Nationejobs.com
 

Home Biz

โลกแห่งเทคโนโลยีสารสนเทศ (IT) ไม่เพียงแต่จะทำให้เราก้าว ออกไปหาโลกได้สะดวกง่ายดายเท่านั้น แต่ไอทียังทำให้โลกทั้งโลกมาเยือนหน้าประตูบ้านเรา และทำให้ “บ้าน” กลายสภาพเป็นสถานที่ทำงาน และ ทำเงิน ให้กับเราได้อย่างน่าสนใจ เขาทำ “งาน” ที่ “บ้าน” กันอย่างไร และมีธุรกิจใดบ้างที่เปิดโอกาสให้ “ทำที่บ้าน” ได้

 
 

วันที่: 2001-06-25

เตรียมตัวก่อนไปกู้เงิน

ธนาคารออมสิน

ถึงแม้เงื่อนไขการขอกู้เงิน โครงการธนาคารประชาชนของ "แบงก์ออมสิน" จะเปิดกว้างและด ูเป็นเรื่องง่าย แค่ใครก็ได้ ที่ต้องการเงินไปประกอบอาชีพ ก็สมัครได้ทั้งนั้น แต่ก็ใช่ว่าจะได้เงิน มาอย่างง่ายๆ เสียทีเดียว เพราะแบงก์ออมสินเอง ก็ยังมีหลักเกณฑ์หลายอย่าง ซึ่งผู้กู้จะต้องทำความเข้าใจ และเตรียมตัว ให้พร้อม ก่อนจะเดินเข้าไปขอกู้ด้วยเช่นกัน

อย่างแรก ผู้กู้จะต้องสำรวจตรวจตราตัวเองด้วยว่า มีคุณสมบัติเข้าข่ายตามที่แบงก์กำหนดหรือไม่

คุณสมบัติของผู้กู้โครงการนี้ก็คือ บุคคลทั่วๆ ไป ตั้งแต่คนที่มีอาชีพอยู่แล้ว แต่ต้องการเงินหมุนเวียนเพิ่มเติม ลูกจ้างมีรายได้ประจำ แต่ต้องการหาอาชีพเสริมเพื่อเพิ่มรายได้ ไปจนถึงกลุ่มคนตกงานที่ยังไม่ได้ประกอบอาชีพใดๆ

เรียกว่า โครงการธนาคารประชาชน ได้พยายามกระจายเงินทุน ไปยังกลุ่มผู้ประกอบอาชีพรายย่อย และกลุ่มคนต่างๆ ที่ไม่มีโอกาสขอเงินกู้ จากแหล่งเงินทุน ที่เป็นสถาบันการเงินอื่นๆ ให้มีหนทางสร้างงาน สร้างอาชีพเป็นของตัวเอง

แต่มีข้อแม้ว่า กลุ่มบุคคลเหล่านี้ จะต้องมีอายุครบ 20 ปี ถ้าอายุยังไม่ครบ จะต้องให้พ่อ-แม่ หรือผู้ปกครองเป็นผู้กู้แทน และจะต้องมีที่อยู่แน่นอน สามารถติดตามได้

นอกเหนือจากนั้น ผู้ขอกู้ที่เป็นลูกจ้างกินเงินเดือน ยังสามารถกู้เพื่อนำเงินไปชำระหนี้เงินกู้ นอกระบบได้อีกด้วย แต่นายจ้างจะต้องเป็นผู้ค้ำประกัน และให้หักเงินเดือนผู้กู้ส่งให้แก่แบงก์

ข้อสำคัญอีกอย่างคือ จะต้องเป็นลูกค้าของแบงก์ออมสิน หากยังไม่ได้เป็นลูกค้าของแบงก์ จะต้องสมัครเป็นสมาชิกของแบงก์นี้ก่อน โดยให้ยื่นสมัครได้ตามสาขาแบงก์ ที่อยู่ในพื้นที่เดียวกัน กับสถานที่ผู้กู้จะประกอบอาชีพนั้นๆ

