Nationejobs.com
 

Management Corner

มุมสำหรับนักบริหาร ที่มองหาแนวทาง การบริหารงาน และการจัดองค์กร แนะแนวคิดด้านบริหารจัดการใหม่ๆ ที่กำลังได้รับ ความสนใจ จากนักบริหาร และในแวดวง การพัฒนาบุคลากร

 
 

วันที่: 2011-06-28

วสิษฐ แต้ไพสิฐพงษ์ ธุรกิจสำเร็จได้ เพราะ “ระบบ”
“วสิษฐ แต้ไพสิฐพงษ์” เปิดประสบการณ์ด้านการทำงาน ระบุหัวใจการแข่งขันอยู่ที่ “ระบบ” งานที่ดี ไม่มีคำว่า Short Cut

หากลองไล่อายุของ “เบทาโกร” นับจากวันแรกก่อตั้งเมื่อปี 2510 เริ่มจากการเป็นผู้ผลิตและจำหน่ายอาหารสัตว์ จนแตกแขนงไปสู่อีกหลากหลายสายธุรกิจ ประกอบด้วย สายธุรกิจภูมิภาคและอาหารสัตว์ ธุรกิจไก่ ธุรกิจสุกร ธุรกิจอาหาร ธุรกิจสุขภาพสัตว์ และธุรกิจอื่นๆ

43 ปี กับเป้าหมายที่จะดำเนินธุรกิจอาหาร เพื่อจำหน่ายภายในประเทศและส่งออกโดยมีฐานการผลิตด้านอุตสาหกรรมการเกษตรครบวงจร เป็นหลังพิง

วสิษฐ แต้ไพสิฐพงษ์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายปฏิบัติการกลุ่มธุรกิจเครือเบทาโกร ทายาทรุ่นที่ 3 ของตระกูลแต้ไพสิฐพงษ์ เล่าให้ฟังว่า เขาเป็นผู้หนึ่งที่เห็นพัฒนาการของบริษัทนี้มาโดยตลอด โดยเห็นว่าเบทาโกรยืน อยู่ได้จนถึงทุกวันนี้ ส่วนหนึ่งต้องยกประโยชน์ให้กับการที่ “ระบบ” การบริหารจัดการการผลิตที่มีประสิทธิภาพ ตลอดห่วงโซ่กระบวนการผลิต ซึ่งการจะทำเช่นนั้นได้

คนที่อยู่ในอุตสาหกรรมนี้ต้องเข้าใจอุตสาหกรรมนี้อย่างถ่องแท้

“อุตสาหกรรมนี้ว่าไม่ได้อยู่ได้เพราะทำอะไรหวือหวา เชิงแฟชั่น หรือทำให้มันฮิตเร็วๆ แล้วจบไปเหมือนคอนซูเมอร์โปรดักท์ที่เรียกร้องความสนใจจากผู้บริโภค” เขาระบุ

ความที่ห่วงโซ่ (Supply Chain) การผลิตของเบทาโกร "ยาวมาก" (ลากเสียง) เริ่มจากศูนย์ ตั้งแต่ขั้นตอนการเตรียมวัตถุดิบ สร้างวัตถุดิบ ผลิตวัตถุดิบเอง ก่อนจะนำไปแปรรูป ขั้นตอนการจำหน่าย โดยเลือกที่จะ “ทำเอง” ทั้งหมด ไม่ยอม Short Cut ตัดขั้นตอนให้ผู้ผลิตอื่นมาดำเนินแทน

ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น !

วสิษฐบอกว่า ก็เพราะต้องการจะสร้างมูลค่าเพิ่มในการผลิตให้ได้มากที่สุด เขาย้ำว่า แต่ละห่วงโซ่กระบวนการจึงต้องแข่งขันได้ หากปล่อยมือให้ผู้ผลิตอื่นมาผลิตแทน โอกาสรั่วไหลย่อมมีสูง

หลุดจากเรื่องของการบริหารการผลิต เขาบอกว่า ในส่วนของการสร้างความสัมพันธ์กับลูกค้า หรือ Customer Relationship Management :CRM สิ่งที่เบทาโกรใช้มากๆ

นั่นคือ การเชื่อมสัมพันธ์กับลูกค้าทุกระดับ ด้วย “เกมกอล์ฟ”

