Nationejobs.com
 

Management Corner

มุมสำหรับนักบริหาร ที่มองหาแนวทาง การบริหารงาน และการจัดองค์กร แนะแนวคิดด้านบริหารจัดการใหม่ๆ ที่กำลังได้รับ ความสนใจ จากนักบริหาร และในแวดวง การพัฒนาบุคลากร

 
 

วันที่: 2006-10-27

ใช้งานประจำช่วยดันธุรกิจส่วนตัวรุ่ง
หัวใจของการทำเอสเอ็มอี คือ ใช้เงินเดือนตัวเองลงทุน เพื่อการเริ่มต้นหรือก่อตั้งบริษัท ให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ ก่อนจะถึงเวลาลาออกจากงานประจำอย่างแท้จริง

คนทั่วไปโดยเฉพาะมนุษย์เงินเดือน คงไม่ปฏิเสธว่าเคยมีความคิดความฝัน อยากมีกิจการเป็นของตัวเอง แต่ทั้งความคิด และความฝันจะเป็นจริงได้ ย่อมไม่ได้เกิดขึ้นโดยง่าย

ยิ่งเจ้าของความคิดยังวนเวียนอยู่กับอาชีพรับจ้าง หรือเป็นลูกจ้างประจำทำงานให้บริษัทแห่งใดแห่งหนึ่ง เพราะทุนทำธุรกิจของตัวเองนั้น ยังไม่มากพอ การละทิ้งอาชีพที่ทำอยู่ เพื่อไปเริ่มต้นธุรกิจใหม่ ย่อมเสี่ยง และยากที่จะทำได้ในทันที

การตัดสินใจทำงานประจำต่อไป และใช้งานประจำเป็นสะพาน ไปสู่จุดหมายปลายทาง หรือช่วยพยุงกิจการที่เพิ่งตั้งไข่ไว้ จึงเป็นเรื่องสำคัญ และจำเป็น เพราะงานประจำยังช่วยให้เขาหรือเธอ มีเงิน มีลูกค้า มีงานวิจัยตลาดและบุคคลเป็นเครือข่าย รองรับการเปลี่ยนแปลง

ดังนั้น คำแนะนำที่ว่า เมื่อจะทำธุรกิจเองขอให้คิดทำแบบค่อยเป็นค่อยไป ด้วยการใช้ "5 แนวทางเกื้อหนุนเอสเอ็มอีเติบโต" จากไอเดียของอีริค ชอนเฟลด์ คอลัมนิสต์บิซิเนส วีค น่าจะใช้ได้ในทางปฏิบัติสำหรับมนุษย์เงินเดือนคนไทยทั้งใน และต่างประเทศ ที่กำลังคิดกำลังก้าวเดินไปข้างหน้า เพื่อก่อตั้งธุรกิจเป็นของตัวเอง

ชอนเฟลด์ย้ำว่า การเรียนรู้ปรับตัวระหว่างที่ยังทำงานกินเงินเดือน ขอให้คิดเสมอว่างานประจำจะช่วยสร้างแรงส่งให้ไปได้ไกล บนเส้นทางการทำธุรกิจเอสเอ็มอี และจะช่วยให้รู้สึกดีขึ้นว่า งานประจำไม่ได้กักขังเหนี่ยวรั้งตัวเองไว้

"เมื่อเขาหรือเธอมีข้อมูล เกี่ยวกับความต้องการของตลาด และลูกค้าอยู่ในมือ พวกเขาก็สามารถจะปรับเปลี่ยนข้อมูลดังกล่าว ให้เกื้อหนุนต่อธุรกิจที่ก่อตั้งด้วยตัวเอง" แดเนียล เคอร์แรน ที่ปรึกษาการบริหารแห่งยูซีแอลเอตั้งข้อสังเกต

0"ใช้เงินเดือนที่ได้เป็นทุนอุดหนุนเอสเอ็มอี"

