Nationejobs.com
 

Home Biz

โลกแห่งเทคโนโลยีสารสนเทศ (IT) ไม่เพียงแต่จะทำให้เราก้าว ออกไปหาโลกได้สะดวกง่ายดายเท่านั้น แต่ไอทียังทำให้โลกทั้งโลกมาเยือนหน้าประตูบ้านเรา และทำให้ “บ้าน” กลายสภาพเป็นสถานที่ทำงาน และ ทำเงิน ให้กับเราได้อย่างน่าสนใจ เขาทำ “งาน” ที่ “บ้าน” กันอย่างไร และมีธุรกิจใดบ้างที่เปิดโอกาสให้ “ทำที่บ้าน” ได้

 
 

วันที่: 2000-07-10

"มินิมาร์ทแฟรนไชส์" แพ็คเกจราคาประหยัด

"โชห่วย" เป็นธุรกิจในฝันของผู้ที่ต้องการสร้างธุรกิจเป็นของตัวเอง และเป็นธุรกิจที่อาศัยการเรียนรู้ง่ายที่สุด ด้วยเงินทุนต่ำ เริ่มต้นง่าย ธุรกิจจึงเป็นของง่ายที่ใครๆ ก็ทำกันได้
แต่ยุคสมัยเปลี่ยนไป เมื่อแฟรนไชส์คอนวีเนี่ยนสโตร์ เข้ามามีบทบาท ร้านโชห่วยทั่วทุกถนน ต้องยกระดับเป็นโชห่วยติดแอร์ ภาพลักษณ์ของธุรกิจเริ่มเปลี่ยนเป็น "มืออาชีพ" ที่ต้องลงทุนซื้อโนว์ฮาว หรือต้องเสียค่ายี่ห้อแบรนด์นอก กึ่งๆ การการันตีความอยู่รอดของกิจการ จนพูดกันว่าไม่มีเงินล้าน อย่าริอ่านเปิดคอนวีเนี่ยนสโตร์

โชห่วย กลายเป็นธุรกิจของคนมีสตางค์แบบไม่รู้เหนือ รู้ใต้ รูปแบบการลงทุน "สำเร็จรูป" ราคาต่ำจึงเข้ามาเป็นทางเลือกที่น่าสนใจ ผลักดันให้มีแฟรนไชส์ไทยๆ ที่ตีโจทย์ข้อนี้แตก และเก็บมาสร้างความฝันให้กับนักลงทุน ที่ต้องการเริ่มธุรกิจโชห่วย ด้วยเงินครึ่งล้าน คอนวีเนี่ยน หรือมินิมาร์ท พันธุ์ไทยซึ่งเริ่มต้น วงเงินลงทุนไม่ถึงล้านบาท เริ่มแผ่ขยายตัวไปมากขึ้น และเมื่อไม่นานมานี้เอง "ถนนนักลงทุน" เคยเสนอการลงทุนคอนวีเนี่ยนกับ "วี ชอป" ซึ่งใช้วงเงิน 7.8 แสนบาท ก็สามารถเริ่มธุรกิจโชห่วยติดแอร์ได้ ครั้งนี้นักลงทุนอาจจะได้ธุรกิจใหม่ ที่มีเงินลงทุนต่ำยิ่งกว่า "วี ชอป" โดยสามารถเริ่มต้นธุรกิจได้ด้วยเงินขั้นต่ำ 5 แสนบาท ซึ่งมีให้เลือก 3 แพ็คเกจ ราคาประหยัด

แพ็คเกจแรก เป็นของ เอ็น.วี.เซ็นเตอร์ เจ้าเดียวกับ “วี ชอป” ซึ่งแตกแพ็คเกจ ราคาต่ำลงไปยิ่งกว่าออกมาอีก เพื่อให้โอกาสสำหรับผู้ที่มีทุนต่ำ แต่ต้องการลงทุนได้มีกิจการส่วนตัว โดยแตกตัวออกมาเป็นชื่อ “เดลี่ ชอป” วงเงินลงทุน 5 แสนบาท ส่วนน้องใหม่ที่โดดเข้ามาทำธุรกิจมินิมาร์ทสำเร็จรูป “เฟรชมาร์ท” มีให้เลือก 2 แพ็คเกจ คือ แพ็คเกจ 4.7 แสนบาท และ 5.2 แสนบาท