ไม่น่าเชื่อว่าคนในธุรกิจนี้ “เล่นกอล์ฟเยอะมาก” โดยเบทาโกรจะเข้าไปจัดการแข่งขันทัวร์นาเมนท์ต่างๆ รวมทั้งการเป็นสปอนเซอร์หลักให้กับกีฬากอล์ฟ ซึ่งได้ในเรื่องของการสร้างแบรนด์ และ CRM

“กอล์ฟเข้ามามีบทบาทในการทำงานของเบทาโกรมาก เรามีชมรมกอล์ฟมาไม่ต่ำกว่า 16 ปี ทำให้เราเห็นว่ามีนักธุรกิจใหญ่ๆ ในด้านธุรกิจอาหารเล่นกอล์ฟเยอะ กอล์ฟยังเป็น CRM ให้เราอีกด้วย ทำให้เรามีกิจกรรมทั้งภายในและภายนอกช่วยในการสร้างแบรนด์ ทำให้คนรู้จักเรามากขึ้น”

และแม้ว่าที่ผ่านมาลักษณะธุรกิจของเบทาโกรจะเป็น Business to Business (B2B) มากกว่าการลงไปเล่นในลักษณะที่เรียกว่า Business to Customer (B2C) ไปถึงผู้บริโภคขั้นสุดท้าย

ทว่าปัจจุบันเบทาโกรพยายาม ที่จะลงไปสื่อสารกับผู้บริโภคมากขึ้นเพื่อให้ครอบคลุมลูกค้าในทุกช่องทาง จึงให้ความสำคัญกับในเรื่องของการ "Re-Branding" มากขึ้น เพื่อให้ผู้บริโภครู้จักแบรนด์สินค้าของเบทาโกรมากขึ้น

บนพื้นฐานที่ว่า “ของเราดีจริง” วสิษฐระบุ

"การ Re-Branding เป็นเหมือนการเดินทางที่ไม่มีวันจบสิ้น ต้องทำโรดแมพต่อเนื่อง ใช้เครื่องมือประชาสัมพันธ์ หรือโฆษณา แต่ทั้งนี้มันก็ต้องอยู่บนพื้นฐาน ของเราต้องดีจริง"

อย่างไรก็ตาม การรับรู้แบรนด์เบทาโกรในช่วง 3-5 ปีหลังมานี้ วสิษฐบอกว่าดีขึ้นมากในแง่ของ Corporate Image ถือว่ามีคนรู้จักเบทาโกรผ่านสินค้าหลายตัวมากขึ้น เช่น S-Pure หรือ HyEgg

นอกจากนี้จะโฟกัสไปที่กลุ่มลูกค้าใหม่ภายในประเทศ ในกลุ่ม Food service ทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นร้านอาหาร โรงแรม หรือภัตตาคาร เพื่อให้กลุ่มธุรกิจอาหารสามารถขยายเข้าไปได้ในทุกๆ ช่องทางที่มีโอกาส

โดยเขาเชื่อว่าตลาดในประเทศยังสามารถเติบโตได้อีกมาก

ส่วนในตลาดต่างประเทศนั้น เบทาโกรแจ้งเกิด Brand Item อย่าง S-pure ในตลาดฮ่องกง โดยเข้าไปมีพื้นที่ในตลาดระดับพรีเมียมซูเปอร์มาร์เก็ต

"วันนี้เองเราโชคดีอีกอย่างที่แบรนด์สินค้าเราโดยเฉพาะ S-pure ไปแจ้งเกิดในฮ่องกง ทำให้เรามีพื้นที่อยู่ในพรีเมียมซูเปอร์มาร์เก็ต เรามีความภูมิใจเล็กๆ ว่าสินค้าทางด้านโปรตีนอย่าง ไก่ และไข่ ก็ไปเกิดในฮ่องกงได้ ซึ่งมันเป็นประเทศที่มีการแข่งขันสูงมาก และมีทางเลือกให้กับคอนซูเมอร์เยอะมาก เรียกว่ามาจากทั่วโลกเลยทั้งอเมริกา ยุโรป ญี่ปุ่น เขาก็เริ่มรู้จักเรามากขึ้นๆ"

