Nationejobs.com
 

Management Corner

มุมสำหรับนักบริหาร ที่มองหาแนวทาง การบริหารงาน และการจัดองค์กร แนะแนวคิดด้านบริหารจัดการใหม่ๆ ที่กำลังได้รับ ความสนใจ จากนักบริหาร และในแวดวง การพัฒนาบุคลากร

 
 

วันที่: 2000-07-11

หัวใจผู้นำ
การเป็น "ผู้นำ" อาจเกิดขึ้นได้ หลายทางด้วยกัน บางคนอาจมีพรสวรรค์ มาตั้งแต่เกิด บางคนต้องอาศัยพรแสวง จนยกฐานะตัวเอง ขึ้นไปเป็นผู้นำได้ ทุกสิ่งทุกอย่างล้วนขึ้น อยู่กับผู้นำ เพราะผู้นำ เป็นคนตัดสินใจ ในทุกเรื่อง เป็นผู้ถือหางเสือนาวา ว่าจะให้แล่นไปทิศทางใด

และเมื่อมีผู้นำ ก็ย่อมต้องมีผู้ตาม เป็นของคู่กัน เพราะถ้า ไม่มีผู้ตาม จะมีผู้นำ ได้อย่างไร ความสัมพันธ์ ระหว่างผู้นำ กับผู้ตาม จะมั่นคง แน่นแฟ้นเพียงไร ย่อมเป็นหน้าที่ ของผู้นำ ว่าจะสามารถ สร้างความ เป็นกันเอง กับผู้ตาม ได้มากแค่ไหน การเป็นผู้นำ เป็นเรื่องของศิลปะ มากกว่าจะเป็น เรื่องของศาสตร์ ผู้นำที่ดี จะต้องมีศิลปะ ในการจูงใจ การให้กำลังใจ การกระตุ้นจิตใจพนักงาน การให้ความช่วยเหลือ ให้คำแนะนำปรึกษา เท่าที่จะหาได้ ศิลปะในการนำ ย่อมมีหลากหลาย รูปแบบด้วยกัน

รูปแบบหนึ่ง ก็คือ การใช้ ถ้อยคำ สำนวน โวหารต่าง ๆ เป็นหลักการประพฤติ ปฏิบัติ ทั้งต่อตนเอง และต่อลูกน้อง ผู้ติดตาม ซึ่งเปรียบเสมือนเป็นหัวใจ ของผู้นำ ถ้าผู้นำมีหัวใจ แห่งความเป็นผู้นำ ที่แท้จริงแล้ว ย่อมเอาชนะใจของ ผู้ตามได้ และ นี่คือบางส่วน ของศิลปะแห่งการ เป็นผู้นำ โดยอาศัย สำนวนโวหาร คำคม เป็นหลักปฏิบัติ

“วัยหนุ่มสาว เรายินดี สละสุขภาพ เพื่อแลกกับ ความมั่งคั่ง แต่ในวัยชรา เรายินดี สละความมั่งคั่ง เพื่อแลกกับการ ฟื้นฟูสุขภาพ” นี่คือหนึ่งในสำนวน คำคม สอนใจ ของบุคคล ที่คิดจะเป็นผู้นำ ที่เป็นความจริง อย่างยิ่ง ไม่ว่าจะเป็นยุคสมัยใด การเป็นผู้นำ ทำให้เราต้องทำงานหนัก จนไม่มีเวลาพักผ่อน อย่างเพียงพอ เพื่อสร้างความมั่งคั่ง ร่ำรวย ให้กับตัวเอง แต่บางที เราอาจไม่ได้ใช้ ประโยชน์ จากความมั่งคั่ง ร่ำรวย ที่ได้มาเลย ก็เป็นได้ ถึงเวลาแล้วที่ท่าน จะหันมาดูแล สุขภาพ แล้วหรือยัง

“ถ้าอยากรู้ว่า ทำไมลูกน้อง ทำงานได้ไม่ได้ ให้ส่องกระจก แล้วจะรู้คำตอบเอง” เคน บลองชาร์ด ผู้เขียน หนังสือ เรื่องหัวใจ ผู้นำบอกว่า กรอบความคิด เกี่ยวกับทฤษฎี ความเป็นผู้นำ ที่แย่ที่สุด ก็คือ ”หลักการของปีเตอร์” ที่บอกว่า คนในองค์กร มักจะมีความ สามารถ มากขึ้นเรื่อยๆ หรือนัยหนึ่ง พวกเขา จะได้รับการเลื่อนขั้น เลื่อนตำแหน่งไปเรื่อย ๆ จนกว่าจะทำงานผิดพลาด แนวความคิดนี้ ทำให้ผู้จัดการ ออกนอกลู่ นอกทาง ไปไกลทีเดียว

