Nationejobs.com
 

Home Biz

โลกแห่งเทคโนโลยีสารสนเทศ (IT) ไม่เพียงแต่จะทำให้เราก้าว ออกไปหาโลกได้สะดวกง่ายดายเท่านั้น แต่ไอทียังทำให้โลกทั้งโลกมาเยือนหน้าประตูบ้านเรา และทำให้ “บ้าน” กลายสภาพเป็นสถานที่ทำงาน และ ทำเงิน ให้กับเราได้อย่างน่าสนใจ เขาทำ “งาน” ที่ “บ้าน” กันอย่างไร และมีธุรกิจใดบ้างที่เปิดโอกาสให้ “ทำที่บ้าน” ได้

 
 

วันที่: 2001-06-18

โรงเรียนสอนภาษานาว่า แฟรนไชส์สำหรับคนรักการศึกษา

รศ. กนิษฐา นาวารัตน์ อีกหนึ่งแฟรนไชส์สำหรับคนรักการศึกษา และมีแนวโน้มว่าเป็นธุรกิจ ที่ตลาดมีความต้องการสูง คือโรงเรียนสอนภาษาอังกฤษ ซึ่งรู้จักกันในชื่อ "สถาบันภาษานาว่า" (Nava Language School)

จากโรงเรียนสอนภาษาที่ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2538 โดยมีผู้เรียนเพียง 50 คน ปัจจุบันนี้ "สถาบันภาษานาว่า" มีสาขาทั่วประเทศทั้งสิ้น 14 สาขา เฉพาะในกรุงเทพฯ มี 8 สาขา โดยแบ่งเป็นสาขาแฟรนไชส์ 11 สาขา และสาขาของบริษัทแม่อีก 3 สาขา มีอาจารย์ผู้สอนทั้งสิ้นประมาณ 70 คน และนักเรียนทั้งหมด 13,000 คน

"เริ่มแรกเปิดที่อนุสาวรีย์ชัย มีคนมาเรียนแค่ 50 คน ซึ่งก็เป็นลูกหลาน ของเพื่อนกันทั้งนั้น แต่พอจบเทอมแรก ก็มีคนให้ความสนใจเพิ่มขึ้นมาก มีลูกศิษย์เพิ่มขึ้นเกือบ 300 คน ตอนนั้นเลยจ้างครูแบบเต็มเวลา เพราะเสาร์อาทิตย์ เด็กจะเต็มทุกห้อง พอวันธรรมดาก็จะส่งครูเหล่านี้ ไปสอนตามโรงเรียนอนุบาล" "รศ. กนิษฐา นาวารัตน์" ผู้อำนวยการบริหาร สถาบันภาษานาว่า กล่าวถึงความเป็นมาเมื่อ 8 ปีที่แล้ว

เริ่มแรกนั้น นาว่าสกูล เป็นโรงเรียนสอนภาษา สำหรับเด็กในชั้นประถม และชั้นมัธยม ต่อมามีการจัดทำหลักสูตร ภาษาอังกฤษสำหรับธุรกิจ อาทิเช่น การธนาคาร การแลกเปลี่ยนเงินตรา แล้วส่งอาจารย์จากโรงเรียน ไปสอนที่ธนาคาร

"จากเดิมสอนเพียงกลุ่มเล็กๆ 1 กลุ่ม ต่อมาธนาคารดังกล่าว ก็ติดต่อให้สถาบันภาษานาว่า อบรมพนักงานทุกสาขา ทั่วประเทศเลยทีเดียว แถมยังบอกกันปากต่อปาก จากธนาคารสู่ธนาคาร ทำให้มีลูกค้า เพิ่มขึ้นอีกหลายแห่ง"

เรียกได้ว่าตอนนี้ สถาบันภาษานาว่า เป็นโรงเรียนสอนภาษา ที่รับสอนตั้งแต่เด็กเล็ก 3 ขวบไปจนถึงบรรดาผู้บริหาร ภายใต้วัตถุประสงค์หลักคือ เพื่อยกระดับความรู้ ความสามารถ ทางภาษาอังกฤษ ของคนไทย ให้ทัดเทียมระดับเวทีสากล

กลุ่มเป้าหมายของนาว่า ถือเป็นกลุ่มลูกค้าระดับ A และ B+ คือค่อนข้างมีฐานะ เพราะราคาค่าเล่าเรียนนั้นค่อนข้างแพง ประมาณชั่วโมงละ 150-190 บาท และอาจสูงถึง 800-2,000 บาท หากมีการจัดสอนนอกสถานที่ ซึ่งราคาจะต่างกันไป ตามแต่ละหลักสูตร

