Nationejobs.com
 

Home Biz

โลกแห่งเทคโนโลยีสารสนเทศ (IT) ไม่เพียงแต่จะทำให้เราก้าว ออกไปหาโลกได้สะดวกง่ายดายเท่านั้น แต่ไอทียังทำให้โลกทั้งโลกมาเยือนหน้าประตูบ้านเรา และทำให้ “บ้าน” กลายสภาพเป็นสถานที่ทำงาน และ ทำเงิน ให้กับเราได้อย่างน่าสนใจ เขาทำ “งาน” ที่ “บ้าน” กันอย่างไร และมีธุรกิจใดบ้างที่เปิดโอกาสให้ “ทำที่บ้าน” ได้

 
 

วันที่: 2002-03-08

ข้าวคุณเพิ่ม ฝีมือคนไทยแท้ๆ ที่น่าภูมิใจ

ความเป็นมา ของข้าวสวยอัดกระป๋อง “คุณเพิ่ม” เริ่มมาจาก บริษัท อัลบาทรอส ซึ่งจดทะเบียน ในปี 2539 และจำหน่าย น้ำยาเคมี ให้โรงงานอุตสาหกรรมเป็นหลัก

จนกระทั่งปี 2537 - 2539 ก่อนวิกฤติต้มยำกุ้ง จะเข้าโจมตีประเทศไทย "เพิ่มพันธ์ เนียวกุล" เจ้าของบริษัท ก็เริ่มรู้สึก ถึงสัญญาณอันตราย บางอย่าง จากยอดขายที่ลดลง เขาจึงเริ่มมองหา ธุรกิจใหม่ เพื่อพยุงสถานภาพ ของบริษัทและ ลูกน้องอีกกว่า 50 ชีวิต

ธุรกิจอาหารเป็นสิ่งแรก และสิ่งเดียว ที่วิศวกรหนุ่ม พุ่งความสนใจ ไปสู่ โดยดำเนิน ตามแนว พระราชดำริของ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่ว่าประเทศไทย เป็นประเทศกสิกรรม ไม่ใช่อุตสาหกรรม จึงต้องทำธุรกิจ ที่เกี่ยวกับปัจจัยสี่ ซึ่งหนึ่งในนั้น ได้แก่อาหาร

"เพราะอย่างไรคนก็ต้องกิน!" "เพิ่มพันธ์” บอกกับตัวเอง

“อะไรล่ะที่ประเทศไทยส่งออกมากที่สุด" เขาถามตัวเองต่อ

"ข้าว" เป็นคำตอบสุดท้าย!

และจากประสบการณ์ ที่เคยศึกษา อยู่เมืองนอกมาหลายปี ก็พบว่า ในต่างประเทศนั้น มีอาหารอัดกระป๋อง แทบจะทุกชนิด แต่ยังไม่มีใคร นำข้าวสวยหุงแล้ว มาใส่กระป๋องเป็นข้าวสวย พร้อมรับประทานเลย ก็เริ่มคิดว่า "โอกาสน่าจะเป็นของเรา"

"เพิ่มพันธ์" นำไอเดีย ที่หลายคนคิดว่า "เป็นไปไม่ได้" ไปปรึกษาอาจารย์ภาควิชาการเกษตร และเริ่มทำการทดลอง จากหนังสือเกี่ยวกับ การฆ่าเชื้อ และถนอมอาหาร ครัวหลังบ้านถูกดัดแปลงเป็น "ห้องแล็บ" ที่ "เพิ่มพันธ์" ใช้เวลาลองผิดลองถูก อยู่นานร่วมปี และหมดเงินทุน ไปเกือบ 4 แสนบาท

เมื่อผลการทดลองประสบความสำเร็จแล้ว เขาก็นำสินค้า ไปทดลองวางขาย ในงานแสดงสินค้าอาหาร ซึ่งก็ได้รับความสนใจ อย่างมาก ทำให้ "เพิ่มพันธ์" ตัดสินใจเดินหน้าเต็มตัว

ทว่า ถึงเวลานั้นวิกฤติเศรษฐกิจ ก็เกิดขึ้นอย่างเต็มตัวแล้ว ปัญหาแรก ที่ต้องเผชิญ คือ การขาดแหล่งเงินทุน เพราะไม่มีแบงก์ไหน อยากจะปล่อยเงินกู้ ในขณะนั้น แหล่งเงินกู้นอกระบบ จากญาติพี่น้อง จึงเป็นทางเลือกเดียว ที่มีในขณะนั้น

ในที่สุด "เพิ่มพันธ์" ก็ได้เช่าโรงงาน ผลิตอาหารกระป๋องเก่า ที่ อ.ท่าม่วง จ.กาญจนบุรี และใช้เวลาดัดแปลง อยู่ 4-5 เดือน ก็กลายเป็น โรงงานข้าวหอมคุณเพิ่ม โดยสร้างเครื่องจักร ที่สามารถหุงข้าวได้ คราวละมากๆ ขึ้นมาเอง