ผู้นำที่ดี จะต้องมุ่งมั่น ให้ความช่วยเหลือ ลูกน้องของตนเอง ให้ประสบชัยชนะได้ เมื่อมีสักคนล้มลง พวกเขามีหน้าที่ ต้องรับผิดชอบ ต่อความผิดพลาด ดังกล่าว เมื่อคุณคิดจะไล่ คนที่ทำงานให้คุณ หรือเมื่อใดที่คุณมองหา ที่สำหรับกักขัง คนที่ทำงาน ให้คุณละก็ จงเดินไป ที่กระจก และมองเข้าไป ส่วนใหญ่แล้ว สาเหตุสำคัญที่สุด ของปัญหา ก็คือ การมองเข้าไปในตา ของคุณเอง ดังนั้น งานหลักของผู้นำ คือ การช่วยลูกน้อง ให้บรรลุเป้าหมาย เมื่อพวกเขา บรรลุเป้าหมาย ของตนแล้ว ก็เท่ากับว่า ทุกคนในองค์กร ประสบชัยชนะด้วย

“การจัดการ เพื่อผลกำไร อย่างเดียว ก็เหมือนกับ การเล่น เทนนิส แต่ตาจับอยู่ที่ สกอร์บอร์ด แทนที่จะเป็นลูกเทนนิส” นิยามที่ดีที่สุด ของผลกำไร ก็คือ เสียงปรบมือ ที่คุณได้รับ เมื่อคุณสร้างความพอใจ แก่ลูกค้า และสร้างบรรยากาศ การทำงานที่จูงใจ แก่พนักงานของคุณ แต่เสียดาย ที่วอลล์สตรีท ไม่ยอมรับนิยามนี้

ปัญหาก็คือ มีคนกระทำเสมือนว่า เหตุผลเดียว ที่พวกเขา ยังคงอยู่ในธุรกิจ คือ การทำเงิน เพียงอย่างเดียว ดวงตาของพวกเขา จับจ้องอยู่ที่คะแนน แทนที่จะเป็นลูกบอล

องค์กรที่ประสบความสำเร็จ ในปัจจุบัน ต้องมีบัญชี ที่มีบรรทัดสุดท้าย ในหน้าบัญชี แบ่งเป็นสามส่วน เหมือนกับม้านั่งสามขา เพราะขาทั้งสามของมัน ก็คือ ลูกค้าที่คลั่งไคล้ คุณมากเป็นพิเศษ ลูกน้องที่ตั้งใจ ทำงานเต็มที่ และ ความแข็งแกร่ง ด้านการเงิน ขาทั้งสาม ต้องมีความแข็งแรง เพื่อรองรับ ม้านั่งได้อย่างมั่นคง ถ้าคุณให้ความสำคัญ เพียงขาใดขาหนึ่ง ม้านั่งที่ว่านี้ ก็จะล้มลงทันที หรือถ้าคุณ ให้ความสำคัญ กับขาสองขา แต่หลงลืม ขาที่สามไปแบบนี้ ก็ทำให้ม้านั่ง ล้มคว่ำได้เช่นเดียวกัน เพราะฉะนั้น ถ้าคุณให้ความสนใจ แต่ความสำเร็จ ทางการเงิน หลงลืมลูกน้อง และลูกค้า ในที่สุดความสำเร็จ ทางการเงิน ก็จะลดลงเรื่อย ๆ

“ถ้าต้องการ ให้ลูกน้อง รับผิดชอบ ต่อการทำงาน ก็ต้องตอบสนอง ความต้องการ ของพวกเขา” ลำดับชั้น ของสายการบังคับบัญชาแบบเก่า ก็มีความเหมาะสม สำหรับการกำหนด เป้าหมาย เพราะคนเรา มักจะรอให้หัวหน้า หรือคนที่อยู่ระดับสูงสุด เป็นผู้กำหนดทิศทาง แต่เมื่อมีการกำหนด เป้าหมาย อย่างชัดเจนแล้ว พีระมิดที่ว่านี้ จะถูกกลับหัว วิธีนี้ จะทำให้ลูกค้า อยู่ส่วนบนสุด ตามมาด้วย คนที่มี หน้าที่ ติดต่อ กับ ลูกค้า เป็นประจำ ขณะที่กรรมการผู้จัดการใหญ่ และประธานกรรมการ อยู่ส่วนล่างสุด

