Nationejobs.com
 

Management Corner

มุมสำหรับนักบริหาร ที่มองหาแนวทาง การบริหารงาน และการจัดองค์กร แนะแนวคิดด้านบริหารจัดการใหม่ๆ ที่กำลังได้รับ ความสนใจ จากนักบริหาร และในแวดวง การพัฒนาบุคลากร

 
 

วันที่: 2015-01-21 11:07:42

ทฏษฏีปลาไซส์กลาง ชูรัชฏ์ ชาครกุล

ไม่ว่าจะในอีก 10 ปี 20ปี หรือ 50 ปีข้างหน้า "ลลิล" จะยังคงเป็นองค์กรที่ยังอยู่คู่กับวงการธุรกิจไทยต่อไป

คือความหวังของ "ชูรัชฏ์ ชาครกุล"คลื่นลูกทื่สองของบริษัท ลลิล พร็อพเพอร์ตี้จำกัด (มหาชน)

"เราอยากเป็นองค์กรเก่าแก่ของไทยเหมือนเอสซีจี เหมือนแบงก์กรุงเทพ เราอยากอยู่ไปนานๆ นั่นหมายถึงเราต้องสร้างลลิลให้เป็นองค์กร ๆหนึ่งไม่ได้เป็นธุรกิจครอบครัว ซึ่งจะอยู่ได้แค่ชั่วครู่ชั่วคราวเท่านั้น"

คำถามก็คือ ธุรกิจในยุคนี้สามารถวางแผนไปยาวไกลได้จริงหรือ

"คงไม่ได้ เพราะปกติลลิลเองก็วางแผนธุรกิจแค่ 1 ปี 3 ปี 5 ปีเท่านั้นเอง เพราะปัจจัยภายนอกเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ความหมายของผมก็คือ ในการวางแผนระยะสั้นต้องมีการต่อยอด ทำอย่างไรองค์กรถึงจะอยู่ได้ยั่งยืนในระยะยาวต่อไปมากกว่า เราคงวางแผนไม่ได้ว่า อีก 20 ปีข้างหน้าลลิลจะต้องเป็นอย่างไร เพราะมันไกลไป มันจับต้องไม่ได้ อีกทั้งแผนธุรกิจเองต้องมีการปรับโดยตลอดเพื่อให้สอดคล้องกับสภาวะแวดล้อม"

เขาบอกว่า ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์มักได้รับผลกระทบจากปัจจัยภายนอกค่อนข้างรวดเร็ว การวางแผนธุรกิจจึงต้องมุ่งเน้นถึงการกระจายความเสี่ยง

ในยุคที่ชูรัชฏ์เข้ามากุมบังเหียน (5-6 ปีที่ผ่านมา) ลลิลเริ่มขยายกลุ่มลูกค้าจากเดิมซึ่งมีอายุ 30 ปีขึ้นไปถึง 40 ปี ลงมาจับกลุ่มคนหนุ่มสาวตั้งแต่วัยเพิ่งเริ่มต้นทำงาน และจากที่เคยแต่สร้างบ้านเดี่ยว ก็เริ่มสร้างคอนโดมิเนียมเพื่อทำให้ครบทั้งโครงการแนวราบและแนวสูง อีกทั้งมุ่งหน้าไปคว้าโอกาสที่ตลาดต่างจังหวัดอีกด้วย เรียกได้ว่า บิสิเนสโมเดล ของลลิลทุกวันนี้ครอบคลุมตลาดแทบทุกเซ็กเมนท์

พร้อมๆ กันนั้น เขายังได้ทำการปรับรื้อ เพื่อจัดทัพองค์กรเสียใหม่ โดยแบ่งกลุ่มการทำงานออกเป็น 3 SBU (Strategic Business Unit) ซึ่งกลุ่มแรก ก็เพื่อขับเคลื่อนโครงการบ้านเดี่ยวราคาแพงสำหรับกลุ่มลูกค้าดั้งเดิมที่มีอายุ 30 ขึ้นไป กลุ่มที่สอง เพื่อทำโครงการสำหรับคนหนุ่มสาวในเขตกรุงเทพและปริมณฑล ส่วนกลุ่มที่สาม เป็นโครงการสำหรับลูกค้าที่อยู่ต่างจังหวัด

