Nationejobs.com
 

Management Corner

มุมสำหรับนักบริหาร ที่มองหาแนวทาง การบริหารงาน และการจัดองค์กร แนะแนวคิดด้านบริหารจัดการใหม่ๆ ที่กำลังได้รับ ความสนใจ จากนักบริหาร และในแวดวง การพัฒนาบุคลากร

 
 

วันที่: 2011-11-01

แมทธิว กิจโอธาน “นักรบ” ต้องอยู่เหนืออารมณ์
หากสถานการณ์ สร้างวีรบุรุษ!ก็คงไม่ต่างกับสถานการณ์วัดภาวะผู้นำกับอุทกภัยใหญ่ระดับชาติ ที่กลืนอยุธยาคือบททดสอบภาวะผู้นำของแมทธิว กิจโอธาน

หากสถานการณ์ สร้างวีรบุรุษ!ก็คงไม่ต่างกับสถานการณ์วัดภาวะผู้นำกับอุทกภัยใหญ่ระดับชาติ ที่กลืนอยุธยาคือบททดสอบภาวะผู้นำของแมทธิว กิจโอธาน

ทันที ที่รู้ว่านิคมอุตสาหกรรมโรจนะไม่น่าจะต้านแรงกระแสน้ำที่ไหลเข้าท่วมพื้นที่ จนต้องหยุดการผลิตและอพยพแรงงานนับหมื่นคนออกมาที่สำคัญกระแสน้ำกำลังบ่าย หน้ามายังนิคมนวนคร ซึ่งเป็นฐานที่มั่นสำคัญของ “โออิชิ” เพราะ 2 ใน 3 ของการผลิตอยู่ที่นี่ แมทธิว กิจโอธานโออิชิ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) กรรมการผู้จัดการ บริษัท โออิชิ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) ประเมินสถานการณ์ในขณะนั้นว่า เหลือเวลาอีกไม่นานในการตั้งป้อมปราการรับมวลน้ำขนาดใหญ่ ที่จะเข้ามาประชิด

เวลาที่เหลือน้อยนิด หน้าที่ของเขาคือการนำองค์กรฝ่าภาวะคับขันนี้ไปให้ได้ ด้วยการปกป้องทรัพย์สินของโออิชิ แม้ว่าสุดท้ายแล้วจะไม่มีใครเอาชนะธรรมชาติได้ โดยโรงงานโออิชิ นับเป็นโรงงานไม่กี่แห่งในนิคมแห่งนี้ที่ถูกน้ำล้อมกรอบ ชักเย่อกับน้ำได้นานที่สุด จนนาทีสุดท้ายต้องปล่อยเชือก

แมทธิว บอกว่า ในชีวิตการเป็นผู้บริหารเพิ่งจะมีครั้งนี้ ที่ถือเป็นเหตุการณ์ครั้งใหญ่ที่ท้าทายอาชีพนักบริหาร ในเวลานั้นเขาวิเคราะห์และแก้ไขสถานการณ์ไปทีละเปลาะด้วยสติ ไม่แสดงอาการตื่นตระหนก เพราะคนเป็นผู้นำต้องควบคุมอารมณ์ตัวเองให้อยู่ ต้องเป็นศูนย์กลางขององค์กร

“ผมไม่ร้องไห้ หากมีดราม่า ขอไปนอนดราม่าในห้องผมเองดีกว่า การเป็นผู้นำต้องควบคุมอารมณ์”

หากแสดงอาการหวั่นไหวอะไรออกมา ลูกน้องที่อยู่ด้วยคอยช่วยกันป้องกันโรงงานทั้ง 111 คนก็จะไม่เชื่อมั่นในความปลอดภัยเหมือนตอนสงคราม แม่ทัพนำทหารไปสู้ เกิดร้องห่มร้องไห้ ทหารก็วิ่งหนีเลย เขายกตัวอย่าง แม้สถานการณ์ยากจะควบคุม น้ำในนิคมนวนครสูงขึ้นต่อเนื่อง แต่ในใจเขาคิดว่า “ต้องสู้ให้จบเกม”

ทว่าหลักการของโออิชิ จะคำนึงถึงความปลอดภัยของพนักงานควบคู่กันไปด้วย หากถึงจุดอันตราย น้ำสูงเกิน 3 เมตร ก็ เตรียมเรือไว้พร้อมขนคนงานในโรงงาน นั่นเป็นทางเลือกสุดท้ายย้อนกลับไป ก่อนมหันตภัยจะมาเยือน แมทธิว ระดมผู้บริหาร ฝ่ายปฏิบัติการ ทีมงาน และผู้รู้จริงด้านวิศวกรรมศาสตร์ในการป้องกันน้ำมาหารือ ว่าทำอย่างไรโรงงานจะได้รับผลกระทบน้อยที่สุด

"เราเตรียมพร้อมมาเยอะ เอาทีมงานมาร่วมประเมินสถานการณ์ก่อนจะจัดลำดับความสำคัญก่อนหลัง"

แมทธิว เล่าว่า เงินลงทุนเฉพาะการสร้างป้อมปราการป้องกันน้ำท่วมหมดไปกว่า 8 ล้านบาท เป็นเหมือนการวาง “ค่ายกล” รับน้ำตามคำแนะนะของทีมวิศวกร โดยจะแบ่งค่ายกลที่ว่านี้เป็น 3 ชั้น รอบนอกก่อนน้ำจะเข้ามาได้ จะต้องฝ่าด่านหน้า คือกำแพงล้อมรอบโรงงานที่มีความสูงถึงระดับ 2.5 - 3 เมตร

