Nationejobs.com
 

Home Biz

โลกแห่งเทคโนโลยีสารสนเทศ (IT) ไม่เพียงแต่จะทำให้เราก้าว ออกไปหาโลกได้สะดวกง่ายดายเท่านั้น แต่ไอทียังทำให้โลกทั้งโลกมาเยือนหน้าประตูบ้านเรา และทำให้ “บ้าน” กลายสภาพเป็นสถานที่ทำงาน และ ทำเงิน ให้กับเราได้อย่างน่าสนใจ เขาทำ “งาน” ที่ “บ้าน” กันอย่างไร และมีธุรกิจใดบ้างที่เปิดโอกาสให้ “ทำที่บ้าน” ได้

 
 

วันที่: 2002-03-01

เดอะ ไมเนอร์ ฟู้ด กรุ๊ป

"...เราจะต้องเป็นที่หนึ่งในตลาดพิซซ่าต่อไป" จะปฏิเสธไม่ได้เลยว่า ความสำเร็จของ "เดอะ พิซซ่า คอมปะนี" เป็นผลงาน ที่เกิดจากการสั่งสม ประสบการณ์ ของบริษัท เดอะ ไมเนอร์ ฟู้ด กรุ๊ป ที่ใช้ความทุ่มเทตลอด 25 ปี ในการทำธุรกิจ ด้านอาหาร จนสามารถขึ้นมาเป็น "ผู้นำ" ทางด้านร้านอาหาร หลายรูปแบบ

"จนถึงวันนี้ เรามีลูกค้ามาใช้บริการ รวมกว่า 120 ล้านครั้ง เราจึงเป็นผู้นำด้านอาหารหลากรูปแบบ ทั้งไอศกรีม เบอร์เกอร์ และไก่ไปจนถึงพิซซ่า โดยมีแบรนด์ที่เป็นที่รู้จักเป็นอย่างดี ทั้งสเวนเซ่นส์, ซิซซ์เลอร์, แดรี่ควีน, ชิคเก็น ทรีท, เบอร์เกอร์ คิง และ เดอะ พิซซ่า คอมปะนี ที่พร้อมให้บริการกว่า 350 สาขาทั่วประเทศ" "วิลเลี่ยม อี ไฮเนคกี้" ประธานกรรมการ บริษัท ไมเนอร์ ฟู้ด กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) กล่าว

ปี 2544 เดอะ ไมเนอร์ ฟู้ด กรุ๊ป ได้แนะนำ "เดอะ พิซซ่า คอมปะนี" ที่ให้บริการพิซซ่า และพาสต้า สไตล์อิตาเลียน โดยให้ความสำคัญกับทุกๆ องค์ประกอบ ไม่ว่าจะเป็น แป้งพิซซ่า เครื่องโรยหน้า และชีส

"เราผลิตมอสซาเรลล่าชีส และเชดดาร์ชีส ซึ่งเป็นส่วนผสมสำคัญ ของพิซซ่า และพาสต้าได้เอง เราใช้ผลิตภัณฑ์นม ที่ดีที่สุดจากกว่า 2,000 ครอบครัว เกษตรกรโคนม ในประเทศไทย นับเป็นความภาคภูมิใจ ครั้งยิ่งใหญ่ของเรา"

ด้วยรสชาติที่ถูกปาก และพิซซ่าที่ "หนักเครื่อง" ทำให้เดอะ พิซซ่า คอมปะนี เป็นแบรนด์พิซซ่า ยอดนิยมในเมืองไทย และเดอะ ไมเนอร์ ฟู้ด กรุ๊ป ยังเป็นเจ้าแรก ที่รับประกันส่งฟรีภายใน 30 นาที เมื่อสั่งเดอะ พิซซ่า คอมปะนี, ชิคเก็น ทรีท, สเวนเซ่นส์ และแดรี่ ควีน

