Nationejobs.com
 

Moeny @ Work

“งาน” มีความสำคัญกับทุกคน แต่คุณรู้หรือไม่ว่า “การเงิน” ก็มีความสำคัญ ต่อการใช้ชีวิต ไม่น้อยไปกว่ากัน ลำพังการทำงานหาเงิน ไม่ได้ช่วยให้ คุณมั่งคั่งขึ้นมาได้ หากขาดหลักการใช้เงิน และบริหารเงิน ด้วยความรอบคอบ และระมัดระวัง

 
 

วันที่: 2002-05-03

ขออยู่เป็นสมาชิกกองทุนต่อไปได้ไหม

ผมเขียนต้นฉบับ Money Gossip ประจำสัปดาห์นี้ ก่อนที่จะมีงานสัมมนา "บทบาทของ งานทะเบียนสมาชิกกองทุน ต่อการพัฒนาระบบ บำเหน็จบำนาญ ของประเทศ" ในวันที่ 25 เม.ย.ที่ผ่านมา ซึ่งผมตั้งใจไว้ว่า จะนำบทสรุปของเนื้อหา ในแต่ละหัวข้อ ที่วิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิ ทั้งในและต่างประเทศ ได้มาบรรยายไว้ มานำเสนอและถ่ายทอด ให้ทราบโดยทั่วกัน

สัปดาห์นี้เลยขออนุญาต คั่นรายการ ด้วยการพูดถึงประเด็นร้อน "การปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินฝาก ระลอกใหม่" ซึ่งแบงก์เอเชีย ได้นำร่องลดไปอีก 0.25% เป็นที่เรียบร้อยแล้ว

แต่ที่น่าแปลกใจเล็กน้อย สำหรับส่วนตัวของผม ก็คือ งวดนี้สื่อหนังสือพิมพ์ส่วนใหญ่ ไม่ได้เล่นหรือตีข่าว ตัวเรื่องการลดดอกเบี้ย ในลักษณะที่เป็นลบ (Negative) มากนัก อาจจะเป็นเพราะว่า ส่วนใหญ่คาดเดาได้ว่า การลดดอกเบี้ยเงินฝากลงไปอีก คงต้องเกิดขึ้นแน่ เนื่องจากมีสภาพคล่อง ล้นระบบแบงก์พาณิชย์ อยู่หลายแสนล้านบาท หรือไม่ก็เพราะหันไปเสนอข่าว ความเห็นในเชิงนโยบาย ไม่สอดคล้องกัน ในเรื่องนโยบายดอกเบี้ย ระหว่างท่าน รมต. คลัง และท่านผู้ว่าการแบงก์ชาติ ซึ่งหลายฝ่าย ก็กำลังจับตาอยู่ว่า ผลลงเอยจะเป็นอย่างไร

และที่น่าแปลกใจ อีกประการหนึ่งก็คือ โต้กันไปโต้กันมา เรื่องจะลดหรือไม่ลด อัตราดอกเบี้ยเงินฝากกันอยู่ดีๆ แต่เหตุไฉนจึงไปดึงเอาเรื่อง การประกันเงินฝาก เข้ามาเกี่ยวข้อง ให้น่าปวดหัวมากยิ่งขึ้น บางคนก็วิเคราะห์ไปไกล ถึงขนาดที่ว่า ที่ต้องรีบเร่งหยิบยกเรื่องนี้ ขึ้นมาปัดฝุ่นอีกครั้ง ก็เพื่อต่อรองกับแบงก์พาณิชย์ ให้ชะลอการปรับลด ดอกเบี้ยเงินฝาก ออกไปก่อนสักระยะหนึ่ง อย่างน้อยก็ให้พ้น ช่วงการเปิดอภิปราย ไม่ไว้วางใจก็ยังดี

ผมคงไม่ไปลงลึกหรือก้าวล่วงเรื่อง ในเรื่องการปรับลด ดอกเบี้ยเงินฝาก ในระดับนโยบาย แต่อยากจะพูดถึง ความน่าเป็นห่วงผู้คน ที่ต้องดำรงชีพ หรือพึ่งพารายได้ จากดอกเบี้ยเป็นหลัก โดยเฉพาะกลุ่มคน ที่เกษียณอายุ หรือใกล้จะเกษียณอายุเต็มที ซึ่งน่าจะเป็นกลุ่ม ที่ได้รับผลกระทบกระเทือน ค่อนข้างมาก

