Nationejobs.com
 

Moeny @ Work

“งาน” มีความสำคัญกับทุกคน แต่คุณรู้หรือไม่ว่า “การเงิน” ก็มีความสำคัญ ต่อการใช้ชีวิต ไม่น้อยไปกว่ากัน ลำพังการทำงานหาเงิน ไม่ได้ช่วยให้ คุณมั่งคั่งขึ้นมาได้ หากขาดหลักการใช้เงิน และบริหารเงิน ด้วยความรอบคอบ และระมัดระวัง

 
 

วันที่: 2006-12-25

"Securitization"ในรูปกองทุนรวม
ถ้าพูดถึงเรื่องของ "การแปลงสินทรัพย์เป็นหลักทรัพย์" หรือ "Securitization" นั้น เชื่อว่านักลงทุนจำนวนมากคงจะนึกไปถึง "หุ้นกู้(Securitization)" กันเป็นส่วนใหญ่ เพราะมีหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชนหันมาระดมทุนโดยการออกหุ้นกู้ประเภทนี้กันมากขึ้นในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา เช่น พันธบัตรน้ำมัน หรือหุ้นกู้(Securitization) ของบริษัทธนารักษ์พัฒนาสินทรัพย์ และบริษัทลีสซิ่งต่างๆ

แต่หลายคนอาจจะยังไม่ทราบว่าหลักการของ Securitization เองนั้นไม่ได้จำกัดขอบเขตอยู่แค่หลักทรัพย์ประเภทหุ้นกู้(Securitization)เท่านั้น หากแต่ยังสามารถนำมาใช้กับรูปแบบของกองทุนรวม ซึ่งหน่วยลงทุนของกองทุนรวมก็ถือเป็นหลักทรัพย์ประเภทหนึ่งเช่นเดียวกัน โดยตัวอย่างที่คนส่วนใหญ่อาจจะคุ้นเคยแต่ไม่เคยทราบมาก่อนว่า "กองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์" ในธุรกิจกองทุนรวมนั้น ก็เป็นรูปแบบของกองทุนรวมที่นำเอาหลักการของ Securitization มาใช้เช่นเดียวกัน

เกี่ยวกับเรื่องนี้ "ดร.ศุภกร สุนทรกิจ" ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บลจ.เอ็มเอฟซี บอกว่า หลักการพื้นฐานของการทำ Securitization คือ กระบวนการที่ทำให้ "สินทรัพย์" ที่มีสภาพคล่องน้อยซึ่งอยู่ทางฝั่งซ้ายมือของงบดุล ให้กลายมาเป็น "หลักทรัพย์" ซึ่งสามารถที่จะทำการซื้อขายเปลี่ยนมือได้ มีตลาดรอง สภาพคล่องก็จะดีขึ้นมูลค่าก็จะเพิ่มขึ้นเพื่อที่จะนำมาใช้เป็นเครื่องมือในการระดมทุนต่อไป การจะเปลี่ยนสินทรัพย์ให้กลายเป็นหลักทรัพย์นั้นก็โดยผ่านกระบวนการขาย สินทรัพย์นั้นออกมาให้กับ "นิติบุคคลเฉพาะกิจ(Special Purpose Vehicle : SPV)" โดย SPV จะเป็นผู้รับซื้อสินทรัพย์แล้วบริหารจัดการกองทรัพย์สินดังกล่าวต่อไป โดยปกติแล้วการทำ Securitization มักจะนำสินทรัพย์ที่ก่อให้เกิด "รายได้ในอนาคต(Future Income)" เข้ามาทำ เพื่อให้นักลงทุนสามารถจะรับกระแสเงินสดที่จะไหลเข้ามาจากสินทรัพย์เหล่านั้นได้

