Nationejobs.com
 

Home Biz

โลกแห่งเทคโนโลยีสารสนเทศ (IT) ไม่เพียงแต่จะทำให้เราก้าว ออกไปหาโลกได้สะดวกง่ายดายเท่านั้น แต่ไอทียังทำให้โลกทั้งโลกมาเยือนหน้าประตูบ้านเรา และทำให้ “บ้าน” กลายสภาพเป็นสถานที่ทำงาน และ ทำเงิน ให้กับเราได้อย่างน่าสนใจ เขาทำ “งาน” ที่ “บ้าน” กันอย่างไร และมีธุรกิจใดบ้างที่เปิดโอกาสให้ “ทำที่บ้าน” ได้

 
 

วันที่: 2002-02-07

แหล่งเงิน-ผู้ลงทุนรุ่นใหม่

"แองเจล อินเวสเตอร์" นักลงทุนส่วนบุคคล ทั้งที่เป็น "ผู้รวยเงียบ" หรือเป็นผู้ลงทุนอยู่แล้ว กำลังจะมีบทบาท แพร่ไปในวงกว้าง เมื่อได้มีการสนับสนุน ให้เกิดเครือข่ายแองเจล อินเวสเตอร์ ในประเทศไทยขึ้น

 ณรงค์ อิงค์ธเณศ "แองเจลจะคล้ายๆ กับเวนเจอร์ คือเป็นคนที่มีเงิน และอยากจะให้คนอื่น ได้นำเงินไปใช้ในการลงทุน เพียงแต่ขนาดลงทุน ของแองเจลจะค่อนข้างเล็ก เพราะเป็นเงินของเขาคนเดียว หรืออาจจะรวมกลุ่มกันเข้าไปลงทุน รวมทั้งการลงทุนของแองเจล มักจะเป็นการเข้าไปลงทุน ในช่วงเริ่มต้นกิจการ อาจจะเป็นช่วงสร้างโรงงาน ไม่ใช่ช่วงขยายกิจการอย่างเวนเจอร์" "ณรงค์ อิงค์ธเณศ" ซึ่งได้รับการมอบหมาย ให้เป็นประธาน คณะทำงานของแองเจล อินเวสเตอร์ ในไทยกล่าว

เหตุผลที่ได้มีการสนับสนุน ให้เกิดการรวมตัวของกลุ่มแองเจล อินเวสเตอร์ ขึ้นในไทย ก็เนื่องจากมีการมองว่าหากกลุ่มบุคคลซึ่งมีความพร้อมด้านเงินทุน มีประสบการณ์ และมีความเชี่ยวชาญในการทำธุรกิจอยู่แล้ว ได้เข้ามาร่วมทำธุรกิจ การลงทุน หรือสนับสนุนการเริ่มต้นทำกิจการของเอสเอ็มอี ก็จะก่อให้เกิดประโยชน์ ต่อเอสเอ็มอีรุ่นใหม่ ซึ่งต้องการมืออาชีพ ในการทำธุรกิจ ต้องการเงินทุน ตลอดจนสนับสนุน ให้เกิดธุรกิจใหม่ๆ ที่มีมูลค่า

ประการสำคัญ แองเจล อินเวสเตอร์ ถือเป็นแหล่งเงินทุนที่เข้ามาอุด "ช่องโหว่" ความต้องการเงินทุนของเอสเอ็มอีได้ดี เพราะการลงทุน ในระยะเริ่มต้นมักถือว่า "มีความเสี่ยงสูง" ดังนั้นเอสเอ็มอีที่ต้องการเริ่มต้นทำธุรกิจ จึงยากที่จะทำได้ เพราะสถาบันการเงินย่อมไม่ปล่อยกู้แน่นอน ขณะที่เวนเจอร์ แคปปิตอล แหล่งเงินอีกแหล่งหนึ่ง ก็มีมาตรฐานการให้กู้ในระดับที่สูง วงเงินปล่อยกู้ก็สูง

การมีแองเจล อินเวสเตอร์ คอยเป็นแหล่งเงินทุนสำหรับกลุ่มคนเหล่านี้ จึงเท่ากับวิธีที่จะช่วยสร้างและสนับสนุนธุรกิจใหม่ๆ ให้เกิดขึ้นได้ง่าย