เป็นคำแนะนำแรกจาก เกรเกอร์รี่ มัวร์ เพราะเขาเป็นผู้มีประสบการณ์ในการก่อตั้งบริษัท ที่สามารถถ่ายโอนแลกเปลี่ยนข้อมูลการชำระเงินกับข้อมูลของคนไข้ ระหว่างโรงพยาบาล แพทย์ คลินิกและบริษัทประกัน

มัวร์นำเสนอไอเดียข้างต้นกับ TeraHealth ผู้ผลิตซอฟต์แวร์เป็นอันดับแรกในปี 2543 ซึ่งระยะแรกบริษัทดังกล่าวให้การสนับสนุนเต็มที่ แต่การสนับสนุนเอสเอ็มอีจากไอเดียของมัวร์โดยบริษัทซอฟต์แวร์รายนี้ ไม่สม่ำเสมอและไม่จริงใจ

มัวร์จึงไม่รีรอที่จะตัดสินใจตีจาก และใช้เงินเดือนจากการทำงานประจำพัฒนาธุรกิจของตัวเอง จัดทำเอกสารขอความร่วมมือทำตลาด ทำใบประกาศขายบริการด้วยตัวเอง ก่อนจะสามารถจัดตั้งสำนักงานขึ้นมาได้ในที่สุด

5 ปีที่ผ่านมา หลังจากไม่รอTeraHealth และตัดสินใจตั้งบริษัทใหม่ Harbor Healthcare มัวร์สามารถเปิดธุรกิจให้บริการด้านข้อมูลแก่ผู้คนในแวดวงสาธารณสุข โดยมัวร์สามารถทำรายได้เข้าบริษัทได้ภายใน 1 เดือนหลังจากก่อตั้ง

"หัวใจของการทำเอสเอ็มอี คือ ใช้เงินเดือนตัวเองลงทุน เพื่อการเริ่มต้นหรือก่อตั้งบริษัท ให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ ก่อนจะถึงเวลาลาออกจากงานประจำอย่างแท้จริง" มัวร์กล่าวย้ำ

0"เปลี่ยนคำติติงธรรมดาให้เป็นส่วนหนึ่งของแผนธุรกิจ"

เจฟฟ์ กัลลิโนและคลิฟฟ์ ลาคูซิเยร์ เป็นตัวอย่างสำหรับคำแนะนำข้อนี้ เพราะในปี 2544 ทั้งสองคนนี้เคยเป็นพนักงานของ ThinkEngine Networks บริษัทติดตั้งอุปกรณ์โทรคมนาคมในเมืองบอสตัน

เมื่ออยู่บริษัทเก่ากัลลิโนบริหารความสัมพันธ์กับหุ้นส่วนด้านซอฟต์แวร์ และลาคูซิเยร์จัดการด้านการขาย บุคคลทั้งสองทำงานที่ต้องรับฟังลูกค้ามาโดยตลอด

เมื่อพวกเขานำความคิดความเห็นของลูกค้าเสนอกับผู้บริหารระดับสูง กลับไม่ได้รับการตอบรับหรือรับฟังอย่างจริงใจ ทั้งกัลลิโน และลาคูซิเยร์จึงเขียนแผนธุรกิจขึ้นมาเองนอกเวลางาน ก่อนลาออกจากบริษัทในปี 2545 และมาก่อตั้งบริษัทใหม่ ด้วยเงินออมที่สะสมได้มาจากเงินเดือนของพวกเขาเอง โดยพวกเขาตั้งชื่อบริษัทว่าCallMiner

ผลิตภัณฑ์ที่ CallMiner คิดค้นทำได้กลับเป็นที่ดึงดูดใจนักลงทุนส่วนบุคคล ที่ต้องการสนับสนุนช่วยเหลือเรื่องทุนแก่กัลลิโน และลาคูซิเยร์เพิ่มเติม และยิ่งเป็นแรงหนุนให้พวกเขาสร้างสรรค์สิ่งแปลกใหม่ตามที่ลูกค้าต้องการได้มากขึ้น เป็นการช่วยสร้างธุรกิจให้ขยายตัวได้อย่างรวดเร็ว

0"สร้างความได้เปรียบโดยใช้ชื่อเสียงบริษัทเก่า"