พูดง่ายๆ ว่า จะไปทำมาหากินแถบไหน ก็ควรจะไปสมัครเป็นสมาชิกที่ออมสินสาขานั้นๆ

วิธีการสมัครเป็นสมาชิก ก็คือ ผู้สมัครจะต้องขอรับใบสมัคร ได้ที่แบงก์ออมสิน สำนักงานใหญ่ ส่วนหลังจากวันที่ 25 มิถุนายนนี้เป็นต้นไป สามารถสมัครเป็นสมาชิกได้ ตามสาขาแบงก์ออมสิน "ทุกแห่ง" ที่ติดต่อได้สะดวก

หลักฐานอื่นๆ ที่จะต้องใช้จะประกอบด้วย รูปถ่าย 1 นิ้ว 2 รูป, สำเนาบัตรประชาชน และสำเนาทะเบียนบ้าน อย่างละ 1 ใบ

อีกอย่างหนึ่งก็คือ ผู้ยื่นขอกู้ จะต้องเปิดบัญชีเงินฝากประเภทเผื่อเรียก ในชื่อของผู้สมัคร 1 บัญชี แต่ไม่มีการกำหนดจำนวนเงินฝากแต่อย่างใด

ทีนี้ก็มาถึงขั้นตอนการขอกู้ยืมเงิน ซึ่งหลังจากสมัครเข้ามาเป็นลูกค้าแล้ว ก็สามารถขอกู้ยืมเงินได้ทันที หรือในวันที่สมัครนั่นแหละ

แต่จะได้รับการพิจารณาเงินกู้ ก็ต่อเมื่อได้ฝากเงินต่อเนื่องครบ "2 เดือน" แล้ว


ยกเว้นรายที่เป็นลูกค้าฝากเงินของออมสิน ที่มีเงินฝากอยู่ก่อน ก็สามารถขอกู้ได้ทันที

จากนั้นแบงก์ออมสิน ก็จะพิจารณาเงินกู้ ให้ตามความเหมาะสมเป็นรายๆ ไป อีกทีหนึ่ง

"ในรายที่เพิ่งจะเริ่มประกอบอาชีพใหม่ เราจะต้องเช็คลักษณะตัวสินค้า และอุปกรณ์ประกอบอาชีพต่างๆ ด้วยว่า มีความเหมาะสมกับเงินทุนที่ต้องการขอกู้หรือไม่ด้วย โดยเราจะเข้าไปดูด้วยว่า เขาทำสถานที่ไหน ใครคือผู้กู้ เคยเป็นลูกค้าของแบงก์มาก่อนหรือไม่ หากเป็นลูกค้ามาก่อน และประกอบอาชีพในตลาดสด ก็จะใช้เวลาการพิจารณาไม่นาน เพราะเรามีประวัติเขามาก่อนแล้ว" เจ้าหน้าที่ฝ่ายการธนาคารเพื่อสังคม แบงก์ออมสิน กล่าว

ดังนั้นผู้ขอกู้จึงต้องเข้าใจไว้ด้วยว่า ใช่ว่ายื่นเรื่องปุ๊บเงินจะลอยมาปั๊บ แต่ทางแบงก์ก็ต้องขอเวลา "ตรวจสอบ" ความเป็นไปได้ด้วย เช่น อาชีพที่จะทำ โอกาสที่เราจะคืนเงินกู้

อย่างไรก็ตามในการขอกู้กับโครงการธนาคารประชาชนนี้ ลูกค้าไม่จำเป็นต้องเขียนโครงการ ขอกู้ที่สวยหรูเหมือนโปรเจคทั่วๆ ไป เพราะทางแบงก์จะใช้วิธีประเมิน จากใบสมัครที่ลูกค้าได้กรอก รวมทั้งดูข้อมูลและรายละเอียดต่างๆ ที่เกี่ยวกับการประกอบอาชีพ

