Nationejobs.com
 

Learn & Earn

หากคิดจะสร้างโอกาสใหม่ๆ ในโลกของงาน วิชาความรู้ที่คุณมีอยู่ในวันนี้ อาจจะไม่เพียงพอเสียแล้ว สำหรับการเติบโต ในสายงานที่คุณรัก หรือเป็นทรัพย์สินติดตัว การจะได้มาซึ่งความรู้เราต้อง “จ่าย” เพื่อแลกกับมัน ทั้งในเรื่องเวลา และค่าหน่วยกิต ช่องทางการเรียนรู้ใดบ้างที่ “คุ้มค่า” กับ “ต้นทุน” ที่ต้องจ่ายไป

 
 

วันที่: 2013-03-18 10:47:08

ก้าวสู่การเป็นเจ้าของกิจการ

เดือนเมษายนของปีที่แล้ว ดิฉันเคยเขียนแนะนำหนังสือ คู่มือเงินทองต้องวางแผน ตอน ก้าวสู่ชีวิตวัยทำงาน

ซึ่งเป็นหนังสือที่จัดทำโดยตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย สำหรับเป็นคู่มือบัณฑิตจบใหม่ หรือผู้จบการศึกษาและพร้อมที่จะก้าวเข้าสู่โลกแห่งการทำงาน

ในปีนี้ ตลาดหลักทรัพย์ฯได้ออกหนังสือมากอีกเล่มหนึ่งในชุดเดียวกันชื่อ “คู่มือเงินทองต้องวางแผน ตอน ก้าวสู่การเป็นเจ้าของกิจการ” โดยเป็นคู่มือเบื้องต้น สำหรับผู้ต้องการก้าวเข้าสู่โลกของการทำงานแบบเป็นเจ้าของกิจการ

หนังสือเล่มนี้แบ่งออกเป็น 4 ส่วน ส่วนแรกเป็นการเกริ่นนำถึงการเป็นเจ้าของกิจการว่า หลายคนเรียนจบออกมาแล้วอยากเป็นเจ้าของกิจการ โดยมีเหตุผลทั้งอยากเท่ อยากรวยเร็ว และไม่อยากตอกบัตรเข้าทำงาน

แต่ไม่ว่าจะอยากเป็นเจ้าของกิจการด้วยเหตุใด การเป็นเจ้าของกิจการไม่ใช่สิ่งที่ทำได้ง่ายๆ เพราะในตอนเริ่มต้องทำทุกอย่างด้วยตนเอง เป็นการทดสอบศักยภาพเกือบทุกด้านของคนเลยทีเดียว ซึ่งถึงแม้มีโอกาสมั่งคั่งได้เร็วกว่า แต่ก็มีโอกาสไปไม่รอดสูงด้วย

การเป็นเจ้าของกิจการมีสองแบบคือ เป็นเจ้าของกิจการแบบลงทุนลงแรง คือประกอบธุรกิจเอง ซึ่งนอกจากจะต้องลงทุนแล้ว ยังต้องมีความรู้ความเข้าใจในกิจการที่ทำอย่างทะลุปรุโปร่ง ต้องทำงานหนักและเหนื่อย (อาจจะเหนื่อยมากกว่าเป็นลูกจ้าง) ต้องสามารถบริหารธุรกิจได้ ทั้งโอกาสประสบความสำเร็จอาจจะไม่สูงและทำแล้วเลิกยาก

กับอีกวิธีหนึ่งคือ การเป็นเจ้าของกิจการผ่านการลงทุนในหุ้น ซึ่งลักษณะนี้ ลงทุน อย่างเดียว ไม่ต้องลงแรง ดังนั้นจะเหนื่อยน้อยกว่า เพียงแต่มีหน้าที่ติดตามความเป็นไปของกิจการที่เราลงทุน และคอยวิเคราะห์แนวโน้มของธุรกิจเท่านั้น นอกจากนี้ยังมีข้อดีคือ มีสภาพคล่องสูง อยากจะขายหุ้นในกิจการหนึ่งเพื่อไปลงทุนในหุ้นของกิจการอื่นก็สามารถทำได้อย่างง่ายดาย

แต่ข้อด้อยของการเป็นเจ้าของกิจการผ่านการลงทุนในหุ้นคือ การไม่มีอำนาจในการบริหารงานค่ะ และผลตอบแทนอาจจะไม่สูงมากเท่าลงทุนในกิจการของตัวเอง ทั้งนี้เนื่องจากหุ้นที่ลงทุนก็มักจะซื้อขายกันที่ราคาสูงกว่ามูลค่าที่ตราไว้ เท่ากับว่าผู้ถือหุ้นที่ไม่ใช่ผู้บริหารต้องซื้อหุ้นในราคาที่แพงกว่า เพราะเราไม่ได้ลงทุนและเสี่ยงกับเขาตั้งแต่ต้น โดยไม่รู้ว่ากิจการจะไปรอดหรือไม่ แต่มาลงทุนเมื่อธุรกิจอยู่ตัวและเติบใหญ่แล้ว ความเสี่ยงของเราก็ลดลง

ในส่วนที่สองของหนังสือเล่มนี้ จะบอกแนวทางการเป็นเจ้าของกิจการของตนเอง โดยผู้ที่จะเป็น “เถ้าแก่” ต้องมีความกล้า ต้องมีความมุ่งมั่นที่จะประสบความสำเร็จ กล้าเสี่ยงกล้าตัดสินใจ มีความคิดสร้างสรรค์ ปรับปรุงสินค้าและบริการของเราตลอดเวลา และไม่หยุดที่จะเรียนรู้