ชอนเฟลด์ยกตัวอย่างแดน คอนเนอร์ ซึ่งเคยทำงานกับลูคัสอาร์ทส์ บริษัทผลิตวิดีโอเกมของลูคัสฟิล์มมานานถึง 11 ปี ก่อนตัดสินใจลาออก หลังไม่ได้รับการสนับสนุนไอเดีย เพื่อไปตั้งต้นธุรกิจใหม่ที่แตกต่างออกไป

หลังจากคอนเนอร์สออกมาไม่นาน เขาก็จับมือกับเพื่อนร่วมงานเก่าคนหนึ่งที่ลาออกจากลูคัสฟิล์มเช่นกัน เพื่อก่อตั้งบริษัทชื่อTellate ด้วยทุนอุดหนุนจากค่าตอบแทนที่ได้รับจากบริษัทเก่า และช่วง 2 ปีต่อจากนั้น พนักงานของลูคัสอาร์ทส์ลาออกอีกจำนวนหนึ่ง ซึ่งคอนเนอร์สได้ว่าจ้างพวกเขาไว้ 15 คน

ผลดีจากการใช้ชื่อลูคัสอาร์ทส์ ทำให้Tellate ไม่มีปัญหายุ่งยากในการหาลูกค้า ซึ่งเป็นลูกค้าของลูคัสอาร์ทส์อยู่แล้ว โดยคอนเนอร์สยอมรับว่า ชื่อเสียงของลูคัสอาร์ทส์ช่วยเขาขอทุน 1.4 ล้านดอลลาร์ จากนักลงทุนส่วนบุคคลได้ง่ายขึ้น

0"เปลี่ยนนายจ้างให้เป็นหุ้นส่วนทำธุรกิจ"

เจฟฟ์ ฮิลเบิร์ต เป็นตัวอย่างของมดงานในองค์กร ที่ช่วยพลิกหน่วยงานของบริษัทแห่งหนึ่ง ที่ใกล้ล้มไปสู่การเริ่มต้นใหม่ที่ประสบความสำเร็จ

ในปี 2545 ฮิลเบิร์ตเป็นผู้บริหารแผนกบริการออกแบบของ Conventor บริษัทผู้ออกแบบซอฟต์แวร์ประเภทชิพ ตั้งอยู่ในมลรัฐนอร์ทแคโรไลนา หน่วยงานที่เขาดูแลมีงานเข้ามาหาตลอดเวลา เพราะเป็นสินค้าที่สามารถประยุกต์ใช้ได้ดีในธุรกิจโทรศัพท์ไร้สาย

ทั้งนี้ ฮิลเบิร์ต สังเกตว่า ขณะที่บริษัทแม่โดยภาพรวมเกิดปัญหา แต่แผนกของเขายังสามารถป้อนงานให้กับบริษัทได้ โดยมีคำสั่งซื้อมากมายจากบริษัทต่างๆ ที่ใช้ชิพทำโทรศัพท์มือถือ

หลังจาก Convertor เกิดปัญหา ฮิลเบิร์ตได้ขอให้บริษัทแยกแผนกงานที่เขาดูแลอยู่ ออกมาตั้งเป็นบริษัทเล็กที่สามารถยืนอยู่ได้เอง และเขาได้รับอนุมัติจากกรรมการบริษัทให้แยกหน่วยงานออกไป พร้อมกับชื่อใหม่ว่า Wispry

Wispry ปัจจุบันจดสิทธิบัตรสินค้าไว้ มีมูลค่าทั้งสิ้น 6 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และยังมีการจดลิขสิทธิ์ทรัพย์สินทางปัญญาอื่นๆ อีก ปัจจุบันมีพนักงานอยู่ 7 คน มีเงินสดหมุนเวียนในองค์กรหลายแสนดอลลาร์