เท่ากับช่วยลดความยุ่งยากให้แก่ลูกค้าได้มาก

แต่ลูกค้าจะต้องให้รายละเอียดที่แบงก์ต้องการครบถ้วนเช่น ประกอบอาชีพอะไร ลักษณะกิจการ ระยะเวลาการประกอบการ รายได้และค่าใช้จ่าย ในการประกอบการ เป็นต้น

ข้อมูลในส่วนของรายได้และค่าใช้จ่าย การประกอบการอาชีพ ดูเหมือนแบงก์จะต้องการรายละเอียดมากหน่อย เพราะเป็นรายละเอียดที่สามารถนำมาใช้ประกอบการพิจารณาวงเงิน ซึ่งมีตั้งแต่รายได้ต่อเดือน, รายจ่ายเพื่อลงทุนต่อเดือน, ค่าเช่าสถานที่, ค่าสาธารณูปโภค, ค่าชำระหนี้สิน ตลอดจนค่าใช้จ่ายอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง เป็นต้น

ใครที่ยังไม่ได้ไปยื่นเรื่องขอกู้ น่าจะใช้เวลานี้ลองวางแผนเรื่องตัวเลขคร่าวๆ ไปก่อน

ส่วนตัวเงินกู้นั้น แบงก์จะให้ลูกค้าตาม "ความจำเป็น" ต้องใช้จริง และพิจารณาแล้วเห็นว่า ผู้กู้จะสามารถ "ใช้คืน" ได้ เป็นหลักการสำคัญ

ดังนั้นวงเงินที่แต่ละคนจะได้รับ จึงอาจจะไม่ใช่ตัวเลขที่กำหนดคือ 1.5 หมื่นบาทต่อรายเสมอไป

ในขณะนี้ทางแบงก์ได้กำหนดว่า เมื่อกู้ครั้งแรกจะให้สูงสุดไม่เกินรายละ 1.5 หมื่นบาท แต่หากได้ชำระคืนเงินต้น และดอกเบี้ยครบถ้วน ก็จะสามารถกู้ในครั้งต่อไปได้อีก แต่เมื่อรวมแล้ว ต้องไม่เกินรายละ 3 หมื่นบาท

"การให้กู้แบบไม่มีหลักประกันของโครงการนี้ ลูกค้าที่ได้กู้ไปแล้ว 1.5 หมื่น และได้จ่ายคืนเงินต้นพร้อมดอกเบี้ยครบ ก็สามารถกู้เพิ่มได้ครั้งที่ 2 ได้อีก 1.5 หมื่นบาท หรือรวมกันต้องไม่เกิน 3 หมื่นบาทเท่านั้น" เจ้าหน้าที่ฝ่ายการธนาคารเพื่อสังคม กล่าว

สำหรับ "หลักประกัน" ของการกู้เงินก็เป็นสิ่งสำคัญเช่นกัน โดยผู้ที่กู้เงินไม่เกิน 3 หมื่นบาท สามารถใช้บุคคล หรือหลักทรัพย์ค้ำประกันก็ได้ แล้วแต่ความต้องการ ของผู้กู้แต่ละบุคคล

กรณีใช้ "บุคคล" ค้ำประกัน ผู้กู้สามารถเลือกผู้ค้ำประกันได้ 4 ประเภท คือ ใช้สมาชิกโครงการธนาคารฯ ค้ำประกัน ซึ่งต้องเป็นสมาชิกสาขาเดียวกันกับผู้กู้ ไม่น้อยกว่า 2 คน ใช้ข้าราชการ พนักงานรัฐวิสาหกิจ หรือพนักงานองค์การของรัฐค้ำประกัน ซึ่งจะต้องมีตำแหน่งตั้งแต่ระดับ 3 ขึ้นไป จำนวน 1 คนขึ้นไป

