบความสำเร็จ ในระดับหนึ่ง เกมของเราฮิต เราเป็นที่รู้จักมากขึ้น ถ้าถามว่าพอใจไหม ก็พอใจนะ ส่วนเรื่องอายุของเกมนั้น คงต้องขึ้นอยู่กับกระแส ช่วงนี้กระแสเกมหยอดเหรียญยังอยู่ เค้าก็อยากได้เกมไปเล่นที่บ้านกันบ้าง ก็คิดว่าคงจะอยู่ในตลาดไปอีกสักระยะหนึ่ง"

เนื่องจากพวกเขาอยู่ในแวดวงธุรกิจที่ "มาเร็ว ไปเร็ว" เช่นนี้ ทำให้ไม่อาจนิ่งเฉยอยู่ได้ ต้องคิดหาลู่ทางใหม่ๆ เพื่อพัฒนาธุรกิจซีดีเกมของตนเองอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดพวกเขาคิดทำแผ่นซีดีเกมแนว Quiz แบบรายการ "เกมเศรษฐี" ซึ่งก็ได้รับการตอบรับไม่แพ้กัน

สำหรับใครที่ต้องการทำธุรกิจแบบนี้บ้างนั้น สัมฤทธิได้ให้คำแนะนำว่า ควรจะต้องมีใจรักก่อน ทุกอย่างจึงจะราบรื่น

ดังเช่นพวกเขาที่นิยมการเล่นเกมเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว

"คนทำเกมนั้นจะต้องมีแรงบันดาลใจก่อนจึงทำได้ เพราะแต่จะเกมนั้นใช้เวลาค่อนข้างนาน ประมาณเดือนกว่าๆ โดยเฉพาะในการเริ่มต้นทำจะใช้เวลานานมาก เป็นบทเรียนให้เราว่า ต้องมีความตั้งใจจริงที่จะเริ่ม และถ้าจะทำตรงนี้ได้ก็ต้องมีใจรัก ต้องให้เวลากับเค้าจริงๆ ต้องทุ่มเท เพราะมันมาไวไปไว เวลาของเกมแต่ละเกมมันน้อย ต้องออกใหม่เรื่อยๆ"

นอกจากแรงบันดาลใจแล้ว ถ้าเราเริ่มจากศูนย์เลย ก็จะทำให้ใช้เวลาค่อนข้างเยอะ ถ้ามีความรู้อยู่บ้างจะช่วยได้มาก อีกอย่างต้องทำใจเรื่องก๊อบปี้ด้วย"

สัมฤทธิมีความคิด ที่จะร่วมมือกับห้างสรรพสินค้าพาต้า ในส่วนของพาต้าไอที โดยอยากจะทำเป็นชมรม ที่มีไว้ให้เหล่านักพัฒนาซอฟต์แวร์ ทั้งหลายเช่นเขา มาพบปะพูดคุยกัน ปรึกษาหารือกัน ว่าพวกเขาจะร่วมกัน ช่วยเหลือกันในการทำซอฟต์แวร์ได้หรือไม่อย่างไร เพื่อให้คนไทยจะได้มีซอฟต์แวร์ดีๆ ใช้ แต่ว่าตอนนี้ยังเป็นเพียงความคิดเท่านั้น

ใครที่มีความคิดริเริ่มเฉียบแหลม มองการณ์ไกล และไม่ย่อท้อต่ออุปสรรค หากจะลองเปลี่ยนจุดเด่นเหล่านั้น ให้กลายเป็นโอกาส ในการสร้างธุรกิจของตัวเองขึ้นมาบ้าง ก็คงไม่ยากเกินการณ์ ขอเพียงอย่ากลัวที่จะ "เริ่มต้น" เท่านั้น