รายได้ของโรงเรียนสอนภาษานาว่า จะแบ่งออกเป็นสองทางคือ จากในโรงเรียน และนอกโรงเรียน ซึ่งในโรงเรียนก็ได้แก่ การสอนเด็กนักเรียน ในชั้นเรียนของนาว่าเอง และการ "ติวเข้ม" เจาะกลุ่ม อาทิ ติวเอนทรานซ์ ติวโทเฟิล โทอิค ไอเอลท์

ล่าสุดที่เพิ่งเปิดหลักสูตรไปไม่นานคือ ติวสอบภาษาอังกฤษ ในระดับปริญญาโท อาทิจุฬา ธรรมศาสตร์ นิด้า

นอกจากนี้ ยังรวมถึง การเรียนการสอนในด้านอื่นๆ ด้วย เช่น คอมพิวเตอร์ คณิตศาสตร์ ดนตรี ศิลปะ โดยร่วมกับพันธมิตรต่างๆ อาทิเช่น Kumon และ KPN นำหลักสูตรต่างๆ มาเปิดสอนในโรงเรียนนาว่าด้วย

รวมไปถึงการจัดแคมป์ภาษาอังกฤษ ทั้งในและต่างประเทศ ซึ่งบางสาขา ที่จัดแคมป์นั้น มีเด็กสนใจ เข้าร่วมกิจกรรมกว่าร้อยคน

ส่วนรายได้ "นอกโรงเรียน" จะมาจากการที่ทางโรงเรียน ได้จัดหลักสูตร ออกไปสอนตามโรงเรียนประถม มัธยม อนุบาล หรือบริษัทต่างๆ ถึงที่

ผู้เรียนจะมีตั้งแต่นายแบงก์ ผู้จัดการ ไปจนถึงพนักงาน บริษัทชั้นนำต่างๆ เช่น คาลเท็กซ์ แกรมมี่ เอ็นเตอร์เทนเมนท์ และฟูจิโฟโต้ฟิลม์ เป็นต้น และยังมีหน่วยงานราชการ อาทิเช่น กรมประชาสัมพันธ์ แบงก์ชาติ การท่าอากาศยาน การท่องเที่ยว มหาวิทยาลัยมหิดล

"รายได้หลักของนาว่าจริงๆ แล้วอยู่นอกโรงเรียน เพราะว่าเราจ่ายเป็นเงินเดือน ให้กับผู้สอน พอวันธรรมดาเราจึงต้องจัดสอนนอกสถานที่ ไปตามโรงเรียน หรือตามบริษัทต่างๆ โดยปรับเปลี่ยนเนื้อหา เพื่อให้ตรงกับความต้องการ และวัตถุประสงค์การใช้งาน ของแต่ละสถานศึกษา หรือของแต่ละองค์กร" "กนิษฐา" กล่าว

ผู้ที่สนใจจะขอรับสิทธิ์ดำเนินกิจการจากนาว่า "กนิษฐา" ระบุคุณสมบัติไว้ว่า สิ่งที่จำเป็นมากที่สุดคือ ต้องมี "ใจรัก" ทางด้านการศึกษา และมีความพร้อมทั้งเงิน และสถานที่ โดยเฉพาะสถานที่นั้น ควรเป็นทำเลที่ตั้ง ที่สะดวกต่อการเดินทาง สภาพดี มีที่จอดรถ

"นอกจากนี้ ผู้ขอสิทธิ์ ก็ควรมีความรู้ภาษาอังกฤษ พอที่จะสามารถโต้ตอบสื่อสาร กับอาจารย์ชาวต่างชาติได้ มีความสามารถ ในการจัดการธุรกิจ แบบสมัยใหม่ และต้องมีเงินสำรองไว้ในปีแรก

ตัวเจ้าของก็ต้องขยัน และลงมาลุยเองด้วย ทั้งนี้เพราะ ร้อยทั้งร้อยของธุรกิจ ที่จะประสบความสำเร็จ เป็นเพราะเจ้าของลงมาลุยเอง ด้วยเหตุนี้เราจึงมีการติวเข้ม แฟรนไชซี 1 อาทิตย์ก่อนเปิดกิจการ โดยให้เรียนรู้งานทุกอย่าง ตั้งแต่เป็นรีเซพชั่นที่เคาน์เตอร์ ไปจนถึงการบริหารงาน" "กนิษฐา" กล่าว