“วี ชอป” ประสบความสำเร็จ กับการเปิดแฟรนไชส์คอนวีเนี่ยนสโตร์ ในราคาต่ำประมาณ 7 แสนบาท แม้ว่าจะถือเป็นวงเงินลงทุนที่ต่ำแล้ว แต่ช่องว่างในตลาดล่าง หรือความต้องการลงทุน ด้วยเม็ดเงินต่ำลงไปอีก ยังมีอีกมาก “เอกราช วิสารทสกุล” กรรมการผู้จัดการ เอ็น.วี.เซ็นเตอร์ บริษัทเจ้าของแฟรนไชส์ วีชอป จึงมีแนวคิด ที่จะออกโครงการลงทุนใหม่ๆ สำหรับนักลงทุนที่มีเม็ดเงินจำกัด

จนมาเป็น “เดลี่ ชอป” ซึ่งนักลงทุนสามารถเริ่มต้น เปิดร้านค้าด้วยเม็ดเงินเพียง 5 แสนบาท สำหรับตกแต่ง และเตรียมสินค้าภายในร้าน เมื่อเทียบเคียงกันแล้ว “เดลี่ ชอป” กับ “วี ชอป” จะใช้เงินลงทุนน้อย และเป็นคอนเซ็ปท์ของ “มินิมาร์ท” มากกว่าจะเป็น “คอนวีเนี่ยนสโตร์” ดังนั้น ขนาดการจัดวางจึงถูกจำกัด สินค้าที่สามารถนำมาจำหน่าย ในพื้นที่เล็กๆ เพียง 1 คูหา จึงไม่มากนัก วงเงินค่าสินค้าจึงอยู่ที่ 8 หมื่นบาท ส่วนที่เหลือใช้สำหรับการตกแต่งภายใน ภายนอก และจัดเตรียมอุปกรณ์ภายในร้าน แม้วงเงินลงทุนจะต่ำ แต่ เอ็น.วี. เซ็นเตอร์ ยืนยันว่าจะให้บริการเต็มที่ เสมือนหนึ่งเป็นแฟรนไชส์เต็มรูปแบบ โดยบริษัทจะอบรม พนักงานหน้าร้านให้ครบตามสูตร และเป็นที่ปรึกษาวางแนวทาง ในการทำการตลาดให้สอดคล้อง กับลูกค้ากลุ่มเป้าหมาย

ในระหว่างที่ยังไม่คืนทุนบริษัท จะยังไม่ขอปันส่วนแบ่งการขายจำนวน 3% จากลูกค้า แต่จะเก็บไว้ในรูปของระบบบัญชี ที่เป็นค่าใช้จ่าย เพื่อให้เจ้าของแฟรนไชส์ เข้ามาอำนวยความสะดวก โดยมีอัตราการจัดเก็บเดือนละ 6,500 บาท ซึ่งเป็นเหมือนเงินค่าจัดการบริหาร หรือค่าระบบที่ให้กับลูกค้า ตราบจนกระทั่งสาขานั้นๆ คืนทุนเรียบร้อยแล้ว ทางเอ็น.วี.เซ็นเตอร์ จึงจะเริ่มจัดเก็บเป็น “ส่วนแบ่งยอดขาย” แทน ในอัตรา 3% ของยอดขายต่อเดือน ฉะนั้นผู้ลงทุนจำเป็นต้องตีประโยคให้แตก เนื่องจากคำว่า ไม่จัดเก็บเงินส่วนแบ่งยอดขาย ในช่วงแรกของการเริ่มกิจการ ที่จริงแล้ว ก็คือการซ่อนอยู่ในลักษณะ "ค่าบริหาร" นั่นเอง

อย่างไรก็ตาม “เดลี่ ชอป” ยังไม่มีรูปแบบร้านที่เป็นตัวอย่าง ให้นักลงทุนแวะไปศึกษาได้ เพราะเป็นแพ็คเกจใหม่ที่ เอ็น.วี.เซ็นเตอร์ ออกขาย และเมื่อเทียบคุณลักษณะของ “เดลี่ ชอป” และ “วี ชอป” ลูกค้ายังถูกใจและเลือกที่จะลงทุนใน “วี ชอป” มากกว่า แม้ว่าความตั้งใจเดิมของลูกค้าส่วนใหญ่ จะต้องการลงทุนวงเงินต่ำก็ตาม แต่เพราะข้อเสนอของ “วี ชอป” ในช่วงโปรโมชั่นฟรีทั้งค่าแรกเข้า และส่วนแบ่งเปอร์เซ็นต์ ทำให้จูงใจยิ่งกว่า รวมทั้ง “ชื่อ” ของ “วี ชอป” มีเครดิตดีกว่าเมื่อเทียบกับการเริ่มต้นของ “เดลี่ ชอป”