สำหรับในเมืองไทย นักลงทุนแบบแองเจล อินเวสเตอร์ ก็มีอยู่แล้ว แต่อาจจะเป็นการระดมเงินพ่อแม่ เครือญาติ เพื่อนฝูงที่รู้จักกันมาร่วมลงทุน ทำธุรกิจ รูปแบบของแองเจล อินเวสเตอร์ ในเมืองไทย จึงยังจำกัดเฉพาะแวดวง ผู้ที่รู้จักมักคุ้นกัน ไม่มีตัวเลขระบุว่าเป็นจำนวนเท่าไร

"แต่ขณะนี้ภาวะเศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลงไป คงจะเป็นจุดที่ผลักดันให้แองเจล อินเวสเตอร์ที่มีอยู่มารวมตัวกันได้ แทนที่จะต่างคนต่างทำธุรกิจของตนเอง

การรวมตัวกันมีประโยชน์เพราะจะเป็นโอกาสให้คนที่เขาสนใจเริ่มธุรกิจ ได้มาติดต่อ มาเสนอแผน หรือพรีเซ็นต์ในที่ๆ เดียวเลย

แทนที่จะไปคุยกับแหล่งเงินหลายๆ ที่ และแต่ละที่ต้องตามเรื่อง ตามความคืบหน้าอีก แต่มาที่นี่คุยทีเดียว ได้ฟีดแบ็คครบ

หรือช่วยพัฒนาคุณภาพโปรเจคของเอสเอ็มอีให้ดีขึ้น เพราะถ้าแองเจล อินเวสเตอร์หลายรายมาร่วมกันสกรีน ก็ทำให้มีหลายมุมมองต่อการทำธุรกิจ

แล้วเป็นโอกาสให้เอสเอ็มอีได้พัฒนาตัวเอง เพราะถ้าหากเป็นการ ระดมเงินของเพื่อนฝูง มาตรฐานการบัญชี หรือหลายๆ อย่างอาจจะไม่เคลียร์ แต่ถ้าบริษัทเหล่านั้นมีบุคคลภายนอกเข้ามาร่วมทุน เขาก็จะต้องทำให้เคลียร์ ทุกอย่างโปร่งใส ไม่ซี้ซั้ว ไม่อย่างนั้นก็จะไม่มีใครกล้าเข้ามาลงทุน

เท่ากับเป็นการสร้างพื้นฐานการทำงานที่โปร่งใส มีข้อมูลที่ถูกต้อง ต่อไปเมื่อบริษัทโตขึ้นต้องการผู้ร่วมทุนอย่างเวนเจอร์ แคปปิตอล บริษัทก็จะดึงคนเหล่านั้นเข้ามาลงทุนได้ง่าย

ทุกวันนี้ที่เวนเจอร์ไม่สามารถมาลงทุนได้ ก็เพราะระบบบัญชีของเอสเอ็มอี ที่ไม่โปร่งใส แต่เมื่อมีแองเจลทำให้โปร่งใส ต่อไปเมื่อเวนเจอร์จะเข้าไป ก็ง่ายขึ้น หรืออาจจะเข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์ใหม่ได้ง่าย แต่ถ้าในจุดเริ่มต้นเราทำไม่ดี ในขั้นต่อไปจะทำอะไรก็ลำบาก

ในส่วนของแองเจลเมื่อรวมตัวกันเป็นกลุ่มก็จะให้ข้อคิดเห็น แลกเปลี่ยนประสบการณ์ ช่วยกันแนะนำ ดูว่าหลักการในการทำงาน ควรจะเป็นอย่างไร ช่วยป้องกันความเสี่ยงในการลงทุนได้ เพราะเมื่อเชิญเจ้าของกิจการมาพรีเซ็นต์ เราก็มีหลายมุมมอง ที่ช่วยกันซัก ช่วยกันกลั่นกรอง

