Nationejobs.com
 

Moeny @ Work

“งาน” มีความสำคัญกับทุกคน แต่คุณรู้หรือไม่ว่า “การเงิน” ก็มีความสำคัญ ต่อการใช้ชีวิต ไม่น้อยไปกว่ากัน ลำพังการทำงานหาเงิน ไม่ได้ช่วยให้ คุณมั่งคั่งขึ้นมาได้ หากขาดหลักการใช้เงิน และบริหารเงิน ด้วยความรอบคอบ และระมัดระวัง

 
 

วันที่: 2014-05-19 15:28:14

เก็งกำไรยามวิกฤติ "ประวีร์ เครือโชติกุล"

อยากรวย!! ต้องกักเงินไปลงทุนอสังหาฯ ช่วงคนร้อนเงิน “ประวีร์ เครือโชติกุล” ลูกชายคนกลาง เจ้าของ “กลุ่มโซลิแมคกรุ๊ป” เผยสูตรเงินงอกไม่รู้จบ

“วิกฤติคือโอกาส” หนึ่งในกลยุทธ์ “เก็งกำไรอสังหาริมทรัพย์” ของ “ทิม-ประวีร์ เครือโชติกุล” ดีกรีปริญญาโท สาขาวิศวกรรมศาสตร์เมคคาทรอนิกส์ สถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเชีย (ทุน Royal Thai Government) ผู้นิยมหาจังหวะสอยที่อยู่อาศัยและที่ดินเปล่าในช่วงวิกฤติ!!

“ชายหนุ่มวัย 31 ปี” ลูกชายคนกลางในจำนวนพี่น้อง 3 คน (ชายล้วน) ปัจจุบันรับหน้าที่ดูแล บริษัท โซลิแมคกรุ๊ป จำกัด ผู้ดำเนินธุรกิจซื้อมาขายไป (Trading) สินค้าอุตสาหกรรมในภาคการผลิตที่สำคัญ ซึ่งเป็นธุรกิจของครอบครัว ในขณะที่พี่ชายนั่งเป็นหัวเรือใหญ่ในบริษัทย่อย “สยามโคเตด อะเบรซีฟ” ผู้ดำเนินธุรกิจผลิตผ้าทรายและกระดาษทราย

ก่อน “ทิม” จะเล่าเส้นทางชีวิตการลงทุนให้ “กรุงเทพธุรกิจ Biz Week” ฟัง เขาพาไปดูห้องทำงานของบริษัทที่ร่วมทำกับภรรยา Hair & Skin Expert ที่เพิ่งถูกโจรเข้ามาขโมยทรัพย์สินในช่วงสงกรานต์ที่ผ่านมา “โชคดีที่ออฟฟิคนี้ไม่ได้เก็บของมีค่าอะไรไว้” เขาสถบ พร้อมลงมือเสริฟน้ำให้แขกผู้มาเยือนด้วยตนเอง

คุณพ่อท่านตั้งกฎไว้ว่า ห้ามภรรยาเข้ามายุ่งเกี่ยวกับธุรกิจของครอบครัว เพื่อความสะดวกในการทำงาน เมื่อเป็นเช่นนั้นสมัยก่อนคุณแม่จึงยึดอาชีพพยาบาล เมื่อท่านเกษียณก็หันไปเปิดร้านสปาทำแก้เหงา พูดง่ายๆท่านรับหน้าที่ดูแลงานหลังบ้าน

สมัยเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนต้นมีโอกาสช่วยคุณพ่อทำงานบ้างเล็กน้อย ก่อนจะเริ่มลงรายละเอียดลึกๆในช่วงเรียนมหาวิทยาลัย ด้วยการออกไปร่วมงานเอ็กซิบิชั่นต่างๆ บางครั้งก็เดินทางไปดูงานต่างประเทศกับท่าน ส่วนน้องคนเล็กเขาไปทำงานในบริษัทต่างชาติที่ทำเกี่ยวกับเคมีสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นคนละฟิวส์กับงานของครอบครัว

แรกๆเ ราเข้ามาทำงานหลายตำแหน่งมาก ด้วยความเป็นลูกเจ้าของกิจการ คุณพ่อจะสั่งงานหลากหลาย แต่โปรเจคแรกที่พ่อสั่งให้ทำเกิดขึ้นในช่วงเวลา 20 ปี คือ ท่านให้ไปหาว่า บริษัทจะสามารถขยายฟิวส์ธุรกิจใหม่ไปทางไหนได้บ้าง ตอนนั้นตัดสินใจนำสินค้าที่เกี่ยวข้องกับออโตเมชั่นมาจำหน่าย