ทุกวันนี้ฮิลเบิร์ตนั่งอยู่ในตำแหน่งซีอีโอของ Wispry บริษัทผู้เชี่ยวชาญการพัฒนาชิพพิเศษสำหรับโทรศัพท์มือถือ ซึ่งช่วยยืดอายุการใช้งานของแบตเตอรี่ได้ 20-40% ปัจจุบันบริษัทมีสำนักงานตั้งอยู่ในเมืองเออร์วิน มลรัฐแคลิฟอร์เนีย

ฮิลเบิร์ตยังทิ้งคำแนะนำเอาไว้ด้วยว่า อย่าพึ่งพาบริษัทแม่จนมากเกินไป ไม่เร็วก็ช้าผู้คิดตั้งต้นใหม่ย่อมสามารถปกป้องและยืนอยู่ได้ด้วยตัวเอง

0 "ใช้สายงานอาชีพที่ทำอยู่เป็นใบเบิกทางทำธุรกิจใหม่"

คำแนะนำในข้อสุดท้ายนี้ได้กรณีตัวอย่างจากเดวิด บุ๊คสแปน คิดหาบริการใหม่ๆ มาเป็นรากฐานการเริ่มต้นธุรกิจที่น่าจะอยู่รอดได้ หลังจากธุรกิจเก่าไปไม่รอดแล้ว

บุ๊คสแปนทำงานเป็นหุ้นส่วนของบริษัทกฎหมายแห่งหนึ่งในเมืองฟิลลาเดเฟียช่วงปลายทศวรรษหลังปี 2533 ช่วงนั้นบริษัทเก่าดูท่าจะไม่รุ่ง เขาจึงคิดมองหาวิธีจากขั้นตอนการยื่นฟ้องทางกฎหมายในชั้นศาลท้องถิ่น กำเนิดธุรกิจใหม่ให้กับตัวเอง

โดยบุ๊คสแปนรู้ดีว่า หากเขาสามารถจัดการกับระบบเอื้อต่อขั้นตอนการยื่นฟ้องในศาล เขาก็สามารถจะนำเสนอบริการชั้นนำ และดีพอที่ทนายความทั่วไปยินดีจ่าย เพื่อจะเข้าไปใช้ระบบ และขั้นตอนนี้

ทั้งนี้ ประธานบริษัทกฎหมายให้ความช่วยเหลือเกื้อกูลบุ๊คสแปน โดยสนับสนุนความพยายามของพนักงาน โดยให้งานบริการนี้แยกออกมาจากบริการหลักด้านกฎหมาย และปล่อยให้บุ๊คสแปนพัฒนาบริการใหม่ด้วยตัวเอง

จากมุมมองเรื่องนี้ บุ๊คสแปนแนะนำให้ว่าที่เถ้าแก่เอสเอ็มอีทุกคนมีความมุ่งมั่นตั้งใจเช่นเขาว่า ให้มองเจ้านายหรือผู้บริหารระดับสูงบริษัทเป็นเหมือนเพื่อนคู่คิดมิตรคู่บ้าน

บุ๊คสแปนได้ตั้งบริษัทใหม่ขึ้นมาในชื่อที่เรียกว่า MarketSpanในปี 2539 โดยเขาอยู่ในสังกัดบริษัทกฎหมายเดิมอีก 1 ปี ทำงานหนักเลิกดึกกับหุ้นส่วน ที่เป็นผู้พัฒนาซอฟต์แวร์ เพื่อสร้างผลิตภัณฑ์เกื้อหนุนขั้นตอนดำเนินการชั้นศาลได้ ก่อนที่อีก 4 ปีต่อมาบริษัทกฎหมาย 88 แห่งจากกลุ่มบริษัท 100 อันดับแรกของอเมริกา รวมถึงบริษัทนายเก่าของบุ๊คสแปน ได้ขอเซ็นสัญญาเป็นลูกค้าใช้บริการระบบใหม่ของบุ๊คสแปน และล่าสุดCourtLink ได้เข้ามาซื้อกิจการ MarketSpan ด้วยเงินมูลค่ามากมาย 35 ล้านดอลลาร์

สงวนลิขสิทธิ์ ตาม พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 บริษัท เนชั่นมัลติมีเดีย กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) พ.ศ. 2543