ยุคนี้เป็นยุคของความรู้ ถ้าเขาไม่มารวมตัวกัน ก็จะไม่เกิดความรู้เหล่านี้ หรือต่อไปเราก็อาจจะมีความร่วมมือกับต่างประเทศมากขึ้น อย่างเช่น ในภาคพื้นเอเชียแปซิฟิก เราอาจจะเสนอไปว่า ทางเรามีโครงการอย่างนี้อยู่ ใครสนใจบ้าง ใครมีความเชี่ยวชาญบ้าง

ในอนาคตข้างหน้า เมื่อกิจการของเอสเอ็มอี พวกนี้พัฒนา ก็จะช่วยให้เศรษฐกิจโตขึ้น ประเทศชาติมีธุรกิจใหม่ๆ เกิดขึ้น มีคนอื่นเข้ามาลงทุน เป็นช่องทางการระดมทุนใหม่ๆ แองเจลจึงมีส่วนช่วยให้เศรษฐกิจฟื้นตัวได้ แต่ถ้าต่างคนต่างทำมันก็ประสบความสำเร็จได้ยาก"

การรวมตัวของแองเจล อินเวสเตอร์ จึงนอกจากจะเป็น การแลกเปลี่ยน ความรู้เทคโนโลยี และความเชี่ยวชาญ ในระดับประเทศแล้ว ยังสามารถขยายเครือข่ายข้ามไปสู่ภูมิภาคได้ โดยเฉพาะการลงทุนในธุรกิจใหม่ ซึ่งจำเป็นต้องมีความรู้ เทคโนโลยีใหม่ๆ

สำหรับองค์กรที่จะจัดตั้งขึ้นนั้น "ณรงค์" กล่าวว่า เพื่อให้แองเจล อินเวสเตอร์ ทั้งหลายได้มาแลกเปลี่ยน ความคิดเห็น และเป็นแหล่ง ให้คนที่มีไอเดีย มาเสนอแผนกิจการ ทำธุรกิจ หรือจัดกิจกรรมต่างๆ จะเป็นองค์กรไม่แสวงหากำไร แต่มุ่งที่จะอำนวยความสะดวกให้ประโยชน์กับสมาชิกมากกว่า

"ในระยะเริ่มต้น เราคงจะมีการจัดสัมมนา เพื่อเผยแพร่ความคิด แก่ผู้สนใจอีกครั้ง ก็คงเป็นโอกาสให้ผู้ที่สนใจได้มาเจอกัน โดยในปีนี้อาจจะมีการสัมมนา 2-3 หัวข้อ ค่าสมัครสมาชิกประมาณ 100 ดอลลาร์สิงคโปร์ หน้าที่หลักๆ คือ เราจะต้องทำอะไร ที่มี facility ที่ดีให้แก่เขา

ถ้าเรารวมตัวกันเป็นองค์กร เป็นผู้อำนวยความสะดวก ก็อาจจะช่วยให้แองเจล อินเวสเตอร์มีมาตรฐานการลงทุน สำหรับการลงทุนในขั้นเริ่มต้น อาจจะมีการจัดสัมมนาให้แองเจลได้ทราบว่า เวลาพิจารณาการร่วมลงทุน ทำธุรกิจเป็นอย่างไรบ้าง มีเงื่อนไขอะไร สัญญาควรจะเป็นอย่างไร จัดให้มีเน็ตเวิร์ค

แต่การตัดสินใจลงทุนของแองเจล อินเวสเตอร์ ก็แน่นอนว่า ขึ้นอยู่กับแต่ละคน เมื่อฟังการพรีเซ็นต์ ท้ายที่สุด ก. อาจจะลงทุน ข. อาจจะไม่ลงทุน เราจะเป็นเหมือนแหล่งเงิน และให้ผู้ลงทุนได้มาเจอกันมากกว่า"

ดังนั้นต่อไปนี้แทนที่แองเจล อินเวสเตอร์ จะใช้เฉพาะความเป็นเพื่อน และครอบครัวในการลงทุนการทำธุรกิจ รู้จักแต่เฉพาะกลุ่มคนใกล้ชิด หากมีเครือข่ายแองเจล อินเวสเตอร์เกิดขึ้น ก็จะช่วยให้แหล่งทุน ประเภทนี้เปิดกว้างแก่คนทั่วไปด้วย หรือเอสเอ็มอีก็จะมีโอกาสมากขึ้น ในการทำธุรกิจ มีทางเลือกในการระดมทุนมากขึ้นนั่นเอง