เมื่อนำปรัชญานี้มาใช้ บทบาทของผู้นำ จะต้องเปลี่ยนจาก ผู้รับผิดชอบ เป็นผู้ตอบสนอง งานของคุณ คือ ทำงาน ร่วมกับลูกน้อง แทนที่จะให้ พวกเขาทำงาน เพื่อคุณแล้ว การตอบสนอง ความต้องการ ของลูกน้อง จะทำให้ พวกเขา มีอิสระ ในการ รับผิดชอบ เพราะฉะนั้น จงทำให้ ลูกน้องรับผิดชอบ ต่อการทำงาน ที่มีคุณภาพสูง ด้วยการ ตอบสนอง ความต้องการ และสนับสนุน พวกเขา จงมอบหมาย ความรับผิดชอบ ที่เหมาะสม แก่พวกเขา

“ความรู้สึกดี ๆ ในใจ ไม่ได้ก่อ ประโยชน์ใด ๆ ถ้าไม่ เอื้อนเอ่ยออกมา” คนเรา จะได้รับ การตอบสนอง จากผู้นำ ที่ให้ ความสนใจ ต่อการทำงาน ของพวกเขา อยู่สามแบบ ด้วยกัน คือ การตอบสนอง เชิงบวก เชิงลบ หรือ การเฉยเมย แต่มีอย่างเดียว เท่านั้น ที่จะทำให้ การทำงาน ดีขึ้น คือ การตอบสนอง เชิงบวก แต่ผู้นำ ส่วนใหญ่ มักชอบ ที่จะ”เฉยเมย”มากกว่า

คนที่ทำงานดี แล้วได้รับ คำชมเชย มักจะมีแนวโน้ม ที่จะทำงาน ดีต่อไป ในอนาคต ส่วนคนที่ ทำผิดพลาด และถูกตำหนิ ก็มี แนวโน้ม ที่จะ ไม่ประพฤติ เช่นนั้น อีกต่อไป แต่จะเกิด อะไรขึ้น ถ้าคนทำดี ไม่ได้ รับคำชมเชย หรือ ถูกเพิกเฉย พวกเขา ก็จะเลิก พฤติกรรมนั้น เพราะทำไป ก็ไม่มีใครสนใจ แล้วจะทำ ไปทำไมกันเล่า ผู้นำต้องทำ ให้ลูกน้อง รู้ว่า คุณมองเห็น สิ่งที่พวกเขาทำ และสนใจ ว่าพวกเขากำลัง ทำสิ่งที่ดี เพราะฉะนั้น อย่าเก็บ ไว้ในใจ บอกให้พวกเขา ได้รับรู้ด้วย

“ความรัก คือ ความกล้า ที่จะกล่าว คำว่า เสียใจ” ในหนังเรื่องเลิฟ สตอรี่ มีประโยคยอดฮิต ที่ว่า ”รัก คือ คุณจะไม่มี วัน บอกว่า คุณเสียใจ” คนส่วนใหญ่ ชอบประโยคนี้ แต่เคน บลองชาร์ด กลับเห็นว่า มันเป็น คำพูด ที่น่ากลัว มากกว่า โดยเฉพาะ อย่างยิ่ง สำหรับ คนที่ เป็นผู้นำ ประโยคนี้ น่าจะเป็น "ความรัก ก็คือ ความกล้า ที่จะ กล่าว คำว่า เสียใจ” มากกว่า แต่สำหรับ คนที่ มีความ เชื่อมั่น ในตัวเอง สูงมากแล้ว คงเป็นคำ ที่พูด ออกมา ได้ยากมาก ผู้นำ ส่วนใหญ่ มักไม่ค่อย ยอมรับ ว่าตัวเองผิด และ กล่าวคำขออภัย