นอกจากนี้ตลาดที่เบทาโกรเข้า ไปก็มีประเทศเวียดนาม มาเลเซีย สิงคโปร์ กัมพูชา แต่เป็นการส่งสินค้าที่เป็น Brand Item เข้าไปก่อน แต่ถ้าเป็นการส่งแบรนด์ในลักษณะที่เรียกว่าเป็น B2B ในวันนี้เบทาโกรได้เข้าไปทำตลาดในญี่ปุ่น อังกฤษ และยุโรป และมีคอนแทรคฟาร์มมิ่งในต่างประเทศทั้งในลาว กัมพูชา เวียดนาม

เบทาโกรก็ ยังสนใจที่จะส่งออกไก่ไปยังศรีลังกา อินเดีย บังกลาเทศ ก่อนที่จะขยับไปสู่ธุรกิจอื่นๆ โดยจะร่วมทุนกับพาร์ทเนอร์ที่มีธุรกิจฟาร์มของตัวเองอยู่แล้ว ในรายที่มีระบบการจัดการเทคโนโลยีและความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับ Food Safety ซึ่งค่อนข้างหาได้ยากในประเทศดังกล่าว

ปัจจุบัน สัดส่วนรายได้ของเบทาโกรใน ประเทศอยู่ที่ 75-80% ต่างประเทศ 20-25% ในปี 2554 คาดว่าจะมียอดขาย 60,000 ล้านบาทขึ้นไป เพิ่มขึ้น 15% จากมีที่ผ่านมาที่มียอดขายอยู่ที่ 52,000 ล้านบาท เนื่องจากราคาสินค้าปรับตัวสูงขึ้น

หากมองภาพรวมในอุตสาหกรรมนี้ เบทาโกรคือ ผู้เล่นอันดับที่ 2 ในตลาดเมืองไทย (รวมสินค้าทุกอย่างทั้งเกษตร สัตว์ และแปรรูป เป็นต้น) แต่หากประเมินเฉพาะในตลาดยาและเวชภัณฑ์สำหรับสัตว์ เบทาโกรคือผู้นำอันดับ 1 ของตลาด โดยมีแบรนด์อย่างเกรตเตอร์ฟาร์มาร์เป็นตัวขับเคลื่อนยอดขาย

เขายังบอกว่า ที่หลายคนเข้าใจว่าเบทาโกรยัง คงบริหารธุรกิจแบบครอบครัว แต่ในความเป็นจริงแล้ว ได้ผสมผสานการทำงานระหว่างครอบครัว เข้ากับการบริหารแบบมืออาชีพ (Professional) มานานแล้ว โดยเกิดจากวิสัยทัศน์ของคนรุ่นพ่อ ที่เล็งเห็นความสำคัญในเรื่องนี้ ด้วยการเปิดโอกาสให้ “คนนอกตระกูล” รวมถึง “คนรุ่นใหม่” เข้ามามีบทบาทในการบริหารงานร่วมกัน

"วัฒนธรรมการทำงานเราเปิดโอกาสให้คนนอก คนรุ่นใหม่เข้ามาทำงาน ทำให้เราได้ไอเดียมากมายจากคนกลุ่มนี้ สมัยที่คุณพ่อผมดูแลเขาก็ลงมือทำเรื่องนี้ตั้งแต่แรกแล้ว เลยทำให้ช่องว่างระหว่างอายุเรื่องการบริหารจัดการมีไม่มาก Taylormade ขององค์กรเราไปในเชิงที่เรียกว่าเป็น Professional มาแต่ไหนแต่ไรแล้ว แต่ในความเป็นมืออาชีพ เราก็ใส่ความรู้สึกความเป็นพี่น้องมากเข้าไปเพื่อทำให้ช่องว่างการบริหารไม่ มาก"

วิสิษฐ บอกว่า สไตล์การทำงานของเขาจะให้ความสำคัญกับการ “สื่อสาร” เพื่อลดช่องว่าง สร้างความใกล้ชิดกับพนักงาน ทำให้เกิดความเข้าใจตรงกันเกี่ยวกับทิศทางการทำงาน รวมทั้งมีการจัดคอร์สอบรมให้กับพนักงานทุกระดับได้พัฒนาทักษะและความรู้ โดยเชื่อว่าผลที่ได้จะสะท้อนมายังประสิทธิภาพขององค์กร

โดย : ลมลเพ็ชร อภิสิทธิ์นิรันดร์