สำหรับธุรกิจที่จะได้รับความสนใจนั้น แกนนำในการก่อตั้งเครือข่ายแองเจล อินเวสเตอร์ในไทย กล่าวว่า ควรจะเป็นธุรกิจที่มีเทคโนโลยี มีวิธีการใหม่ มีเอกลักษณ์ใหม่ๆ เป็นธุรกิจที่มีศักยภาพ ผู้ประกอบการสามารถวางใจได้ มีการมองตลาด มีบิสซิเนสโมเดลที่ชัดเจน โดยอาจจะเป็นด้านเกษตร การผลิต บริการ ไอที แต่ธุรกิจเหล่านี้ต้องมีความใหม่ในตัวเอง

"ข้อสำคัญต้อง make sure ว่าผู้ประกอบการไว้ใจได้ คือเสี่ยง แต่ต้องมีเหตุผล เพราะไม่อย่างนั้นก็คงไม่มีใครกล้าให้เงินเขาหรอก เนื่องจากเวลาลงทุนแต่ละคนก็ต้องคิดถึงการ exit ของเงินเขาด้วย

ส่วนผู้ลงทุนที่จะทาบทามให้มาอยู่ในเครือข่าย ก็คือผู้ที่มีฐานะ อาจจะเป็นคนที่เคยสร้างกิจการมาก่อน แล้วมีเงินเหลือเก็บสักก้อนหนึ่ง ผู้ที่สนใจอยากลงทุนทำธุรกิจ กล้าเสี่ยง เพราะทุกอย่างที่ทำก็คือสิ่งใหม่ๆ

"คงต้องเป็นแองเจลที่หัวสมัยใหม่หน่อย ไม่ใช่ผู้ดีมีสกุล มีเงินเก็บ ในขั้นเริ่มต้นนี้ แองเจล อินเวสเตอร์อาจจะต้องเป็นกลุ่มที่ไฮ โพรไฟล์ สักหน่อย อาจจะเป็นผู้บริหาร หรือเจ้าของกิจการที่ประสบความสำเร็จ อยากลงทุน แต่เขาไม่มีเวลา คิดว่าคนกลุ่มนี้มีเป็นพันคนนะ แต่แรกๆ เราอาจจะมารวมกลุ่มกันสัก 20 -30 คนก็ใช้ได้แล้ว เพราะแต่ละคนก็มีเน็ตเพิร์คของตัวเองอีกมาก แล้วการที่เคยทำธุรกิจมาก่อน ก็อาจจะง่ายขึ้น เงินลงทุนของคนเหล่านี้อาจจะสักประมาณ 2 ล้านบาท เพราะแองเจล ไม่ได้เข้าไปลงทุนในสัดส่วนที่มาก แค่ 5% 10% ของกิจการ อย่างที่สิงคโปร์ เขาก็ลงทุนกันประมาณ 5 หมื่นดอลลาร์สหรัฐ"

แองเจล อินเวสเตอร์ ในยุคนี้ จึงอาจจะไม่ใช่กลุ่มทุนที่มีสไตล์ "ซุ่ม" ลงทุนอีกต่อไป แต่จะกลายเป็น "คนกลาง" ที่เชื่อมต่อระหว่างหลายๆ ฝ่าย ตั้งแต่นักวิชาการที่อาจหันมาสนใจเป็นเอสเอ็มอี โดยอาศัยฐานความรู้เดิม ของตนกับนักธุรกิจที่มีศักยภาพ

ผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีด้านวิศวกรรม เกษตรกรรม การผลิต กับแองเจล อินเวสเตอร์ที่ถนัดงานการบริหารบริษัท ฯลฯ เป็นการร่วมสร้างเอสเอ็มอีรุ่นใหม่ ที่ต้องผสมผสานระหว่างความรู้ เทคโนโลยี และเงินทุน มาสร้างธุรกิจให้มีมูลค่าได้