Nationejobs.com
 

Home Biz

โลกแห่งเทคโนโลยีสารสนเทศ (IT) ไม่เพียงแต่จะทำให้เราก้าว ออกไปหาโลกได้สะดวกง่ายดายเท่านั้น แต่ไอทียังทำให้โลกทั้งโลกมาเยือนหน้าประตูบ้านเรา และทำให้ “บ้าน” กลายสภาพเป็นสถานที่ทำงาน และ ทำเงิน ให้กับเราได้อย่างน่าสนใจ เขาทำ “งาน” ที่ “บ้าน” กันอย่างไร และมีธุรกิจใดบ้างที่เปิดโอกาสให้ “ทำที่บ้าน” ได้

 
 

วันที่: 2002-02-18

เป็นเจ้าของ ร.ร.สอนภาษา ด้วยทุน 38,000 บาท

ใครที่สื่อสาร ภาษาอังกฤษได้ รักการสอน และมีเงิน สามหมื่นแปดพันบาท ยกมือขึ้น! รู้หรือเปล่าว่า คุณสามารถ เป็นเจ้าของโรงเรียน สอนภาษาได้ แถมยังเป็นหลักสูตร ที่อิมพอร์ต มาจากนอกด้วยนะ

นั่นคือหลักสูตร ภาษาอังกฤษแนวใหม่ ของแฟรนไชส์ "สมาร์ท รีดเดอร์" ที่เปิดหาผู้มารับสิทธิ เป็นแฟรนไชส์ซี โดยใช้เงินลงทุนขั้นต่ำ เพียง 38,000-73,000 บาท

สำหรับรายละเอียดนั้น "ธนภร ตั้งชัยสิน" ผู้จัดการฝ่ายการตลาด บริษัท สมาร์ท เอ็ดยูลิงค์ (ประเทศไทย) จำกัด เล่าให้ฟังว่า หลักสูตรภาษาอังกฤษ หลักสูตรสำหรับ เด็กเล็ก "สมาร์ท รีดเดอร์" นั้น เป็นหลักสูตร ที่อิมพอร์ต มาจากมาเลเซีย โดยนักจิตวิทยาพัฒนาการ และการศึกษาของเด็ก และนักภาษาศาสตร์ ที่มีนามว่า "ดร.เค เอช แวง"

"เขาทำรีเสิร์ชออกมาแล้วกว่า 12 ปี ว่าเด็กมีพัฒนาการ ทางภาษาอย่างไร โดยเน้นเด็กเอเชีย ที่เป็น นอน-เนทีฟ (Non-native speaker) คือไม่ได้พูดอังกฤษ เป็นภาษาหลัก และทำวิจัยออกมาแล้วพบว่า สิ่งที่เป็นปัญหามากที่สุด ก็คือเรื่องเสียง หรือโฟเนติกส์ (Phonetics)"

ดร.แวง จึงได้นำสิ่ง ที่เป็นปัญหานี้ มาบรรจุในหลักสูตรของ สมาร์ท รีดเดอร์ พร้อมทั้งพัฒนาวิธีการสอน โดยใช้สื่อ และกิจกรรม เข้ามาช่วย ซึ่งจะทำให้เด็ก ได้เรียนรู้ และซึมซับภาษาอังกฤษ ด้วยวิธีธรรมชาติ ทำให้ออกเสียงได้ อย่างถูกต้อง

"หลักสูตรนี้ มีระดับพื้นฐาน ทั้งหมด 6 ระดับ โดยจะสอนเด็กตั้งแต่ 3-15 ปี เราจะทำให้การอ่าน ภาษาอังกฤษง่ายขึ้น และเป็นความสนุกอย่างหนึ่ง การเรียนจะเป็นแบบ จินตภาษา อาจจะมีร้องรำทำเพลง สอดแทรกกิจกรรมต่างๆ ลงไป เราจะเน้นความสนุกสนาน และความง่าย ตามหลัก Simple and Fun" "ธนภร" กล่าว

ผู้สอนหลักสูตรนี้ ไม่จำเป็นต้องจบ ทางด้านการสอน หรือทางด้านภาษาอังกฤษมา เพียงแต่มาเข้า รับการอบรมจาก "สมาร์ท เอ็ดยูลิงค์" ที่เป็นมาสเตอร์ แฟรนไชส์ของ "สมาร์ท รีดเดอร์ เวิร์ดไวด์" ก็สามารถไปสอนได้