ชื่อ “คุณเพิ่ม” อาจจะพ้อง กับชื่อเจ้าของ แต่ “เพิ่มพันธ์” ยืนยันว่าเป็นความบังเอิญ ความหมายของชื่อ “คุณเพิ่ม” ที่ตั้งใจ นำเสนอ คือ ชื่อที่แสดงความเป็นไทย แต่มีความหมาย ที่ดี “คุณเพิ่ม” อันหมายถึง “มูลค่าเพิ่ม” หรือ การเพิ่มมูลค่า ของข้าวสาร ที่เคยส่งออก กิโลละไม่กี่บาท ให้กลายเป็น ข้าวสวย ที่ขายได้ กิโลละหลายร้อย

"เพิ่มพันธ์" มุ่งเป้าหมายไป ที่ตลาดต่างประเทศ ร้อยเปอร์เซ็นต์เต็ม เนื่องจากมองว่า เริ่มมีคนต่างชาติ ที่นิยมกินข้าวมากขึ้น แต่หุงข้าวไม่เป็น จึงตั้งใจ เข้าไปจับกลุ่มนี้

จากความเพียรพยายาม ทั้งตอบรับ และโดนปฏิเสธ อยู่หลายครั้ง ในที่สุด อัลบาทรอส ก็กลายเป็นผู้นำข้าวสำเร็จรูป ออกสู่ตลาดโลก เป็นรายแรก ของโลกในปลายปี 2542 ในขณะเดียวกัน ก็สำรองเผื่อ ถึงสินค้าประเภท "กับข้าว" และ "แกง" อัดกระป๋อง ที่จะออกขาย ตามมา ในอนาคตไว้ด้วย

ตลาดแรกที่ "เพิ่มพันธ์" เริ่มไปบุกเบิก ได้แก่ประเทศอังกฤษ เนื่องจากมองว่า มีศักยภาพ ค่อนข้างสูง และยอมรับวัฒนธรรมใหม่ๆ ได้ง่าย นอกจากนั้น ยังใช้ภาษาอังกฤษ ซึ่งเป็นภาษากลาง ในการติดต่ออยู่แล้ว

เนื่องจากข้าวอัดกระป๋อง เป็นสินค้าใหม่แกะกล่อง จึงต้องสร้าง ความต้องการในตลาด ขึ้นเอง "เพิ่มพันธ์" เล่าว่า เขาต้องใช้ความพยายาม อย่างหนัก เป็นเวลาปีเศษ ในการแนะนำ และจูงใจคน ให้กล้าจับกระป๋องข้าว ขึ้นมาดู จนถึงกล้าตัดสินใจ ซื้อ ซึ่งโชคดี ที่ได้สื่อต่างประเทศ หลายสถาบัน ช่วยเป็นกำลัง ในการประชาสัมพันธ์ อีกแรง

"เราก็ต้องไปสอนเขาว่า มีผลิตภัณฑ์ใหม่ ที่เปิดทานได้เลย ชื่อคุณเพิ่ม เป็นข้าว ใช้เวลาปีกว่าๆ กว่าที่เขาจะเริ่มรู้จัก และกล้าซื้อ แต่เราก็โชคดี ตรงที่ทางเรา ได้รับการเผยแพร่ BBC ก็มาถ่ายของเรา CNBC NHK เราก็เลยได้โฆษณาฟรี ทางสื่อตรงนี้เยอะ และก็เป็นสื่อ ที่ไปทั่วโลก" “เพิ่มพันธ์” เล่า

เมื่อประสบ ความสำเร็จ ถึงได้ขึ้นห้าง แฮร์รอดส์ ของ อังกฤษแล้ว "เพิ่มพันธ์" ก็บุกตลาด ไปทั่วยุโรป ทั้งอังกฤษ เยอรมนี ฝรั่งเศส สวิตเซอร์แลนด์ ฮอลแลนด์ เรื่อยไปจนถึงอเมริกา จวบจน ปัจจุบัน มีสินค้า "คุณเพิ่ม" วางขาย อยู่เกือบทุกทวีปทั่วโลก

สินค้า "คุณเพิ่ม" อิงตลาดกลางถึงบน ตั้งแต่ซีบวกขึ้นไป เน้นขายคนท้องถิ่น ไม่ได้เน้นผู้บริโภคชาวเอเชีย

"แผนการตลาด ของเราไม่เหมือนคนอื่น ที่เน้นคนไทย ในต่างประเทศ แต่เราเน้น คนต่างประเทศ ที่อยู่ในต่างประเทศ เพราะคนในประเทศนั้น ย่อมมากกว่า คนไทย หรือคนเอเชีย ที่ไปอยู่ในประเทศเขา หลังจากที่เราเข้าเมนสตรีมแล้ว ในโอเรียนทอลมาร์เก็ต ก็จะเริ่มมีของเรา เข้าไปขายบ้าง แต่ว่าตลาดโอเรียนทอล ในยุโรป เช่น อังกฤษ ก็จะเป็นตลาดท ี่ค่อยๆ หายไป เพราะไฮเปอร์มาร์เก็ต หรือ ซูเปอร์มาร์เก็ตใหญ่ๆ เริ่มที่จะเป็นผู้นำเข้า สินค้าอาหารเอง เช่น อาหารต่างประเทศ คนก็สามารถเข้าไป ในซานทาเบอร์รี่ แล้วก็ซื้อของเราได้ ครบทุกตัว โดยไม่ต้องไป ซื้อของตามร้านเล็กๆ อีกแล้ว"