ใช้ผู้มีรายได้ประจำหรือลูกจ้างประจำบริษัท องค์กรเอกชน มีอายุการทำงาน ติดต่อกันไม่น้อยกว่า 3 ปี ไม่น้อยกว่า 2 คนมาค้ำประกัน

ใช้ลูกค้าทั่วไปของแบงก์ออมสินค้ำประกัน แต่จะต้องเป็นบุคคล ที่แบงก์ให้ความเชื่อถือ ไม่น้อยกว่า 2 คน เป็นผู้ค้ำประกัน

ทั้งนี้ ผู้ค้ำประกันแต่ละคนในทุกกรณี จะต้องมีอายุครบ 20 ปี แต่เมื่อรวมผู้ค้ำประกันกับระยะเวลาที่ชำระเงินกู้ ต้องไม่เกิน 65 ปี มีที่อยู่แน่นอน และผู้ค้ำประกันจะค้ำประกันผู้กู้เกิน 2 รายไม่ได้ ผู้ค้ำประกันต้องไม่มีชื่อค้ำประกันอยู่กับธนาคารอื่น

ส่วนผู้กู้ที่ต้องการใช้ "หลักทรัพย์" ค้ำประกัน ก็สามารถใช้หลักทรัพย์ ทั้งของตัวเอง และของผู้อื่นที่ยินยอมนำมาค้ำประกันได้ หลักทรัพย์ที่ใช้ได้ เช่น สมุดเงินฝากออมสิน หรือสลากออมสินพิเศษ, รถยนต์ รถจักรยานยนต์ที่มีสภาพดี และได้ทำประกันภัยไว้แล้ว แต่ไม่ได้ดูระยะเวลาการใช้งาน นอกจากนั้น ก็จะเป็นอสังหาริมทรัพย์ เช่น บ้าน ที่ดิน ที่ตั้งอยู่ให้ชุมชนนั้นๆ

เงื่อนไขการหาผู้ค้ำประกันเงินกู้ เป็นประเด็นหนึ่งที่มีความสำคัญ สำหรับแบงก์ผู้ให้กู้ โดยที่ผู้กู้จะละเลยไปไม่ได้ เพราะมันคือสิ่งสำคัญที่แสดงให้เห็นว่า แบงก์จะสามารถเรียกหนี้คืน ได้หรือไม่ในอนาคต

ส่วนใครที่ต้องการขอกู้เงิน มากกว่า 3 หมื่นบาท ก็สามารถทำได้ แต่ต้องใช้หลักทรัพย์ค้ำประกัน ตามที่แบงก์กำหนดเท่านั้น

สิ่งที่ดึงดูดใจผู้ขอกู้กับโครงการธนาคารประชาชนครั้งนี้ คงหนีไม่พ้นแรงจูงใจด้านอัตราดอกเบี้ยที่คิดแค่ 1% ต่อเดือน ซึ่งถือว่าต่ำกว่าเงินกู้นอกระบบมาก เพราะอัตราดอกเบี้ยคงที่ 1% ต่อเดือน หรือ 12% ต่อปี หากเทียบกับดอกเบี้ยเงินกู้นอกระบบ ซึ่งลูกค้าจะต้องจ่าย ตั้งแต่ร้อยละห้า ไปจนถึงร้อยละยี่สิบต่อเดือน จึงถือว่าโครงการนี้คิดอัตราดอกเบี้ยค่อนข้างถูกมาก ทั้งนี้ทางออมสินได้กำหนดระยะเวลา การชำระคืนภายใน 1 ปี หรือไม่เกิน 13 งวด โดยผู้กู้จะต้องผ่อนชำระคืนเงินต้น พร้อมดอกเบี้ยเป็นงวดรายเดือน

เช่น วงเงินกู้ 1.5 หมื่นบาท จะมีระยะเวลาการชำระคืนได้ไม่เกิน 13 งวด โดยงวดแรกแบงก์ผ่อนปรนให้ไม่ต้องชำระหนี้คืน