แน่นอนว่าสิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นดังกล่าว ถือได้ว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่ของลลิล ทว่าชูรัชฏ์บอกว่ามันไม่ได้เกิดจากอารมณ์ความต้องการส่วนตัว แต่เหตุผลก็คือ ลลิลกำลังเดินมาถึงบจังหวะที่ต้องมุ่งเรื่องของการเติบโตพอดิบพอดี

"การทำธุรกิจมันมีสองฝั่งระหว่าง Growth กับ Conservative ซึ่งตอนนี้เราเห็นว่าเศรษฐกิจกำลังเริ่มฟื้นตัวเลยมองถึงการสร้างความเติบโต ผิดกับครั้งที่เจอวิกฤติเมื่อปี 2549-2550 ที่จำเป็นต้องมองหาความแน่นอนและต้องบริหารความเสี่ยงให้ดี"

นอกจากนี้ กองทัพยังต้องเดินด้วยคน ชูรัชฏ์ยอมรับว่าเพราะลลิลขยายฐานตลาดไปยังคนรุ่นใหม่ บริษัทต้องรับคนรุ่นใหม่เข้ามาทำงานเพิ่มมากขึ้น ซึ่งด้วยแนวคิด ไลฟ์สไตล์ที่คล้ายกันจะสามารถตอบโจทย์กลุ่มลูกค้าวัยเดียวกันได้ไม่ยาก ขณะที่ SBU กลุ่มที่สาม จำเป็นต้องสรรหาคนในพื้นที่ หรืออยู่ในจังหวัดนั้นๆ จะทำให้ธุรกิจเดินหน้าต้องได้คนที่ Think Local Act Local มาทำหน้าที่ขับเคลื่อน

"เวลาลลิลไปทำโครงการจังหวัดไหนจะพยายามหาคนท้องถิ่นมาทำงาน เพราะถ้าให้คนกรุงเทพไปทำ หนึ่ง การดูแลจะไม่ทั่วถึง สอง เรื่องโลเคชั่นเขาจะไม่แม่น ไม่เหมือนคนพื้นที่ อย่างคนกรุงเทพถ้าหลับตาปุ๊บ จะรู้ว่าดอนเมืองอยู่ไหน สุวรรณภูมิอยู่ไหน แต่ถ้าไปต่างจังหวัด ก็ไม่รู้ว่าตรงไหนเรียกว่ากลางเมือง ไม่แม่นสู้คนท้องถิ่นไม่ได้"

ชูรัชฏ์บอกว่าเขาเป็นผู้บริหารที่ให้น้ำหนักในเรื่องคน และจะสัมภาษณ์คนที่ต้องการเข้ามาทำงานกับลลิลแทบทุกคน

"เซลล์ทุกคนของบริษัทต้องผ่านผม การตลาดทุกคนต้องผ่านผม และช่างในระดับบริหารขึ้นไปผมจะสัมภาษณ์เองทั้งหมด โดยปกติทุกๆ เช้าวันพฤหัสผมจะไม่รับนัดใครเพราะจะใช้เวลาสัมภาษณ์คนเข้าทำงาน ถามว่าทำไมต้องลงไปสัมภาษณ์เอง เพราะตัวเราเป็นเหมือน Identity ขององค์กร และปรัชญาขององค์กรเราก็คือ ให้นายเลือกลูกน้องเอง จริงๆ แล้วเราให้ผู้บริหารที่คุมสายงานต่างๆ ทำหน้าที่เลือกลูกน้องภายใต้บังคับของเขาเอง แต่ผมจะทำหน้าที่ไปสังเกตุการณ์ ไปช่วยดูคนด้วย เพราะอาจมีข้อผิดพลาดที่ถูกมองข้ามไป"

มีคำถามต่อว่าทำไมต้องให้ความสำคัญกับกลุ่มคนที่ทำสายงานด้านการตลาด ฝ่ายขาย และช่างก่อสร้าง คำตอบมีว่า เนื่องจากคนเหล่านี้ถือเป็นทัพหน้าของบริษัท ซึ่งงานของเขาต้องพบเจอกับลูกค้าโดยตรง การหาคนที่ใช่ไปทำหน้าที่ตอบโจทย์ของลูกค้าอย่างตรงใจ จึงเป็นเรื่องที่พลาดไม่ได้ มองข้ามไม่ได้

อย่างไรก็ดี โลกแห่งความเป็นจริงนั้นความต้องการคนของแต่ละองค์กรก็แตกต่างกันไป สำหรับคนที่สอดคล้องต่อดีเอ็นเอของลลิลควรต้องมีคุณสมบัติเด่นๆ ไม่กี่ข้อ ก็คือ ทำงานเป็นทีม มีอินโนเวชั่น และมีความตั้งใจและความมุ่งมั่นในตัวเอง ที่จะทำงานให้บรรลุเป้าหมาย หรือ Self Motivated