แม้ในปัจจุบัน จะมีสินค้าวางขาย เกือบทั่วโลกแล้ว แต่ "เพิ่มพันธ์" ก็ยังต้องทำมาร์เก็ตติ้ง กระตุ้นความกล้า ให้ผู้บริโภคอยู่อย่างต่อเนื่อง

"เพราะการที่ เราขายเข้าห้างได้แล้วก็ไม่ใช่ว่าจบแล้ว เรายังต้องไปทำโปรโมชั่น ให้เขาในจุดต่างๆ เพื่อให้ผู้ซื้อกล้าหยิบ และซื้อสินค้า ของเราไป ซึ่งตรงนี้ เป็นข้อที่คนไทยลืม เรานึกว่า เราขายของเข้าห้าง ในประเทศนี้ได้แล้ว ก็จบกัน ตรงนั้น เป็นแค่จุดเริ่มต้น เท่านั้นเอง" เขาว่าอย่างนั้น

"เพิ่มพันธ์" ไม่ได้ทุ่มเทมหาศาล ให้กับการโฆษณา แต่อาศัยอานิสงส์ จากที่เป็นนวัตกรรมใหม่ ของโลก ทำให้ได้ออกสื่อ ทางต่างประเทศอยู่บ่อยๆ นอกจากนี้ ก็ยังมีเวบไซต์ www.khunperm.com ช่วยประชาสัมพันธ์อีกแรง

"เราไม่ได้มีงบโฆษณา ออกทางนิตยสาร อะไรมากนัก แต่เราได้ออกสื่อต่างประเทศบ่อยมาก แต่ในเมืองไทย เขาไม่ค่อยเห็น เป็นสาระเท่าไร แต่ต่างประเทศเขาค่อนข้าง จะประทับใจ กับสิ่งที่เราได้ ทำออกมา เพราะเขารู้ว่า มันยากแค่ไหน กว่าจะทำออกมาได้ และเราเป็นรายแรก ที่ทำออกมา คือ ถ้าเป็นรายที่สอง ที่สาม ที่ไปก๊อบปี้เขาออกมา เขาก็ไม่ค่อยสนใจ แต่ว่าเราเป็น original" "เพิ่มพันธ์" กล่าวอย่างภาคภูมิ

แม้คนไทย จะกินข้าวเป็นอาหารหลัก แต่สัดส่วนที่ขายในไทย ก็เทียบกันไม่ได้เลย กับต่างประเทศ เพราะคนไทย หุงข้าวเป็น นอกจากนี้ อาจทำให้โครงสร้าง ของราคาเสียได้ เมื่อขาย ในต่างประเทศกระป๋องละ 1.8 ปอนด์ หรือประมาณ 110 บาท ในขณะที่เมืองไทย ขายกระป๋องละ 10-12 บาท

สำหรับยอดขาย ในปีที่ผ่านมา ก็พุ่งถึงหลักสิบล้าน แต่มาร์จิ้นของผู้ผลิตค่อนข้างน้อย เพราะต้นทุนที่ค่อนข้างสูง และหนี้นอกระบบ ที่กู้มาในตอนแรก ก็ยังรุงรังอยู่

ต้นทุนที่สูงส่วนสำคัญ มาจากภาชนะบรรจุ ซึ่งประเทศไทย ยังไม่สามารถผลิต ในเมืองไทยได้ทั้งหมด บางอย่าง เช่น ฝา ยังต้องซื้อ จากต่างประเทศ ด้วยราคาที่ค่อนข้างแพง

ปัจจุบัน บริษัทอัลบาทรอส มีพนักงานประมาณ 70-80 คน ซึ่ง "เพิ่มพันธ์" บอกว่าเขาพยายามจะ "บอนไซ" ตัวเองก่อน เพราะยังไม่พร้อม ที่จะโต โดยเฉพาะทางด้านการเงิน

"ท่านนายกฯ เคยถามว่า คุณจะโตได้แค่ไหน ผมก็กราบเรียนถามท่านไปเลยว่า ท่านจะต้องการให้โตแค่ไหน เพราะว่าตลาดอาหารไทย ขณะนี้ จะโตเป็นธุรกิจ หมื่นล้าน ก็ทำได้ง่ายๆ ถ้าเรามีเงินพอ ที่จะไปทำโปรโมชั่น แต่มันขึ้นอยู่กับว่า เราจะเอาเงินลงไปแค่ไหน" เขาว่าอย่างนั้น

สำหรับอนาคต "เพิ่มพันธ์" มองไว้ว่าจะเป็นผู้นำธุรกิจ ส่งออกอาหารไทย แบบเต็มรูปแบบ ไม่ใช่แค่ใส่กระป๋อง เพียงอย่างเดียว ซึ่งแม้จะต้องใช้เวลา แต่ก็คงไม่ไกลเกินเอื้อม

  • เทคนิคการสร้างแบรนด์ "คุณเพิ่ม"
  •