ทางเลือกในการออม หรือลงทุนของ กลุ่มคนที่เกษียณอายุ หรือใกล้จะเกษียณอายุ มีไม่มากนัก เนื่องจากคนกลุ่มนี้ ไม่ค่อยนิยมความเสี่ยง และไม่ควรไปทำอะไร ให้เกิดความเสี่ยง เกินความจำเป็น กับเงินก้อนสุดท้าย ที่เขามีเหลืออยู่ และต้องใช้เงินก้อนนี้ อยู่กินไปตลอดอายุขัย

ประเด็นหนึ่งซึ่งเริ่มถูกหยิบยก ขึ้นมาพูดกันหนาหู มากขึ้นเรื่อยๆ ในแวดวงกองทุน บำเหน็จบำนาญข้าราชการ และกองทุนสำรองเลี้ยงชีพก็คือ

น่าจะเปิดโอกาสให้สมาชิก ที่เกษียณอายุแล้ว สามารถที่จะออมเงินต่อไป ในกองทุนได้ หรือสามารถขอรับเงินคืน จากกองทุนเป็นงวดๆ คล้ายกับรับเงินบำนาญไปเรื่อยๆ จนกว่าเงินของสมาชิกรายนั้นจะหมด โดยมีการวางแผนกำหนดเวลา ที่จะทยอยรับเงินคืนเอาไว้ล่วงหน้า แทนที่จะต้องรับเงินคืน เมื่อพ้นสมาชิกภาพออกไป ทั้งก้อนทันที แล้วกลายเป็นภาระ ที่ต้องมานั่งปวดหัว กับการจัดการเงินก้อนนี้ ให้ยังคงเหลืออยู่ ไปได้นานที่สุดเท่าที่จะทำได้ โดยเฉพาะในยามที่ อัตราดอกเบี้ยเงินฝาก ใกล้กับอัตราเงินเฟ้อเต็มที

แม้ว่าทางการจะเปิดโอกาส ให้สามารถโอนเงิน จากกองทุน บำเหน็จบำนาญข้าราชการ และกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ไปยังกองทุนรวม เพื่อการเลี้ยงชีพแล้วก็ตาม แต่โดยส่วนตัวแล้ว ผมเห็นว่า การเปิดโอกาส ให้สามารถเลือกอยู่เป็นสมาชิก ของกองทุนต่อไปได้ โดยที่นายจ้าง ไม่ต้องจ่ายเงินเข้ามาสมทบ น่าจะเป็นวิธีการ ที่ธรรมชาติมากที่สุด

ข้อดีของวิธีนี้ ก็คือ สมาชิกกองทุน ที่เกษียณอายุแล้ว มีทางเลือกเพิ่มมากขึ้น หากกองทุนใด บริหารแล้วได้ผลตอบแทน เป็นที่น่าพอใจ มีผลงานดีอย่างสม่ำเสมอ และอย่างต่อเนื่อง สมาชิกก็ไม่อยากจะเอาเงิน ออกไปไหนให้เหนื่อยแรง สู้ออมเงินต่อในกองทุน และเก็บเกี่ยวดอกผล ออกมาใช้จ่าย ในการดำรงชีวิตไปเรื่อยๆ แบบนี้น่ามีหลักประกัน ในการดำเนินชีวิต ที่มั่นคงกว่า

มองในแง่ของตัวกองทุน ผู้บริหารกองทุน จะสามารถบริหาร เงินลงทุนในระยะยาว ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น และจะทำให้ระบบ กองทุนบำเหน็จบำนาญ ของประเทศ มีความมั่นคง และมีความแข็งแกร่ง ทางด้านการเงินมากขึ้นด้วย

ก็คงต้องอดใจรอกันหน่อย เพราะถ้าจะให้ได้ ตามวิธีที่ผมเสนอ ก็ต้องมีการปรับปรุง แก้ไขกฎหมาย เพื่อให้นายจ้าง หรือลูกจ้าง สามารถออมเพียงฝ่ายเดียวได้ ช่วยๆ กันระดมความคิด แล้วนำเสนอหลายๆ ทางเลือก ก็จะเป็นประโยชน์กับทุกฝ่าย และส่วนรวมครับ

โดย....บุญเลิศ อันประเสริฐพร
boonleard@yahoo.com