ส่วนคนที่ใช้วงเงินกู้เกิน 1.5 หมื่นบาท สามารถผ่อนชำระคืนได้ไม่เกิน 25 งวด

เงินงวดที่แบงก์เรียกเก็บเป็นรายเดือนหรือเป็นงวดๆ นั้น แบงก์จะเก็บเงินต้น และดอกเบี้ยในจำนวนที่เท่าๆ กันไปตลอด 13 งวด หรือ 25 งวด อาทิ ขอกู้เงิน 1 หมื่นบาท ผ่อนชำระคืน 13 เดือน ลูกค้าจะต้องจ่ายเงิน 941.67 บาทต่องวด/เดือน แบ่งเป็นเงินต้น 833.33 บาท และดอกเบี้ย 108.33 บาท รวมดอกเบี้ยที่จะต้องจ่ายทั้งสิ้น 1,300 บาทต่องวด

หากลูกค้ากู้เงิน 1.5 หมื่นบาท ผ่อนชำระ 13 งวด จะต้องส่งเงินงวดเท่ากับ 1,412.50 บาทต่องวด คิดเป็นเงินต้น 1,250 บาท และดอกเบี้ย 162.50 บาทต่องวด เป็นต้น

ในกรณีที่ลูกค้าชำระล่าช้า หรือผิดชำระหนี้ตามที่แบงก์กำหนด ลูกค้าก็จะต้องเสียค่าปรับ ดอกเบี้ยด้วยเช่นกัน โดยจะคิดค่าปรับเพิ่มอีก 1% ของเงินงวด และตามจำนวนวัน ที่ขาดส่งเท่านั้น ไม่ได้คิดจากยอดหนี้คงค้าง

เช่น ลูกค้ากู้เงิน 1.2 หมื่นบาท และผ่อนชำระ 1,130 บาทต่องวด ชำระไปแล้ว 5 งวด แต่เงินขาดมือ ทำให้ไม่สามารถชำระเงินคืนได้ในงวดที่ 6 ก็จะต้องถูกเบี้ยปรับเพิ่ม 1% ของเงินงวด เท่ากับ 11.3 บาท เป็นต้น

สำหรับการชำระคืนเงินกู้นั้น ลูกค้าสามารถคืนเงินกู้ได้ ที่สาขาแบงก์ด้วยตัวเอง หรือจะใช้วิธีหักบัญชีเงินฝากก็ได้เช่นกัน

นอกเหนือจากนั้น โครงการสินเชื่อธนาคารประชาชน ยังได้ประกันอุบัติเหตุให้แก่ผู้กู้ทุกรายอีกด้วย หากผู้กู้ในวงเงินไม่เกิน 1.5 หมื่นบาท มีอันต้องเสียชีวิตจากอุบัติเหตุต่างๆ ครอบครัวจะได้เงินชดเชยรายละไม่เกิน 5 หมื่นบาท แต่ถ้ากู้เกินกว่านั้น จะได้รับเงินประกันไม่เกิน 1 แสนบาท โดยที่ลูกค้าไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายใดๆ อีกด้วย

เท่ากับเป็นการประกันความเสี่ยงเงินกู้ ให้ทั้งกับแบงก์ออมสิน และลูกค้าไปในตัว

รู้รายละเอียดหลักเกณฑ์การปล่อยกู้ของโครงการนี้แล้ว ผู้ที่ต้องการเงินกู้ก็อย่าลืม 'เตรียมตัว' ให้ดี จะได้เงินไปสานฝัน ทำกิจการเลี้ยงตัวได้เร็วขึ้น

ส่วนใครที่พร้อมแล้ว แบงก์ออมสินจะเปิดให้ขอกู้ได้ "ทุกสาขา" ตั้งแต่วันที่ 25 มิ.ย.นี้เป็นต้นไป