ตอนเรียนอยู่ปี 3 คณะวิศวกรรมศาสตร์ สาขาวิศวกรไฟฟ้า สถาบันเทคโนโลยีนานาชาติสิรินธร มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มีโอกาสไปฝึกงานที่ประเทศอิตาลี ทำให้เรารู้จักสินค้าและซัพพายเออร์ เมื่อพ่อสั่งโปรเจคนี้จึงรู้ว่า ควรนำสินค้ามาจากแหล่งไหน แต่สินค้าล็อตแรกที่นำมาจำหน่าย คือ คอมพิวเตอร์สมองกล ผลปรากฎว่า ขายไม่ค่อยดี ทำให้ต้องเปลี่ยนสินค้าใหม่

ช่วงนั้นช่วยเพื่อนที่เรียนปริญญาตรีด้วยกันมาช่วยทำงาน 2 คน ฝ่ายเราทำงานแบบคนมีเงินหน่อย คือ จ้างคนมาทำงานเยอะ ทั้งฝ่ายมีพนักงาน 6 คน งานแรก คือ รับจ้างเขียนโปรแกรมให้รถเครนสามารถเก็บขยะได้อัตโนมัติ งานชิ้นนั้นถือว่า เกือบโอเค แต่ดันคำนวณราคาผิดทำให้ “ขาดทุนค่าแรง” แต่กำไรของ

คราวนี้เริ่มเดินหน้าหาสินค้าใหม่ วันหนึ่งลูกน้องที่เป็นเซลล์พูดว่า ปัจจุบันกล้องตรวจสอบคุณภาพแทนคนยังไม่มีใครทำ ที่ผ่านมาลูกค้าหลายคนถามหาสินค้าประเภทนี้ ทำไมบริษัทไม่ลองทำ สิ้นเสียงคำแนะนำเรากลับไปศึกษาหาข้อมูลทางอินเตอร์เน็ตและไปเทคคอร์ดงานสัมมนาสั้นๆ กับบริษัทต่างชาติแห่งหนึ่ง

เมื่อเริ่มมั่นใจว่า น่าจะทำได้จึงขอไปเป็นตัวแทนขายสินค้าและพัฒนาระบบให้บริษัทต่างชาติที่เราไปเทคคอร์ด จากนั้นบริษัทเริ่มทำตลาด และติดต่อซัพพลายเออร์รายอื่นๆ เพื่อขอเป็นตัวแทนจำหน่าย ด้วยความที่ยังใหม่กับธุรกิจจึงสต็อกสินค้าเยอะเกินไป ทำให้ตัดสินใจไปเรียนเพิ่มเติมสั้นๆที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ช่วงนั้นอายุ 24-25 ปีแล้ว ทำให้เริ่มมีไอเดียในการบริหารงานมากขึ้น ตอนนั้นหน่วยงานนี้ยังเป็นเพียงแผนกงานหนึ่งในบริษัท โซลิแมค กรุ๊ป จำกัด เพิ่งแยกออกมาเป็นบริษัทเมื่อ 3 ปีก่อน ภายใต้ชื่อ “โซลิแมค ออโตเมชั่น” นั่นคือ งานที่ภาคภูมิใจ

“ทิม” เริ่มเล่าเรื่องการลงทุนในสินทรัพย์ต่างๆว่า สมัยเด็กๆที่บ้านจะให้เงินลูกๆใช้จ่ายไม่มาก ด้วยความที่อยากได้เกมส์แฟมิลี่มาก แต่สามพี่น้องร่วมเงินกันยังซื้อไม่ได้ เราจึงตัดสินใจไปซื้อการด์นักบาสเกตบอล NBA ที่ศูนย์การค้าเซ็นทรัล บางนา มาขายต่อเพื่อน

การ์ดใบไหนพิเศษมีแสงแว่บๆ และนักกีฬามีชื่อเสียง เราจะขายได้ใบละ 500 บาท ส่วนการ์ดธรรมดาใบละ 100 บาท ต้นทุนแค่ 5 ใบ 150 บาท การลงทุนช่วงแรกสามารถทำเงินได้ประมาณ 1,500 บาท จากนั้นทำต่ออีกสัก 2-3 ครั้ง แต่เมื่อเพื่อนเริ่มทำตามจึงหันไปขายการ์ดนักฟุตบอลชื่อดังแทน สุดท้ายใช้เวลาแค่เดือนกว่าเราได้เกมส์แฟมิลี่มาครอบครอง