หลักสูตรก่อนเปิดกิจการ ที่แฟรนไชซีจำเป็นต้องเรียนรู้ มีทั้งทางทฤษฎีและปฏิบัติ เช่น การบริหารโรงเรียน การจัดการ การตลาด การขาย และหลังจากเปิดดำเนินการแล้ว ก็จะจัดส่งเจ้าหน้าที่ไปช่วยเหลือ ให้คำแนะนำเมื่อมีปัญหา อาทิเช่น คำปรึกษา ในด้านการจัดตั้งหลักสูตรพิเศษ คำแนะนำในการพัฒนา การเรียนการสอน ด้านวิชาการ ด้านการตลาด

สำหรับเงินลงทุนขั้นแรก สำหรับธุรกิจสอนภาษานี้ จะอยู่ที่ประมาณ "สามล้านห้าแสนบาท" ซึ่งจำนวนนี้ได้รวมถึงค่าใช้จ่ายหมดทุกอย่าง ตั้งแต่ค่าลิขสิทธิ์แฟรนไชส์ 9.5 แสนบาท ค่าอุปกรณ์ 3 แสนบาท ค่ามัดจำ (จ่ายคืนเมื่อครบสัญญา) 2 แสนบาท ค่าตกแต่ง (ประมาณ 3 คูหา) 1 ล้านบาท เงินสำรองอีก 1 ล้านบาท

ส่วนค่ารอยัลตี้จะอยู่ที่ 9% ของรายรับทั้งหมด รวมกับค่าธรรมเนียม ในการทำการตลาดให้ หรือ marketing fee อีก 2.5% ของรายรับทั้งหมด

การคืนทุนในธุรกิจนี้คาดว่าจะใช้เวลาราว 2-3 ปี

ขั้นตอนการขอแฟรนไชส์จากนาว่านั้น ก็ไม่แตกต่างกับแฟรนไชส์อื่นๆ เท่าไหร่นัก โดยเริ่มแรกทางสถาบัน จะพิจารณาจากใบสมัครก่อน ถ้า "เข้าตา" ก็จะเรียกมาคุย ในรายละเอียดเป็นขั้นตอนต่อไป

"ถ้าเราสนใจก็จะเรียกมาคุยกัน ตรวจสอบสถานที่ ตรวจสอบแผนธุรกิจ ลงนามบันทึกในข้อตกลง" ขั้นตอนทั้งหมดที่ว่ามานี้ใช้เวลาประมาณ 3 เดือน

ขณะนี้โรงเรียนสอนภาษานาว่ามีสาขาในกรุงเทพฯทั้งหมด 8 แห่ง ซึ่ง "กนิษฐา" บอกว่ายังมีทำเล ที่สามารถเปิดแฟรนไชส์อยู่อีกมาก

"ทำเลที่เรายังขาดแฟรนไชส์อยู่ ก็มีหลายพื้นที่ คือพระรามสี่ สยามสแควร์ รังสิต รามอินทรา ศรีนครินทร์ รัชดาภิเษก สุขาภิบาล เยาวราช บางกะปิ ลาดพร้าว และพระรามเก้า ถ้าเป็นต่างจังหวัด เราก็อยากเปิดสาขา ในภาคอีสาน และภาคกลางเพิ่มอีก"

สำหรับพื้นที่ที่มีสาขาตั้งอยู่แล้วนั้น ทางนาว่าจะไม่ให้สิทธิ์ ในการประกอบการ แฟรนไชส์เพิ่มอีก เพื่อจะได้ไม่แย่งลูกค้ากัน

ผลประโยชน์ที่จะได้รับ จากการขอใช้สิทธิ์ ของโรงเรียนนาว่านั้น แฟรนไชซีสามารถใช้ทั้งเครื่องหมายการค้า และโลโก้ของนาว่าไปใช้ ทำให้เรียกลูกค้าได้มากขึ้น ด้วยความที่เป็นโรงเรียนสอนภาษา ที่ค่อนข้างมีชื่อเสียง

นอกจากนี้ยังได้โนว์ ฮาว ใหม่ๆ มาใช้ในการทำธุรกิจ และการควบคุม การดำเนินงาน การบริหารหลักสูตรต่างๆ ในทุกระดับ

"อย่างสาขาของนาว่าที่เชียงใหม่ ได้ไปเสนอสอนภาษาอังกฤษ ที่โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ไม่ต้องพูดอะไรมาก พอบอกว่ามาจาก โรงเรียนสอนภาษานาว่า เขาก็ตกลงให้สอนทันที ถ้าเป็นโนเนมอาจจะยากกว่านี้"