เธอกล่าวว่า "สมาร์ท รีดเดอร์" เป็นธุรกิจที่เปิดกว้าง สำหรับผู้ที่สนใจ ธุรกิจการศึกษา ซึ่งจะทำเป็นธุรกิจที่บ้านก็ได้ เพียงแต่มีความสนใจ ที่จะทำธุรกิจ และมีความสามารถ ในการสื่อสาร ภาษาอังกฤษเท่านั้น

"รูปแบบของการลงทุน จะมีสองรูปแบบ คือแบบแอเรีย แฟรนไชส์ (Area Franchise) โดยเป็นเจ้าของ จับจองพื้นที่นั้นๆ ทั้งหมด ทำหน้าที่บริหาร และดูแลยูนิตแฟรนไชส์ ในพื้นที่ของตน โดยอาจจะไม่ต้องเปิดสอน กับแบบยูนิตแฟรนไชส์ (Unit Franchise) ที่เปิดสอนเอง แล้วมีแอเรียแฟรนไชส์ ดูแลอีกทีหนึ่ง เหมือนเราซอย การบริหารลงไป" "ธนภร" กล่าว

ทั้งนี้ หนึ่งแอเรีย จะวัดจากจำนวนประชากร สามแสนคน ส่วนแบบยูนิตนั้น จะแบ่งเป็นโซนพื้นที่เขต โดยหนึ่งยูนิต จะครอบคลุม ประชากรหนึ่งหมื่นคน โดยหากเป็นแอเรียแฟรนไชส์ จะหายูนิตแฟรนไชส์ มาเปิดสาขาได้อีก 30 แห่ง

ปัจจุบัน "สมาร์ท รีดเดอร์" มีสาขาแล้วทั้งสิ้น 14 สาขา โดยเป็นแอเรียแฟรนไชส์ 10 สาขา และที่เหลือ เป็นแบบยูนิตแฟรนไชส์

"สำหรับในกรุงเทพฯนั้น แอเรียจะแบ่งเป็นเขต ส่วนจังหวัดอื่น จะแบ่งเป็นจังหวัด ระบบแอเรียนั้น จะเหมาะกับนักลงทุน ที่มีความพร้อม ในการบริหารงาน ส่วนระบบยูนิตนั้น เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการเปิดสอน โดยจะทำได้หลายลักษณะ อาจจะเปิดที่บ้านในหมู่บ้าน หรือตามโรงเรียนสอนภาษา โรงเรียนดนตรี โรงเรียนกวดวิชา หรืออาจเปิดตามโรงเรียนอนุบาลก็ได้"

"ธนภร" กล่าวว่า เงินลงทุน สำหรับทั้งสองแบบนั้น ก็จะแตกต่างกัน โดยแบบแอเรียแฟรนไชส์ จะแพงกว่า ใช้เงินลงทุนประมาณ 73,000 บาท ซึ่งแบ่งเป็น ค่าธรรมเนียมแฟรนไชส์ 69,000 บาท และค่าแปลสัญญา จากอังกฤษเป็นไทยอีก 4,000 บาท แต่อาจจะต้องมี การลงทุนเพิ่ม ในส่วนของเฟอร์นิเจอร์ การตกแต่ง อุปกรณ์สำนักงานต่างๆ และการจัดจ้างบุคลากร อีกประมาณหนึ่งแสนบาท

ส่วนแบบยูนิตแฟรนไชส์นั้น จะใช้เงินลงทุนประมาณ 38,000 บาท โดยแบ่งเป็น ค่าธรรมเนียมแฟรนไชส์ 35,000 บาท และค่าแปลสัญญาอีก 3,000 บาท และอาจจะต้อง ลงทุนเพิ่มเติม ในส่วนของเฟอร์นิเจอร์ การประดับตกแต่ง และอุปกรณ์การเรียน การสอนจิปาถะอีกราวๆ สามหมื่นบาท รวมเบ็ดเสร็จแล้ว ประมาณหกหมื่นบาท ซึ่งเธอบอกว่า นี่เป็นอัตราในระยะเริ่มต้น ต่อไปอาจต้องปรับค่าใช้จ่าย ในการเข้าเป็นแฟรนไชส์ ให้สูงกว่านี้อีก

"การลงทุนเริ่มที่ 38,000 บาท เพื่อชักชวนให้ กลุ่มเป้าหมาย ที่มีศักยภาพ ในภาษาอังกฤษ แต่ทุนน้อยเข้ามาทำตรงนี้ ธุรกิจนี้เป็นแบบ ฟรีสไตล์โฮมเบส และทำเป็นพาร์ทไทม์ได้ เพราะว่าสอนเด็ก เฉพาะวันเสาร์อาทิตย์เท่านั้น