เมื่อขึ้นมาเรียนมัธยมศึกษาตอนปลายปีที่ 6 เริ่มหาเงินวิธีใหม่ ด้วยการหันไปสอนพิเศษวิชาคณิตศาสตร์ให้กับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น คิดชั่วโมงละ 500 บาท สอนไปสอนมามีนักเรียนมาเรียนมากถึง 10 คน เรานั่งสอน 3 ชั่วโมง เดือนหนึ่งเราได้เงิน 20,000 บาท ทำอยู่ 2 ปี ถือเป็นการหาเงินที่ไม่เลว เพราะสามารถหาเงินได้เองเกือบ 100,000 บาท ส่วนหนึ่งแบ่งไปซื้อเครื่องเสียง ที่เหลือนำเงินไปฝากแบงก์

หลังเรียนจบปริญญาตรี ตอนนั้นประมาณปี 2548 ธุรกิจอสังหาริมทัรพย์กำลังบูม เรานำเงินเก็บบวกเงินเดือนในการทำงานมาจองซื้อโครงการคอนโดมิเนียมของศุภาลัย และแสนสิริ แถวทองหล่อ ผ่านมา 2 ปี ราคาปรับตัวขึ้นทั้งสองโครงการ หากขายจะได้กำไรคืนกลับมา 2 เท่า ตอนนั้นซื้อมาตารางเมตรละ 70,000 บาท แต่ขายได้เกือบตารางเมตรละ 90,000-100,000 บาท โครงการสวยเพราะติดรถไฟฟ้า

สุดท้ายตัดสินใจขายเฉพาะของโครงการแสนสิริ ส่วนโครงการศุภาลัยปล่อยให้คนอื่นเช่าแทน เพราะผลตอบแทนสูงถึง 12 เปอร์เซ็นตุทุกปี โดยเราสามารถปรับขึ้นค่าเช่าเฉลี่ยปีละ 5 เปอร์เซ็นต์ ทุกครั้งที่ต่อสัญญา

ปัจจุบันมีคอนโดมิเนียมให้เช่า 2 แห่ง คือ โครงการศุภาลัย และคอนโดมิเนียมสุขุมวิท พลัส โดยซื้อสุขุมวิท พลัส ซื้อมา 2 ล้านบาท ตกตารางเมตรละ 50,000 บาท ปล่อยเช่าเดือนละ 20,000 บาท นอกจากนั้นยังมีคอนโดมิเนียมที่อยู่ระหว่างการก่อสร้างอีก 5 แห่ง

นั่นคือ โครงการ เอดจ์ สุขุมวิท 23 จำนวน 2 ห้อง,โครงการ ดีบุรา พรานนก จำนวน 2 ห้อง และโครงการทาวน์โฮม คาดว่าโครงการทาวน์โฮมและโครงการดีบุรา พรานนก น่าจะก่อสร้างเสร็จภายในปีนี้ หากมีโอกาสขายทำกำไรคงไม่พลาด แต่ถ้าเห็นว่า ผลตอบแทนจากค่าเช่าดีกว่าคงเก็บไว้

เขา เล่าต่อว่า ส่วนตัวยังร่วมลงทุนกับคุณแม่ซื้อบ้านเดี่ยวแถมสุขุมวิท และที่ดินเปล่า เพื่อนำมาปล่อยเช่า ปัจจุบันมีที่ดินให้เช่าแล้วประมาณ 2 แห่ง เพิ่งซื้อมาเมื่อ 5 ปีก่อน ขณะเดียวกันกลุ่มโซลิแมค กรุ๊ป ยังมีที่ดินเปล่าในมือ แบ่งเป็นแถวสุขุมวิท 101 ประมาณ 4 ไร่ และบางนา 30 ไร่ ส่วนใหญ่เป็นที่ดินที่ได้มาในช่วงวิกฤติแฮมเบอร์เกอร์ ตอนแรกบริษัทตั้งใจจะทำโครงการอเวนิว และสำนักงานให้เช่า แต่กลัวเจ๊งจึงหยุดไว้ก่อน แต่หากถึงเวลาเหมาะสมอาจกลับมาทำอีกครั้ง