“สิ่งดี ๆ มีอยู่ ในตัวเรา ทุกคน” ความก้าวหน้า ครั้งใหญ่ ๆ ในประวัติ ศาสตร์ ของ มนุษยชาติ นั้น ไม่ได้เกิด อย่างฉุกละหุกแต่เป็นผล มาจาก ความสงบ ความใคร่ครวญ อย่างลึกซึ้ง ตั้งอกตั้งใจ เพราะมัน ทำให้เรา เป็นอิสระ จากเสียงภายนอก ที่คอยกระซิบ ให้เราทำแบบเดิมๆ ที่ผ่านมาตลอด แล้วเราจะหาเวลา อยู่อย่างสันโดษ เพื่อทบทวน ความคิด ได้อย่างไร เราต้องคอยพิจารณาตัวเอง

ผู้บริหาร ท่านหนึ่ง ไม่อนุญาต ให้พนักงาน พูดคุยโทรศัพท์ หรือเข้าพบ ในช่วงแปดโมงครึ่ง ถึงเก้าโมงครึ่ง เพื่อทำจิตใจให้สงบ บางคน อาจชอบคุย บนเครื่องบิน แต่ถ้าใช้เวลา ดังกล่าว ทบทวนการอ่าน การเขียน หรือแค่นั่งเงียบ ๆ จะรู้สึกทึ่งกับ ความคิดสร้างสรรค์ ที่เกิดขึ้น หลังการเดินทาง อันยาวนาน ประเด็น คือ การอยู่เงียบ ๆ ไม่ผิด ถ้าจะผิด ก็ผิดตรงที่ ไม่ทำอะไรเลยมากกว่า

“โค้ชผู้ชนะ ย่อมเตรียมทีมให้พร้อม สำหรับเปลี่ยนแผน การเล่นเสมอ” คำว่า Audible เป็นศัพท์ ในวงการ อเมริกันฟุตบอล เป็นการส่งเสีย บอกให้ผู้เล่นคนอื่นในทีม เปลี่ยนแผนการเล่น สมมติว่า ฝ่ายตรงข้าม เริ่มรู้ทัน หรืออ่านเกมออก ว่าจะเล่น กันอย่างไร เพราะขืนเล่น แบบเดิม เป็นเสร็จฝ่ายตรงข้ามแน่ คำนี้ ผู้เล่น ไม่ได้พูดขึ้นลอย ๆ แต่เป็น กลยุทธ์ ที่ผู้เล่นรู้และฝึกซ้อมมาก่อน และไม่ได้มีความผิดปกติใด ๆ กับแผนนโยบาย หรือ กฎเกณฑ์ที่วางไว้ แต่ปัญหาอยู่ที่ คนถูกสั่ง ให้ทำตามแผน หรือ นโยบาย เพียงอย่างเดียว ดังนั้น อย่าพูดว่า”ขอโทษด้วย มันเป็น นโยบาย ของเรา”ทั้ง ๆ ที่นโยบาย นั้น ไม่เข้าท่าเลย จงสอนคนของคุณ ให้รู้จักเอาสมองมาทำงาน และพร้อมที่จะเปลี่ยนแผน การเล่นได้ตลอดเวลา

“ไม่มีหมอนใบใด ที่นอนนุ่ม เท่ากับจิตใจที่ใสสะอาด” ในสภาพแวดล้อมธุรกิจ ที่เต็มไปด้วย การแข่งขัน ทุกวันนี้ มีผู้นำที่มองข้าม หลักจริยธรรม บางครั้งก็คิดว่า การเล่นตามกฎ ”อะไรก็ได้” ช่วยให้ พวกเขา ได้รับชัยชนะ แต่ผู้นำเหล่านี้ กำลังตกอยู่ ในภาวะอันตรายยิ่งกว่าที่คิด ประการแรก พวกเขากำลังสูญเสียความนับถือ เพราะคุณสมบัติประการแรก ที่ลูกน้องต้องการ ให้ผู้นำของตนมีก็คือ ความซื่อสัตย์จริงใจ หากปราศจากคุณธรรมข้อนี้เสียแล้ว ย่อมสูญเสียทั้งลูกน้อง และลูกค้าผู้ภักดี ผู้นำแบบนี้ อาจกอบโกยกำไรได้ไว จากการเอาเปรียบลูกค้า กับพนักงานของตัวเอง แต่ความไว้วางใจ ความเชื่อถือที่สูญเสีย ไม่อาจแก้ไขคืนมาได้ ดังนั้น ความเสี่ยงประการที่สาม ที่พวกเขาจะสูญเสียไปคือ ความเคารพนับถือตัวเอง