ทั้งยังแนะวิธีการเสาะหาธุรกิจที่จะทำ 3 แนวทางคือ 1. การริเริ่มทำขึ้นใหม่ 2.การต่อยอดธุรกิจเดิม ไม่ว่าจะของครอบครัว ต่อยอดจากงานประจำที่ทำอยู่ หรือต่อยอดจากงานอดิเรก และ 3. การซื้อกิจการ ทั้งซื้อกิจการที่มีอยู่แล้ว และซื้อกิจการในรูปแบบแฟรนไชส์ หรือกิจการสำเร็จรูป

ที่น่าสนใจคือ การแนะนำให้ตอบคำถามหลัก 3 ข้อ ก่อนที่จะตัดสินใจทำธุรกิจ คือ 1. ธุรกิจนี้น่าสนใจแค่ไหน 2. เหมาะกับเราจริงๆ หรือไม่ เราชอบมันไหม มีประสบการณ์ที่เกี่ยวข้องไหม ทำได้ดีกว่าคนอื่นหรือไม่ และ 3. เรามีทุนเพียงพอที่จะทำไหม เพราะหากไม่พอ ก็ต้องหาผู้ร่วมลงทุน

ก่อนทำธุรกิจ หนังสือเล่มนี้แนะนำให้เขียนแผนที่นำทาง หรือ “แผนธุรกิจ” เพื่อให้รู้ว่า เราจะทำอะไร คู่แข่งเป็นใคร วางแผนการผลิต การเงิน การขาย การบริหารไว้อย่างไร และจะทำอย่างไรถ้าเหตุการณ์ไม่เป็นไปตามแผนที่วางไว้ พร้อมให้ข้อแนะนำอย่างย่อเกี่ยวกับ การทำความเข้าใจธุรกิจ การทำให้ติดตลาด การผลิต การบริหารจัดการ และให้ความรู้เกี่ยวกับงบการเงินอย่างง่าย คืองบกำไรขาดทุน งบดุล และงบกระแสเงินสด

งบดุลจะแสดงฐานะการเงิน ณ จุดที่ทำงบ ส่วนใหญ่ก็เป็นตอนสิ้นงวด ส่วนงบกำไรขาดทุนเป็นการสรุปกิจกรรมเกี่ยวกับรายได้และรายจ่าย เพื่อดูว่าที่ทำธุรกิจไปในแต่ละงวด มีกำไรหรือขาดทุนมากน้อยเพียงใด

นอกจากนี้ยังมีสูตรให้วิเคราะห์ตัวเลขของกิจการในภาคผนวก เพื่อตรวจสุขภาพทางการเงิน และมีตัวอย่างข้อผิดพลาดของกิจการใหม่ให้อ่าน 3 ตัวอย่าง

ในส่วนที่สาม เป็นการให้ความรู้เกี่ยวกับการลงทุนเป็นเจ้าของกิจการทางลัดโดยการลงทุนในหุ้น คือลงทุนแต่ไม่ลงแรง โดยกล่าวถึงความเสี่ยงและผลตอบแทน พร้อมมี “แบบทดสอบระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้” ให้ลองทำ

ในส่วนนี้ยังมีการแถมขั้นตอนในการลงทุนในหุ้น และบอกวิธีการเลือกหุ้นแบบย่อให้อีกด้วย โดยแบ่งหุ้นออกเป็น 4 กลุ่มตามลักษณะของกิจการ คือ หุ้นบลูชิป หุ้นเติบโต หุ้นตั้งรับ หุ้นวัฏจักร และหุ้นเก็งกำไร

การแบ่งกลุ่มหุ้นยังสามารถแบ่งตามสไตล์ของหุ้นได้ 2 แบบ คือ หุ้นคุณค่า และหุ้นเติบโต หรือแบ่งตามมูลค่าตลาด ที่เรียกว่า Market Capitalization ได้ 3 กลุ่มคือ หุ้นขนาดใหญ่ ขนาดกลาง และขนาดเล็ก แต่ไม่ว่าจะเลือกหุ้นแบบไหน หนังสือเล่มนี้ก็ไม่ลืมเตือนให้กระจายการลงทุนเพื่อลดความเสี่ยงค่ะ

อีกห้าหัวข้อย่อยของส่วนนี้จะเป็น วิธีการวิเคราะห์เลือกหุ้นอย่างย่อ วิธีการประเมินมูลค่าหุ้นเพื่อหามูลคาที่แท้จริง วิธีหาจังหวะการลงทุน การตัดสินใจซื้อขาย และการติดตามผลการลงทุน

ในส่วนที่สี่ เป็นการประเมินเปรียบเทียบการลงทุนทำธุรกิจเองกับการลงทุนในหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ พูดถึงการเรียนรู้ เป้าหมาย และความสำเร็จ

ท้ายเล่มมีสูตรการคำนวณเพื่อการวิเคราะห์อัตราส่วนทางการเงิน

หนังสือหนา 102 หน้า สี่สี มีภาพการ์ตูนประกอบ จัดพิมพ์ 10,000 เล่ม และมีให้ดาวน์โหลดผ่านเว็บไซต์ฟรีที่ http://www.tsi-thailand.org/images/stories/TSI2012_Investor/Download/Brochure/businessowner.pdf

สำหรับน้องๆ ที่คิดจะทำธุรกิจโดยขอกู้เงินจากกองทุนตั้งตัวได้ ดิฉันคิดว่าจำเป็นต้องอ่านค่ะ และถ้าจะทำธุรกิจจริงๆ ขอแนะนำให้อ่านหนังสือของตลาดหลักทรัพย์อีกเล่มหนึ่งคือ “ก่อร่างสร้างกิจการ” เขียนโดย ดร.เรวัต ตันตยานนท์

พบกันใหม่สัปดาห์หน้าค่ะ

Tags : วิวรรณ ธาราหิรัญโชติ