“ทิม” บอกถึงวิธีคัดเลือกโครงการดีที่ให้ผลตอบแทนสูงเข้าพอร์ตว่า ประการแรก จะซื้อโครงการอสังหาริมทรัพย์ เพื่อเก็งกำไรต่อในช่วงวิกฤต เพราะราคาจะถูกมาก เมื่อเทียบกับราคาตลาด สุดท้ายจะถูกมากน้อยเท่าไรขึ้นอยู่ว่า คนขายร้อนเงินแค่ไหน เมื่อเราซื้อมาแล้วสามารถอัพราคาได้อีก แต่คงจะให้กำไร 200-300 เปอร์เซ็นต์ เหมือน 3 ปีก่อนคงยาก

ประการที่สอง เราจะไม่ซื้อโครงการในทำเลที่ไม่รู้จัก ฉะนั้นก่อนซื้อโครงการต้องศึกษาว่า การเดินทางสะดวกหรือไม่ โดยเราจะขับรถวนไปวนมาหลายๆรอบ เช้า กลางวัน เย็น ประการที่สาม จะดูว่าอาหารการกินแถวนั้นสะดวกสบายหรือไม่

ประการที่สี่ เราจะไปถามคนละแวกนั้นว่า แถวนี้เขาปล่อยเช่าคอนโดมิเนียมกันเดือนเท่าไร ประการที่ห้า ดูว่าเจ้าของโครงการมีชื่อเสียงหรือไม่ ข้อสุดท้าย คือ ดูกลุ่มเป้าหลายว่า คนที่มาซื้อคอนโดมิเนียมอยู่จริงหรือแค่เก็งกำไร

“ตั้งแต่ผมลงทุนเก็งกำไรอสังหาริมทรัพย์ได้ผลตอบแทนแล้วประมาณ 400-500 เปอร์เซ็นต์ หากมีเงินช่วงสิ้นปี 2556 หรือต้นปี 2557 อาจได้เก็บของถูก จากนี้หวังมีกำไรจากการลงทุนสังหาริมทรัพย์ไม่ต่ำกว่า 20 เปอร์เซ็นต์”

“นักลงทุนเก็งกำไร” เล่าว่า ปกติจะแบ่งเงินออกมาลงทุนในรูปแบบต่างๆประมาณ 50 เปอร์เซ็นต์ อีก 20-30 เปอร์เซ็นต์ จะนำไปใช้จ่ายส่วนตัว ที่เหลือเก็บไว้ใช้ยามฉุกเฉิน ถามว่าเน้นลงทุนในสินทรัพย์ใดมากที่สุด คงต้องยกให้อสังหาริมทรัพย์ประมาณ 30-35 เปอร์เซ็นต์ ที่เหลือลงทุนในกองทุนหุ้น เมื่อก่อนเคยลงทุนหุ้นรายตัว แต่ตอนนี้ทำกำไรยาก ทำให้ต้องถอนการลงทุนออกมาคงไว้แต่กองทุนหุ้นเท่านั้น

“รอการเมืองนิ่งแล้วค่อยกลับมาเล่นหุ้นอีกครั้ง อยากเห็นผลตอบแทนจากการลงทุนในตลาดหุ้นประมาณ 20-30 เปอร์เซ็นต์ ตัวเลข 30 เปอร์เซ็นต์จะทำได้ต่อเมื่อตลาดหุ้นตกอยู่ในอาการพีทสุดๆ”

เขา บอกว่า เริ่มลงทุนในตลาดหุ้นช่วงดัชนี 600 จุด หลังมีเพื่อนคุยกันเรื่องหุ้นเยอะมาก เงินตั้งต้น “หลักแสนบาท” เล่นผ่านบล.โกลเบล็ก “หุ้นสองตัวแรก” ซื้อตามแรงเชียร์ของมาร์เก็ตติ้ง นั่นคือ หุ้น ปตท.หรือ PTT ต้นทุน 250 บาท ขายช่วง 260 บาท และหุ้น อินทัช โฮลดิ้งส์ หรือ INTUCH ต้นทุน 70 บาท ขายช่วง 73 บาท ใช้เวลาเล่นเร็วมากแค่วันเดียว

“เล่นหุ้นได้หนึ่งสัปดาห์เกิดวิกฤติความไม่สงบในช่วงวันสงกรานต์ ทำให้หุ้นลดลง 10 เปอร์เซ็นต์ ตกใจมาก ตอนนั้นอยู่เมืองจีนด้วย แต่โชคดีเล่นไม่เยอะ คิดเป็นเงินแค่แสนบาท”