ไม่เพียงแค่นั้น "กนิษฐา" บอกว่า หากแฟรนไชซี ต้องการความช่วยเหลือ ก็สามารถมาขอคำปรึกษาได้ โดยทางสถาบันยินดี ที่จะให้การช่วยเหลือทุกเรื่อง ที่สามารถช่วยได้ อาทิเช่นหากผู้สนใจ แต่ยังไม่มีทำเล หรือไม่รู้จะออกแบบตกแต่งอย่างไร ก็สามารถขอคำปรึกษาได้

"สิ่งสำคัญที่ทำให้แฟรนไชส์นาว่า ประสบความสำเร็จ ก็คงอยู่ที่การจัดหา อาจารย์จากต่างประเทศ ซึ่งเราค่อนข้างซีเรียสกับตรงนี้ เราต้องเป็นฝ่ายจัดหา ผู้สอนเองทั้งหมด หลักสูตรที่มีอยู่ก็ครอบคลุมหมดทุกระดับ ไม่ว่าจะเป็นเด็กเล็ก ไปจนถึงผู้บริหาร" "กนิษฐา" กล่าว

สัญญาในการทำแฟรนไชส์กับนาว่านี้ มีระยะเวลาทั้งสิ้น 5 ปี หากจะเลิกกิจการ ก่อนครบสัญญาก็ทำได้ แต่ก็ต้องมีเหตุผล เช่นขาดทุนติดกันสามปี และหลังจากครบสัญญาแล้ว ก็มีสิทธิ์ที่จะต่อหรือไม่ต่อสัญญาก็ได้ แต่ทางสถาบันก็มีสิทธิ์ ที่จะไม่ต่อสัญญาให้ได้เหมือนกัน

"เราจะประเมินจากผลการดำเนินงาน และความสัมพันธ์ที่ดี ในช่วงที่ผ่านมาเป็นหลัก

แต่ถ้าไม่ต่อสัญญา เราจะห้ามไม่ให้ทำธุรกิจ ทางการศึกษาแบบนี้ ไปสักช่วงหนึ่ง ซึ่งเป็นสิ่งที่แจ้งอยู่แล้วในสัญญา"

ส่วนทางฝั่งของแฟรนไชซี "สุรีย์พร โอภาสกรกุล" เจ้าของสาขาย่านเกษตรศาสตร์ กล่าวว่า จากที่เริ่มดำเนินการไปแล้วประมาณ 3 ปี จนถึงบัดนี้ รายได้ต่อเดือนนั้น จะแตกต่างกันไปตามช่วง คือช่วงปิดภาคเรียน จะมีเด็กมาเรียน มากกว่าช่วงเปิดภาคเรียน ซึ่งค่อนข้างเงียบเหงา โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในวันธรรมดา

"รายได้ไม่แน่นอน ขึ้นกับจำนวนนักเรียน แล้วแต่ว่าช่วงไหนเด็กเยอะเด็กน้อย แต่โดยประมาณแล้ว รายได้เดือนนึงๆ ก็เฉลี่ยประมาณ 300,000 ถึง 500,000 บาท ซึ่งเมื่อหักค่าใช้จ่ายต่างๆ แล้วก็เหลือไม่มาก ตอนนี้เรียกว่ายังไม่ถึงจุดคืนทุน" "สุรีย์พร" กล่าว

เธอกล่าวว่าเงินลงทุน ที่ลงไปในตอนเปิดกิจการนั้น ประมาณ 4 ล้านบาท จะไปหนักที่ค่าตกแต่ง เพราะตึกมี 3 คูหาและมีถึง 5 ชั้น

"ปัญหากับสำนักงานใหญ่ไม่มี มีแต่เรื่องการหาบุคลากร เพราะถึงแม้ทางบริษัทแม่ จะหาบุคลากรให้ แต่เราก็ต้องแพลนล่วงหน้า และยื่นเรื่องขอไปก่อนเป็นเวลานาน เพราะตอนนี้ครูต่างชาติ เป็นที่ต้องการมากแต่มีอยู่น้อย จึงต้องใช้เวลารอตรงนี้ ค่อนข้างนาน"

คงต้องย้ำกันอีกครั้งว่า ธุรกิจการศึกษา ไม่ใช่ธุรกิจที่เหมาะกับทุกคน ที่มองหาอาชีพของตนเอง แต่เหมาะสำหรับ ผู้ที่มีใจรักด้านการศึกษา มีเงินทุนก้อนโต และสามารถ "รอ" เวลาคืนทุนได้