แต่หากน้ำผ่านด่านมาได้ยังจะเจอกำแพงดินชั้นใน ที่สูงถึง 3 เมตร ด่านที่ 3 เป็นด่านชั้นในสุด ได้เตรียมกระสอบทรายไว้กว่า 1 แสนกระสอบ รายล้อมโรงงาน หากน้ำเข้าไปได้ ก็จะมีกระสอบทรายล้อมห้อมล้อมเครื่องจักรอีกด่าน ภายในโรงงานยังมีเครื่องสูบน้ำอีก 50 เครื่อง เพื่อผันน้ำจากภายในโรงงานออกภายนอกเป็นระยะ

ส่วนเครื่องจักรการผลิตที่ไม่สามารถย้ายขึ้นได้ ก็ต้องปล่อยไว้ที่เดิม แต่จะถอดหัวใจควบคุมการผลิต หรือ Computer Control ย้ายขึ้นไปไว้ชั้น 2 ของอาคารโรงงาน เพราะถ้าเสียหายขึ้นมาจะทำให้ระบบการผลิตรวน เสียทั้งเงินเกือบร้อยล้านบาทในการซ่อมแซม และเวลาในการเซตระบบใหม่อีกประมาณ 3-6 เดือน

ขณะที่แผนการบรรเทาความเสียหายและวางแผนการผลิต แมทธิว เล่าว่า ได้ย้ายการผลิตบางส่วนที่เป็นชาเขียวโออิชิไปยังโรงงานที่นิคมอมตะนคร จ.ชลบุรี ที่มีสัดส่วนการผลิต 1 ใน 3 ของการผลิตรวมของโออิชิ ส่วนโรงงานที่นวนคร ซึ่งถือเป็นฐานการผลิตสินค้าที่มีนวัตกรรมอาทิ โออิชิเกี๊ยวซ่า ชาเชียวผสมโซดาชากูซ่า น้ำผลไม้ฟรุ๊ตโตะ น้ำเก๊กฮวย ฯลฯ ทั้งยังเป็นโรงครัวกลาง เพื่อป้อนวัตถุดิบและอาหารให้กับร้านอาหารโออิชิใน 120 สาขา แมทธิวบอกว่า ได้เตรียมปริมาณสำรองอาหารในสต็อกไว้นานประมาณ 11-14 วัน

“ขวัญและกำลังใจ” ของพนักงานในภาวะน้ำท่วมบวกกับภาวะการขาดแคลนแรงงานยังเป็นเรื่องสำคัญที่โอ อิชิจะต้องซื้อใจพนักงานไว้ให้อยู่กับบริษัทในระยะยาว แมทธิวบอกว่า โออิชิ ได้ จัดสรรงบการตลาดมูลค่า 200 ล้านบาท จากงบทั้งปีที่มี 770 ล้านบาท มาบริจาคเงินเพื่อช่วยเหลือน้ำท่วม รวมไปถึงเป็นสวัสดิการพนักงาน โดยจะยังคงจ่ายเงินเดือนพนักงานทั้ง 1,200 คนในนิคมนวนคร

“คนเป็นทรัพยากรที่เราให้ความสำคัญ เพราะเครื่องจักรพังซื้อใหม่ได้ และยังมีประกัน”

บททดสอบสุดท้าย ในการวัดภาวะผู้นำของเขา คือ การดูแลรักษายอดรวมของรายได้ที่จากเดิมโออิชิตั้งเป้าหมายปี 2554 ไว้มูลค่าการขาย 11,000 ล้านบาท เติบโต 20% แต่สถานการณ์เช่นนี้ย่อมกระทบต่อยอดขายในไตรมาสสุดท้าย จากที่เคยเป็นช่วงไฮ ซีซัน

“อย่างเก่งปีนี้ก็น่าจะทำได้ 9,500-10,000 ล้านบาท และยังเหลือการเติบโตจากปีก่อน 10%” เขาระบุ จะว่าไปแล้ว สถานการณ์ครั้งนี้ถือเป็นวิกฤตที่ 2 ของโออิชิภายใต้การบริหารงานของแมทธิว วิกฤตแรกเกิดขึ้นเมื่อเกิดสึนามิที่ญี่ปุ่น ทำในจังหวะที่โออิชิจัดแคมเปญทัวร์ญี่ปุ่น จนต้องปรับแคมเปญฉับพลันจากทัวร์เป็นแจกทองคำ

จนมาถึงวิกฤตครั้งนี้แม้แมทธิวจะไม่ใช่ซีอีโอที่เอาตัวเองไปผูกติดกับแบ รนด์อย่างผู้บริหารโออิชิคนก่อน ทว่าแบบแผนการบริหารงานของเขาก็ก้าวไปได้อย่างเป็นขั้นเป็นตอน ตามจังหวะและสถานการณ์ด้วยสติ ทำให้โออิชิโตตามทิศทางตลาด ยังคงรักษาแชมป์ตลาดชาเขียวไว้ได้

โดย : ประกายดาว แบ่งสันเทียะ