"ตลาดของพิซซ่าปีที่แล้ว โตกว่า 30% มียอดขายพิซซ่า 1,500 ล้านบาท และปีนี้คาดว่าจะมีประมาณ 1,750 ล้านบาท ปีที่แล้วรวมยอดขาย ของทั้งกลุ่ม ประมาณ 3,500 ล้านบาท ปีนี้คาดว่า 4,000 ล้านบาท ทีมผู้บริหารของเรา เป็นทีมเดิมตั้งแต่ต้น ทุกอย่างที่เราได้วางเป้าหมาย ไว้วันแรก เราก็ทำอย่างเต็มที่ เราเชื่อว่าเพราะคนของเรา ถึงทำให้แบรนด์นี้เกิด ไม่ใช่คนของเราเกิดได้ เพราะแบรนด์นี้ เรามีทีมที่ดีมาก ซึ่งก็ได้พิสูจน์แล้วว่า สามารถจะต่อสู้ กับที่หนึ่งในตลาดได้"

"ปีที่แล้วที่พิซซ่า คอมปะนี เป็นสินค้า อันดับหนึ่งของเรา แต่ว่าอย่างอื่น ก็ยังทำอยู่ เหมือนพ่อมีลูก ก็ต้องรักลูกทุกคนเท่ากัน" "ไฮเนคกี้" กล่าวอย่างอารมณ์ดี

"อย่างเบอร์เกอร์คิงตอนนี้มี 11 สาขา ถึงแม้จะเป็นสาขาเล็กๆ แต่ว่าก็ประสบความสำเร็จ สาขาที่หัวหิน และพัทยา เป็นสาขาหนึ่งในสิบ ของสาขาขายดี หรืออย่างแดรี่ควีน เราก็เป็นผู้นำตลาด ของไอศกรีมบลิซซาร์ด

ส่วนชิคเก้น ทรีท ถึงแม้ตอนนี้ เราปิดบริการ แบบส่งถึงบ้านไปแล้ว เพราะการตอบรับ ไม่ค่อยดีเท่าไหร่ ตอนนี้เริ่มทำคอนเซ็ปท์ใหม่ เรียกว่าเป็นการ เปลี่ยนแปลงการขาย หรือรีโลเคท relocate เพราะพื้นที่ การพาณิชย์เปลี่ยนไป แต่ก็จะขยายตัวต่อไป เรามีส่วนแบ่งตลาด 29%"

ในปีที่ผ่านมา เดอะไมเนอร์ ฟู้ด กรุ๊ป เติบโตขึ้น 5% ซึ่งเป็นอัตราที่ไม่มากนัก "ไฮเนคกี้" บอกว่า ส่วนหนึ่งเป็นเพราะ ความไม่ลงตัว ของชิคเก้น ทรีท และการรีแบรนด์ จากพิซซ่าฮัท มาเป็น เดอะ พิซซ่า คอมปะนี ทำให้หมดงบไปกว่า 150 ล้านบาท และเมื่อรวม loss sale แล้วประมาณ 370 ล้านบาท

"แต่ก็สามารถทำกำไรได้ ในไตรมาสสุดท้าย และในปีนี้เราก็เชื่อว่า พิซซ่าคอมปะนี จะสามารถทำกำไร ได้ตั้งแต่ไตรมาสแรก เป็นต้นไป ตั้งแต่ปี 2002 จะเป็นผู้ประกอบการ ที่ทำกำไรได้มากที่สุด"

ที่ว่าทำกำไรได้มากที่สุดนั้น เขาบอกว่าเพราะดูๆ แล้วคู่แข่งอย่างพิซซ่า ฮัท หรือนารายณ์พิซเซอเรีย ไม่น่าจะมีกำไรมากกว่า เพราะว่า เดอะ พิซซ่า คอมปะนี มียอดขายมากกว่า และรายได้จาก ผลประกอบการ ก็มากกว่าด้วย

"เมื่อปีที่แล้ว เดอะ พิซซ่า คอมปะนี ได้รับการต้อนรับ จากลูกค้าอย่างอบอุ่น จนทำให้เราก้าวเข้าสู่ การเป็นผู้นำตลาดพิซซ่า ได้อย่างภาคภูมิใจ สำหรับในปีนี้ เราได้วางกลยุทธ์การตลาด ไว้ตลอดทั้งปี ไม่ว่าจะเป็น เรื่องธุรกิจแฟรนไชส์ พิซซ่ารสชาติใหม่ โปรโมชั่น หรือของสะสมต่างๆ โดยมีเป้าหมาย เพื่อจะต้องเป็นที่หนึ่ง ในตลาดพิซซ่าต่อไป" "ไฮเนคกี้" กล่าว