แต่ถ้ายังไม่พร้อมที่จะทำ เราก็เปิดให้จองก่อน แบบแอเรีย 20,000 บาทและแบบยูนิต 10,000 บาท จองแล้วต้องดำเนินการ ภายใน 30 วัน ไม่อย่างนั้น จะยึดเงินจอง"

ตอนนี้ทาง "แบงก์นครหลวงไทย" เป็นสถาบัน การเงินแห่งหนึ่ง ที่ยินดีให้เงินกู้ สำหรับผู้ที่อยากทำ สมาร์ท รีดเดอร์ และหากทางบริษัท พิจารณาเห็นว่า มีศักยภาพ ก็จะแนะนำ ไปยังธนาคาร โดยจะกู้ไปขยายกิจการ ให้ใหญ่ขึ้นก็ได้ หรือจะกู้มาลงทุน ครั้งแรกก็ได้

เมื่อเปิดดำเนินการสอนแล้ว ทางสาขาจะได้รับหนังสือ และอุปกรณ์ การเรียนต่างๆ อย่างเทปคาสเซ็ท กระเป๋า เสื้อยืด โบรชัวร์ และอุปกรณ์ตกแต่งต่างๆ จำนวนหนึ่ง แต่หากเป็นแอเรียแฟรนไชส์ ที่ไม่ได้เปิดการสอน เพียงแต่หายูนิต แฟรนไชส์เฉยๆ ก็จะไม่ได้รับ

"ค่าเล่าเรียนต่อหนึ่งเดือน (ประมาณ 10 ชั่วโมง) ต่อหนึ่งหลักสูตร หนึ่งระดับ จะอยู่ที่ 1,090 บาท หนึ่งระดับ ใช้เวลาเรียน ประมาณ 60 ชั่วโมง หรือเท่ากับ 6 เดือน ดังนั้นตลอดหลักสูตร หนึ่งระดับ จะเสียค่าเล่าเรียน ประมาณ 6,540 บาท ซึ่งนับว่าถูก เมื่อเทียบกับ โรงเรียนสอนภาษาอื่นๆ"

และเมื่อมาเป็นแฟรนไชส์ซี ของหลักสูตรสมาร์ท รีดเดอร์นี้แล้ว ก็จะมีค่ารอยัลตี้ฟี ที่ทางบริษัทแม่ จะหักส่วนแบ่งเอาจาก ค่าลงทะเบียน และค่าเล่าเรียนของเด็ก

"เมื่อมีนักเรียนมาสมัครใหม่ จะต้องเสียค่าลงทะเบียน 1,000 บาท ซึ่งจะได้เสื้อ กระเป๋า เสื้อยืดและหนังสือครบชุด ซึ่งทางสาขาต้องให้เรา 800 บาท เขาได้ 200 เพราะเราเป็นผู้ซัพพอร์ต อุปกรณ์ให้ และแฟรนไชส์แบบแอเรีย จะได้รอยัลตี้ฟี จากยูนิตแฟรนไชส์ด้วย นั่นคือ ค่าเรียน 1,090 บาท ทางเราจะได้ 290 บาท เจ้าของได้ 800 บาท ซึ่ง 290 บาทนี้ จะแบ่งเป็นค่าโฆษณา 10 บาท และให้แอเรียแฟรนไชส์ซีอีก 80 บาท ที่เหลือ 200 บาท จะเป็นค่าดำเนินงาน จัดกิจกรรมต่างๆ"

หากผู้ประกอบการ เกิดทำผิดสัญญา นักเรียนมาลงทะเบียน 10 คน แต่ส่งชื่อมาให้ ทางบริษัทแค่ 5 คน ถ้ามีการตรวจสอบพบ ก็จะถูกตัดสิทธิทันที หรือหากซื้อแฟรนไชส์ไปแล้ว ไม่ทำอะไรเลย ก็จะถอดสิทธิภายในหนึ่งปี

เธอยังบอกอีกว่า บทบาทของแอเรีย และยูนิตนั้น จะไม่เหมือนกัน แบบยูนิตนั้น เหมาะสำหรับคน ที่จะมาเป็นครู ต้องเก่งทางการสอน ส่วนแบบแอเรียนั้น ต้องมีความสามารถ ในการบริหารงาน และการจัดการ เพราะบางที ก็ต้องช่วยยูนิตด้วย