“วี ชอป” อาจจะเป็นตำนานแฟรนไชส์ คอนวีเนี่ยนสโตร์ พันธุ์ไทย ที่ประสบความสำเร็จเป็นรายแรกๆ ที่แทรกขึ้นมาบนตลาดร้านโชห่วยติดแอร์ได้ ภายในเวลาเพียง 2 ปี มีสาขาครอบคลุมถึง 100 สาขา ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่ายๆ ที่จะขึ้นมาแข่งกับแฟรนไชส์เลือดนอก สายป่านยาว ทว่าไทยย่อมเข้าใจในความเป็นไทย โปรแกรมลด แจก แถม ของวี ชอป จึงสามารถเจาะใจลูกค้าไทยได้มากกว่า ชื่อของ “วี ชอป” จึงได้รับการยอมรับจากทั้งนักลงทุน และคู่แข่งในตลาด

เมื่อมีตัวอย่างที่ประสบความสำเร็จ จึงไม่แปลกที่จะมีคู่แข่งรายใหม่ๆ ที่อยากเข้ามาทดลองตลาด โดยใช้แนวทางเดียวกัน "เฟรชมาร์ท อินเตอร์เนชั่นแนล" ซึ่งอยู่ในวงการขายอุปกรณ์ เปิดร้านคอนวีเนี่ยนสโตร์ จึงเห็นลู่ทางที่จะเอาเยี่ยงอย่างบ้าง “เฟรชมาร์ท” เป็นทางเลือกอีกทางหนึ่ง สำหรับนักลงทุนที่พอใจ "แพ็คเกจ" ประหยัด ซึ่งมี 2 ตัวเลือก คือ แพ็คเกจลงทุน 4.7 แสนบาท กับ 5.2 แสนบาท ออปชั่น หรือข้อเสนอของทั้งสองแพ็คเกจ การเปิดร้านรูปแบบเดียวกัน แต่ต่างกันที่ขนาดของร้าน และมูลค่าสินค้าที่จะเข้าวางขาย

แพ็คเกจ 4.7 แสนบาท จะเป็นค่าตกแต่งและรวมค่าสินค้า 1 แสนบาท แต่สำหรับแพ็คเกจ 5.2 แสนบาท จะเป็นค่าตกแต่งล้วนๆ และต้องเพิ่มค่าสินค้าอีกประมาณ 3 แสนบาท เพื่อให้สินค้าดูแน่นร้าน ในแพ็คเกจหลัง วงเงินลงทุนจริงๆ จะเป็นวงเงินประมาณ 8.2 แสนบาท

เป็นเงินลงทุนที่ต่ำกว่าเมื่อเทียบกับ “วี ชอป” เพราะวงเงินขนาดนี้เปิดร้าน “วี ชอป” ได้เพียง 1 คูหาเท่านั้น โปรโมชั่นของ 2 ยี่ห้อนี้ใกล้เคียงกันมาก “วี ชอป” ให้ข้อเสนอฟรีค่าลิขสิทธิ์ ค่าเปอร์เซ็นต์ ในระยะเวลาหนึ่ง “เฟรชมาร์ท” ไม่น้อยหน้าให้ข้อเสนอเดียวกัน และให้ระยะเวลาทำกิจการนาน 10 ปี

ข้อเสนอพิเศษนี้ “เฟรชมาร์ท” จะให้เพียง 50 ร้านแรกเท่านั้น ซึ่งขณะนี้ มีประมาณ 10 รายเท่านั้นที่เปิดร้านไปแล้ว จึงเป็นโอกาส สำหรับนักลงทุน ที่จะได้ธุรกิจราคาประหยัด ซึ่งเป็นประโยชน์ สำหรับนักลงทุน ที่จะไม่ต้องพะวง ที่จะมีรายจ่าย ยิบย่อยรายทาง การคืนทุนของร้านจะเร็วขึ้น

โดยบริษัทเองก็หวังลึกๆ ว่าเงินลงทุนในจำนวนไม่มาก และร่นเวลาการคืนทุนให้เร็วขึ้น จะเป็นแรงจูงใจสำคัญ ที่จะให้ลูกค้าขยายกิจการเป็นร้านที่ 2 ร้านที่ 3 ต่อไป นับว่า "โชห่วย" ยังเป็นช่องทางสร้างอาชีพ ของคนไทยด้วยราคาประหยัด