"ไม่ต้องมีคุณสมบัติเยอะ เพราะถ้ามีเรื่องนี้ เรื่องอื่นๆ มันจะตามมาเอง เช่นถ้าคนมี Self Motivated ก็จะแปลว่า ความรับผิดชอบ ความเอาใจใส่งานจะตามมา ผมเชื่อว่าแต่ละคนมีศักยภาพ และถ้าบังเอิญเราทำให้เขารู้ว่าสิ่งที่ทำสร้างประโยชน์ต่อองค์กร มันจะเกิดเป็นความภูมิใจของเขา กระทั่งสร้างผลงานออกมาดี"

สถาบันการศึกษาเป็นปัจจัยสำคัญในการเลือกคนทำงานมากน้อยแค่ไหน

"ปกติลลิลดูที่ความสามารถเป็นหลัก บริษัทมีอยู่หลายฟังก์ชั่นงาน งานแบบนี้ต้องการคนคิดเก่ง แต่งานบางอย่างก็ไม่ต้องคิดเก่ง แต่ต้องอาศัยทำเก่ง ทีนี้มันขึ้นอยู่ที่ว่าเราจำเป็นต้องรู้ว่า พนักงานคนนี้คิดเก่ง คนนี้ทำเก่ง หรือคนนี้เก่งทั้งสองอย่าง และพยายามจัดงานให้เข้ากับเขา มันยากตรงนี้มากกว่า"

ชูรัชฏ์ ออกตัวว่า ถึงแม้จะสัมภาษณ์คนเข้ามาทำงานมายาวนานหลายปีแล้ว แต่เขาเองไม่ได้เก่งเรื่องอ่านคน เพียงแต่เวลาที่ได้ลงไปสัมภาษณ์คนแต่ละครั้ง เขาก็พอจินตนาการออกว่าคนที่อยู่ตรงหน้าจะชอบหรือไม่ชอบงานในตำแหน่งที่เขามาสมัครมากน้อยเพียงใด

" แต่ที่ผมพิจารณาต่อก็คือ รายละเอียดที่ลึกลงไป เช่น ดูว่าบ้านเขาอยู่ไกลบริษัทหรือเปล่า บางทีที่ไม่ได้เลือกเขาไม่ใช่ไม่ตรงสเป็คแต่เพราะมองว่าบ้านเขาไกล คงมาทำงานไม่ไหวไม่สะดวก ผมดูหลายๆ อย่างประกอบกัน เพราะถ้าเราทำให้คนเดินทางแฮบปี้ มีชีวิตความเป็นอยู่ที่แฮบปี้ ที่สุดเขาจะทำงานได้อย่างแฮบปี้ ผลงานก็จะดี"

อย่างไรก็ดี เขามองว่าธุรกิจอีก 2-3 ปีข้างหน้าคงยากและเต็มไปด้วยความท้าทาย เนื่องจากปัจจัยแวดล้อมไม่สดใสเหมือนในอดีตที่ผ่านมา เศรษฐกิจประเทศไทยเองคงไม่ใช่กราฟขาขึ้น แต่มันมันมีลักษณะนิ่งแถมทิ่มหัวลง จึงคงเป็นช่วงที่หัวเลี้ยวหัวต่อโดยเฉพาะอย่างยิ่งองค์กรธุรกิจไซส์ขนาดกลางอย่างลลิลต้องโฟกัสในเรื่องการบริหารจัดการที่ดีเป็นพิเศษ

ปลาอย่างเรายังว่ายต่อได้แน่ แต่ต้องหาจุดที่น้ำไม่เชี่ยว หมายถึงเราต้องมีจุดแข็ง จุดขาย จุดต่าง ต้องเน้นเรื่องคุณภาพ ซึ่งต้องอาศัยการเซ็ทระบบการทำงานให้เป็นมาตรฐาน เรียกว่าไม่ว่าโครงการจะเกิดขึ้นที่ไหนก็จะเป็นมาตรฐานของเราไม่แปรผัน ประการสำคัญเรามั่นใจในทีมงานโดยเฉพาะทีมซื้อที่ตั้งโครงการซึ่งเขาดูทำเลเก่งมาก"

 

Tags : ลลิล พร็อพเพอร์ตี้