"แอเรียมีหน้าที่แนะนำ คนที่จะเข้ามาให้เรา ถ้าหามาได้เราก็จะให้รายละ 5,000 บาท และเราจะกำหนดพื้นที่ เอาไว้ด้วยว่าในรัศมี 5 ตารางกิโลเมตร จะต้องไม่มีสาขา มาเปิดซ้ำกัน จะว่าไปแล้ว แอเรียแฟรนไชส์ ก็เป็นมาร์เก็ตติ้งน้อยๆ ของเรานั่นแหละ" เธอกล่าว

หลักสูตร "สมาร์ท รีดเดอร์" จะเน้นครูในท้องถิ่นเป็นหลัก เพราะนอกจาก จะเป็นการลดค่าใช้จ่าย ในการจ้างครูต่างชาติแล้ว ครูไทยนั้นสามารถอธิบาย ความหมายของคำได้ดีกว่า และทำให้เด็กรู้สึกสบายใจ และมีความมั่นใจมากกว่า เด็กจะไม่รู้สึกอายครูไทย

"พ่อแม่บางคน อาจจะอยากให้ครูฝรั่ง มาสอนลูก อันนี้เค้าก็มีสิทธิเลือกว่า จะให้ลูกเรียนแบบไหน มีคนถามตรงนี้เหมือนกัน แต่เรามองว่าผลลัพธ์ คือสิ่งที่เด็กได้รับมากกว่า ไม่ใช่ว่าครูเป็นใคร อยากรู้ว่าหลักสูตรของเรา ดีหรือไม่ ก็ต้องลองมาเรียนดู" "ธนภร" กล่าว

ทางยูนิตจะต้องหาครูมาหนึ่งคน เพื่อทางบริษัท จะได้เทรนครูให้ อบรมสองวัน แล้วสามารถไปสอนได้เลย แต่ครูก็จะต้องมีความรู้ ภาษาอังกฤษมาก่อน ซึ่งผู้ที่มาอบรมให้ ก็คือทีมของสมาร์ท รีดเดอร์ เวิร์ลไวด์จากมาเลเซีย และจะเดินทาง มาประมาณเดือนละครั้ง

หากต้องการอบรมครูเพิ่ม เพื่อมาขยายการสอน ก็เสียค่าอบรมอีกคนละ 15,000 บาท ซึ่งมีอายุการอบรม 5 ปี และจะมาอบรมซ้ำ อีกเมื่อไหร่ก็ได้

ทั้งนี้ในแต่ละสาขา ควรมีครูไม่ต่ำกว่าสองคน โดยผู้ลงทุนเอง ก็ควรจะมีพื้นฐาน ภาษาอังกฤษมาด้วย หากขาดครูขึ้นมากะทันหัน ก็สามารถสอนเองได้

"จริงๆ แล้วเราอยากให้สอนเอง มากกว่าจ้างครูมาด้วยซ้ำ เว้นเสียแต่ว่า จะมาอบรม เพื่อเป็นครูโดยเฉพาะ เราก็เปิดสอนนะ เค้ามาอบรมแล้ว ก็ลงทะเบียนไว้ พอมีสาขายื่นความต้องการมา เราก็เสนอให้ได้"

เด็กจะเข้ามาเรียนนั้น ทุกคนจะต้องมาเริ่มที่ระดับ 1 เหมือนกันหมด เมื่อเด็กเรียนจบระดับ 2, 4 และ 6 ก็จะมีประกาศนียบัตรให้ด้วย และสาขาหนึ่ง จะมีนักเรียนกี่คนนั้น คงต้องแล้วแต่ ศักยภาพของสาขานั้น แต่โดยทั่วไปนั้น ครูหนึ่งคนควรสอน เด็กประมาณ 6-10 คน

"ส่วน Break Event เท่าไหร่นั้น เราตอบไม่ได้ ขึ้นอยู่กับการทำมาร์เก็ตติ้ง ของแต่ละเจ้าด้วย"

เมื่อเทียบกับแฟรนไชส์ การศึกษาอื่นๆ นับว่า "สมาร์ท รีดเดอร์" เป็นอีกหนึ่งแฟรนไชส์ ใช้เงินทุนต่ำ แต่ก็ติดตรงที่ กำไรค่อนข้างน้อย กว่าจะเห็นเป็นกอบเป็นกำ ก็หลังจากสองปีไปแล้ว ดังนั้นคิดจะกระโดดเข้ามา แล้วรวยปุบปับคงไม่ได้ เพราะธุรกิจการศึกษา เป็นธุรกิจแบบ long run "ธนภร" ทิ้งท้าย

  • ทำไมต้อง ''สมาร์ท รีดเดอร์''

  •