อย่างไรก็ตาม SPV เองเป็นนิติบุคคลเฉพาะกิจที่จัดตั้งขึ้นมา ไม่มีเงินที่จะไปซื้อสินทรัพย์จากบริษัทแน่นอน แล้ว SPV จะไปเอาเงินมาจากไหน ก็โดยการออกเป็นหุ้นกู้(Securitization) เสนอขายแก่นักลงทุนทั่วไป เพื่อจะนำเงินที่ได้จากการระดมทุนนี้ไปซื้อ "ลูกหนี้" เช่น ลูกหนี้บัตรเครดิต ลูกหนี้เช่าซื้อ หรือลูกหนี้ที่อยู่อาศัย ซึ่งเป็นสินทรัพย์ของบริษัทมาบริหาร เมื่อลูกหนี้นำเงินมาชำระคืนบริษัทก็จะทำหน้าที่รวบรวมเงินเหล่านั้นแล้วส่งต่อให้กับนักลงทุนอีกครั้งหนึ่ง นั่นคือ กระบวนการแปลงสินทรัพย์เป็นหลักทรัพย์ ซึ่งในที่นี้ก็คือหุ้นกู้(Securitization) เป็นหลัก

"แต่กระบวนการแปลงสินทรัพย์เป็นหลักทรัพย์ไม่จำเป็นต้องออกเป็นหุ้นกู้เสมอไป อย่างกองทุนอสังหาริมทรัพย์เองก็เป็นรูปแบบของการทำ Securitization เช่นเดียวกัน ด้วยหลักการเดียวกันกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ก็จะออกหน่วยลงทุนเสนอขายให้กับนักลงทุนรวบรวมเงินที่ระดมทุนมาได้ไปซื้ออสังหาริมทรัพย์จากบริษัทมาบริหาร โดยอสังหาริมทรัพย์ที่กองทุนเข้าไปลงทุนจะมีกระแสรายได้ในอนาคตในรูปของค่าเช่าเกิดขึ้นเช่นเดียวกันกับลูกหนี้ของสถาบันการเงิน โดยบริษัทจะจัดเก็บค่าเช่าหลังหักค่าใช้จ่ายต่างๆ เพื่อส่งไปให้ผู้ถือหน่วยลงทุนในกองทุนอสังหาริมทรัพย์อีกครั้งหนึ่งนั่นเอง ด้วยหลักการเดียวกัน"

ในอนาคตอันใกล้นี้ดร.ศุภกร บอกว่า จะได้นำหลักการของ Securitization มาใช้กับกองทุนรวมอีกรูปแบบหนึ่ง คือ "กองทุนรวมอิสลามิกบอนด์" หรือ "กองทุนซูคุก" เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ลงทุนที่เป็นพี่น้องมุสลิมได้มีโอกาสเข้ามาลงทุนในตราสารหนี้ได้ สำหรับประเทศไทยอาจจะยังไม่ค่อยคุ้นเคยมากนักแต่ในระยะหลังๆ มานี้เริ่มมีการพูดถึงมากขึ้น เหตุผลส่วนหนึ่งมาจากประเทศในตะวันออกกลางที่มีรายได้เพิ่มขึ้นอย่างมากไม่น้อยกว่า 2 เท่า จากราคาน้ำมันที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นจาก 35 ดอลลาร์สหรัฐ/บาร์เรล เป็น 73 ดอลลาร์สหรัฐ/บาร์เรล ในช่วงที่ผ่านมา ทำให้กลุ่มประเทศตะวันออกกลางเหล่านี้จึงมีความสนใจที่จะกระจายการลงทุนของตัวเองออกไปจากสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ โดยสายหนึ่งก็กระจายไปลงทุนในยุโรปโดยเฉพาะยุโรปตะวันออก ยุโรปกลาง และอีกสายหนึ่งก็มุ่งเข้ามาหากลุ่มประเทศเอเชียของเรา

"เพราะฉะนั้นสิงคโปร์จึงประกาศตัวเองเป็นอิสลามิก ฮับ ในเรื่องของการลงทุนเพื่อรองรับเม็ดเงินลงทุนเหล่านี้ แม้ว่ามาเลเซียจะเป็นประเทศแรกในภูมิภาคที่พยายามพัฒนานวัตกรรมเกี่ยวกับการลงทุนสำหรับพี่น้องมุสลิมขึ้นมาก็ตาม แต่ในด้านการตลาดยังสู้ผู้นำของสิงคโปร์ไม่ได้ ประเทศไทยเราเองก็คงต้องเปิดตัวเองในเรื่องนี้เช่นเดียวกัน"