ความเคารพนับถือตัวเอง หมายถึงการติดต่อสัมพันธ์กับผู้คนด้วยจิตใจที่ใสสะอาด ทำให้คุณรู้สึกสบาย และสามารถให้ความสนใจกับการทำงานอย่างดีที่สุดอย่างเต็มที่ เมื่อคุณทำอย่างตรงไปตรงมาแล้ว ฝ่ายตรงข้าม จะรู้สึกได้ทันทีว่า ไว้ใจคุณได้ และเมื่อคุณเอนกายลงนอน ในตอนกลางคืน จิตใจที่ใสสะอาด จะทำให้ค่ำคืนนั้น เป็นค่ำคืน แห่งความผาสุข ราวกับนอนหนุนหมอนที่อ่อนนุ่ม

“ในการจัดการกับคนนั้น การผ่อนปรน ทำง่ายกว่าความเข้มงวด” ถ้าคุณไม่แน่ใจว่า ในการทำงาน ของคนหนึ่งนั้น ต้องมีการชี้นำ มากแค่ไหนแล้ว ตอนแรก คุณควรจะชี้นำให้มาก ๆ เข้าไว้ดีกว่า ทำไมนะหรือ เพราะว่า ถ้าคุณพบว่า ลูกน้องของคุณ มีความสามารถ มากกว่าที่คุณคิดไว้ และคุณก็ยอมผ่อนปรน ไม่ควบคุมมาก พวกเขาจะก็ชอบคุณ และตอบสนองในเชิงบวก นอกจากนี้ มันยังช่วยได้มาก ถ้าคุณกำลังพยายาม สื่อสารความรู้สึกเคารพนับถือ ที่กำลังเพิ่มพูนมากขึ้น ตามคุณภาพงาน ที่ลูกน้องของคุณสร้างขึ้นมา

ในทางตรงกันข้าม ถ้าคุณเริ่มต้น ด้วยการประเมินต่ำ หรือผ่อนปรนตั้งแต่แรก และค้นพบในภายหลังว่า พวกเขาไม่ได้มีความสามารถ อย่างที่คุณคาดหวัง คุณกำลังจะมีปัญหาแล้วละ เพราะแม้ว่าการแก้ไขปรับปรุง ของพวกเขาจะเป็นสิ่งสมควร แต่พวกเขา อาจมองการกระทำของคุณ ว่าเป็นการตำหนิ การเจ้ากี้เจ้าการ หรือแม้แต่การลงโทษนั่นเอง เพราะพวกเขาก็ไม่ได้ทำอะไร ที่ต่างออกไป แล้วทำไมจู่ ๆ คุณจึงยื่นมือ เข้าเปลี่ยนแปลง ทุกสิ่งทุกอย่าง แบบนี้พวกเขา ย่อมไม่พอใจแน่นอน เพราะฉะนั้น มันจะง่ายกว่า ถ้าคุณเข้มงวด เสียตั้งแต่แรก แทนที่จะทำใจดี และมาเล่นบทโหดทีหลัง ถ้าเป็นเรื่อง ของการจัดการคนแล้ว ผ่อนปรน ง่ายกว่าเข้มงวดจริง ๆ

“แบ่งเงินก่อนแล้วค่อยชมเชยทีหลัง” คุณอาจตบหลังลูกน้อง และกล่าวแสดง ความยินดีทุกอย่าง เท่าที่คุณจะทำเท่าไรก็ได้ แต่ถ้าคุณไม่ดูแลปัญหา เรื่องเงินทอง ของพวกเขาอย่างดีละก็ คำยกย่องเหล่านั้น ก็ไร้ความหมาย การที่มีคนเข้าๆ ออกๆ บริษัทบางแห่ง ก็เพราะความต้องการพื้นฐานของพวกเขา ไม่ได้รับการตอบสนอง ในประเทศที่ยังไม่พัฒนาเต็มที่ เรามักมีปัญหาเรื่องเงิน เพราะฉะนั้น จงจำไว้ว่า ถ้าต้องการสร้างความเชื่อถือ กฎก็คือ ให้เงินก่อน แล้วค่อยให้คำชื่นชม ยินดีทีหลัง