งาน มีความสำคัญกับทุกคน แต่คุณรู้หรือไม่ว่า การเงิน ก็มีความสำคัญ ต่อการใช้ชีวิต ไม่น้อยไปกว่ากัน ลำพังการทำงานหาเงิน ไม่ได้ช่วยให้ คุณมั่งคั่งขึ้นมาได้ หากขาดหลักการใช้เงิน และบริหารเงิน ด้วยความรอบคอบ และระมัดระวัง
วันที่: 2003-12-22
พบว่า คนกรุงเทพฯ ประมาณ 35.6% มีหนี้สิน และเฉลี่ยหัวละ 426,203 บาท
เมื่อดูจากรายได้เฉลี่ยต่อเดือน เทียบกับหนี้สินเฉลี่ยต่อหัว พบว่า คนกรุงเทพฯ ที่มีรายได้ต่ำกว่า 10,000 บาท มีหนี้สินเฉลี่ยต่อหัว 140,000 บาท หรือประมาณ 15 เท่าของรายได้ รายได้ระหว่าง 10,001-20,000 บาท มีหนี้สินเฉลี่ยต่อหัว 330,167 บาท หรือประมาณ 20 เท่าของรายได้ รายได้ระหว่าง 20,001-30,000 บาท มีหนี้สินเฉลี่ยต่อหัว 710,825 บาท หรือประมาณ 25 เท่าของรายได้
ระดับรายได้เฉลี่ยต่อเดือน (บาท) หนี้สินเฉลี่ยต่อหัว (บาท) อัตราส่วนหนี้สินต่อรายได้ (เท่า)
ต่ำกว่า 10,000 บาท 140,000 ~ 15
ระหว่าง 10,001 - 20,000 บาท 330,167 ~ 20
ระหว่าง 20,001 - 30,000 บาท 710,825 ~ 25
ตารางที่ 1 ความสัมพันธ์ของรายได้และหนี้สินเฉลี่ยต่อหัว คราวนี้มาดูกันว่า แต่ละอาชีพมีหนี้สิน มากน้อยแค่ไหน อาชีพเจ้าของกิจการ มีอัตราการเป็นหนี้สูงสุดประมาณ 42.20% และมีหนี้เฉลี่ยต่อหัวประมาณ 539,909 บาท เฉือนเอาชนะอาชีพรับราชการ ไปชนิดเส้นยาแดงผ่าแปด โดยพวกข้าราชการจะมีอัตราการเป็นหนี้ ประมาณ 41.81% และหนี้เฉลี่ย 487,869 บาท ในขณะที่พนักงานบริษัทเอกชน จะมีอัตราการเป็นหนี้ และหนี้เฉลี่ยต่อหัวต่ำที่สุดในกลุ่ม อาชีพ อัตราการเป็นหนี้ (%) หนี้สินเฉลี่ยต่อหัว (บาท) รับราชการ 41.81 487,869
พนักงานบริษัทเอกชน 32.16 334,628
เจ้าของกิจการ 42.20 539,909
ตารางที่ 2 ความสัมพันธ์ของอาชีพ และหนี้สินเฉลี่ยต่อหัว
จะว่าไปแล้ว ผมก็ไม่ค่อยแปลกใจกับตัวเลข ที่สะท้อนออกมาแบบนี้มากนัก เพราะทางการก็พยายามผลักดัน ให้มีโครงการสารพัดนึกออกมากระตุ้น การใช้จ่ายของผู้บริโภค ระดับรากหญ้าอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่ต้นปี 2545 ในขณะที่แบงก์พาณิชย์ทั้งหลาย ต่างก็ระดมออกแคมเปญสารพัดรูปแบบ ให้ผู้บริโภคสามารถเข้าถึงแหล่งเงินง่ายขึ้น และตอกย้ำให้ผู้บริโภคใช้จ่ายเกินตัวได้ง่ายขึ้นตามไปด้วย ไม่ว่าจะเป็นในรูปวงเงินบัตรเครดิตซึ่งให้สูงถึง 2-3 เท่าของรายได้ประจำ วงเงินสินเชื่อบุคคลซึ่งให้สูงถึง 5-10 เท่าของรายได้ประจำ เป็นต้น
ทั้งนี้ ในส่วนของการกู้ยืมเงิน ตามสถิติข้างต้นนั้น กว่า 77.3% จะนำเงินที่ได้มาใช้ในการบริโภคส่วนบุคคล ในขณะที่ อีก 22.7% ที่เหลือ จะนำไปใช้เพื่อลงทุน
แม้ว่าการใช้จ่ายของประชาชน จะส่งผลดีในด้านการกระตุ้นเศรษฐกิจ ทำให้ตัวเลขการเติบโตทางเศรษฐกิจ หรือที่เรารู้จักกันในชื่อ จีดีพี เพิ่มสูงขึ้น ซึ่งเชื่อว่าจะส่งผลให้เกิดการปรับตัวเพิ่มขึ้นในระยะสั้นเท่านั้น
แต่ผลกระทบที่อาจจะตามมา และกำลังสร้างกังวลใจให้กับนักวิชาการทั้งหลาย ก็คือ การกระตุ้นเศรษฐกิจด้วยการเร่งการใช้จ่าย ของผู้บริโภคระดับรากหญ้า อาจทำให้รากหญ้าส่วนใหญ่ ที่ไม่มีความรู้ด้านการบริหารเงินที่ดีพอ หรือขาดวินัยทางการเงิน เดินกลับไปสู่กับดักวิกฤติ ในระดับรากหญ้าคล้ายกับเมื่อปี 2540 อีกครั้ง
เบาๆ เครื่องกันลงหน่อยเถอะครับ อย่าเร่งการบริโภคจนหลอกตา ภาคการผลิตเลย
เรื่อง : บุญเลิศ อันประเสริฐพร
สงวนลิขสิทธิ์ ตาม พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537
บริษัท เนชั่นมัลติมีเดีย กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) พ.ศ. 2543