ดร.ศุภกร บอกว่า หลักการของศาสนาอิสลามเขาไม่สามารถที่จะปล่อยกู้ในรูปของดอกเบี้ย หรือรับรายได้ในรูปของดอกเบี้ยได้ ฉะนั้นการลงทุนในตราสารหนี้ไม่ว่าจะเป็นตราสารหนี้ภาครัฐหรือเอกชนก็ตาม พี่น้องมุสลิมจึงไม่สามารถที่จะทำได้ เพราะผิดกฎตามหลักศาสนาของเขา

ก็เลยมีการพัฒนา "อิสลามิก บอนด์" หรือ "ซูคุก" ขึ้นมา ซึ่งไม่ได้แตกต่างกันกับหุ้นกู้ที่เราคุ้นเคยกันอยู่ แต่เป็นการใช้หลักการของ Securitization เข้ามาใช้ สมมติ มีโรงพยาบาลแห่งหนึ่งต้องการซื้อเครื่องมือแพทย์มูลค่า 1,000 ล้านบาท เราเป็นกองทุนก็อาจจะเข้าไปเจรจากับทางโรงพยาบาลว่า ถ้าเราซื้อเครื่องมือแพทย์แล้วมาปล่อยให้โรงพยาบาลเช่า 4 ปี หลังจากครบ 4 ปีแล้ว โรงพยาบาลมีสิทธิที่จะซื้อเครื่องมือแพทย์นี้กลับไปในราคาที่ตกลงกันไว้ แต่ใน 4 ปีนี้ทางโรงพยาบาลจะต้องจ่ายค่าเช่าให้กับกองทุนทุกเดือนๆ ละ 1% หรือ 2% ก็แล้วแต่จะตกลงกัน

"หากทุกอย่างโอเคเราก็อาจจะตั้งกองทุนอิสลามิก บอนด์ ขึ้นมาระดมทุนจากนักลงทุนทั่วไป เพื่อนำเงินที่ได้ไปซื้อเครื่องมือแพทย์มาปล่อยให้กับโรงพยาบาลเช่า โดยกองทุนจะมีรายได้ในรูปของ "ค่าช่า" เพื่อมาจ่ายคืนให้กับผู้ลงทุน โดยไม่ผิดตามกฎศาสนาของอิสลาม เพราะได้รับรายได้ในรูปของค่าเช่า แต่อาจจะต่างกันกับกองทุนตราสารหนี้ปกตินิดหนึ่ง คือ ถ้าตราสารหนี้ที่ลงทุนอาจจะฟ้องดีฟอลท์ได้อย่างเดียว แต่ถ้าเป็นลักษณะของอิสลามิก บอนด์เช่นนี้อย่างมากที่สุดเราอาจจะไปยึดสินทรัพย์นั้นคืนมา แล้วขายทอดตลาดทิ้งไป นี่คือลักษณะง่ายๆ ของซูคุก โดยมีการส่งผ่านกระแสรายได้ไปสู่ผู้ลงทุนจากรายได้ที่ถูกสร้างขึ้นมาจากสินทรัพย์ที่กองทุนเข้าไปลงทุนนั่นเอง ซึ่งเป็นหลักการเดียวกันกับ Securitization"

การนำหลักการของ Securitization มาใช้กับกองทุนรวม จึงไม่เพียงเพิ่มความหลากหลายของตัวผลิตภัณฑ์เท่านั้น ยังเป็นการตอบโจทย์ทางสังคมเพื่อสร้างโอกาสในการลงทุนที่เท่าเทียมให้กับพี่น้องมุสลิมได้อีกทางหนึ่งด้วย

สงวนลิขสิทธิ์ ตาม พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537
บริษัท เนชั่นมัลติมีเดีย กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) พ.ศ. 2543