ตั้งแต่เล่นหุ้นมาได้กำไรแค่ 3 ตัว “หุ้นที่ให้กำไรดีที่สุด” คือ หุ้น ทิปโก้แอสฟัลท์ หรือ TASCO ผู้ดำเนินธุรกิจผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์ยางมะตอย เพื่อใช้ในงานก่อสร้างและซ่อมบำรุงทาง ซื้อมา 39 บาท ขายตอน75 บาท ใช้เวลาลงทุนเพียง 2 สัปดาห์ เล่นตามหนังสือแนววีไอที่บอกว่า หุ้นดีต้องถือยาวๆ “จุดเด่น” ของหุ้น TASCO ในตอนนั้นคือ ยางมะตอยขายดี หลังน้ำท่วมใหญ่กรุงเทพ

“รวยแล้ว” นั่นคือ ความคิดในช่วงนั้น หุ้นอะไรขึ้นมาเยอะขนาดนั้น เขาสถบ

นอกจากนั้นยังมี หุ้น ทรีนีตี้ วัฒนา หรือ TNITY แต่ตัวนี้ได้กำไรแค่ช่วงแรก ซื้อมา 5 บาทกว่า ขายตอน 7 บาทกว่า จากนั้นกลับไปซื้อใหม่ตอน 9 บาท แต่ไปขายตอน 7 บาท ทั้งๆที่หุ้นขึ้นไป 14 บาท แต่ไม่ยอมขาย (หัวเราะ) ตอนนั้นอยู่ประเทศเยอรมัน ช่วงกำลังเดินทาง “ยิ้ม” กลับมา “เศร้า” แต่ก็ถือว่าเสมอตัว อีกตัวคือ หุ้น ทิพยประกันภัย หรือ TIP ซื้อมา 29 บาท ขาย 60 บาท

ส่วนหุ้นที่เหลือได้กำไรบ้างขาดทุนบ้าง แต่เมื่อไรที่ขาดทุน 10 เปอร์เซ็นต์จะ “ตัดขาดทุน” หรือ Cut loss ทันที ทำแบบมืออาชีพเลย (หัวเราะ) ส่วนในกรณีที่ได้กำไรจากราคาหุ้นจะถือไปเรื่อยๆ เว้นแต่ว่า ราคาหุ้นลงมาจากจุดสูงสุดเฉลี่ย 20 เปอร์เซ็นต์ จะขายทันที

นิยมลงทุนหุ้นยาวๆ ประมาณ 1 ปีครึ่ง และชอบลงทุนหุ้นตัวกลางๆ ไม่จำเป็นต้องเป็นแบรนด์ชั้นนำ ครั้งหนึ่งเคยลงทุนหุ้น เอ็นเนอร์ยี่ เอิร์ธ หรือ EARTH ซื้อ 4 บาท ขาย 7 บาท เมื่อ 2 ปีก่อนเคยชอบหุ้นประกันภัย ไซด์ไม่ใหญ่ หลังน้ำท่วมใหญ่หุ้นพวกนี้ยังไม่กลับมา นอกจากนั้นยังชอบหุ้นเกี่ยวกับสุขภาพ และโครงสร้างพื้นฐาน แต่หลังๆไม่ชอบ เพราะอิงการเมืองมากเกินไป เมื่อก่อนมีแก๊งค์เล่นหุ้นประมาณ 10 คน

วิธีเลือกหุ้นดีเข้าพอร์ต ส่วนตัวมักดู “อัตรากำไรสุทธิ” เป็นอันดับแรก โดยผลประกอบการจากการดำเนินงานต้องเติบโตอย่างน้อย 30 เปอร์เซ็นต์ ห้ามเข้าไปลงทุนในหุ้นที่มีกำไรจากรายการพิเศษเด็ดขาด เพราะมันจะไม่เกิดขึ้นทุกปี

จากนั้นจะมาดู “อัตราส่วนทางการเงินต่างๆ” โดยเฉพาะอัตราผลตอบแทนผู้ถือหุ้น หรือ ROE,อัตราผลตอบแทนจากสินทรัพย์ทั้งหมด หรือ ROA และอัตราส่วนราคาต่อกำไร หรือ P/E หุ้นที่ดีควรมี ROE ระดับ 20 เท่าขึ้นไป ส่วน ROA ไม่อยากเห็นตัวเลขตัวเดียว ส่วน P/E เน้นดูตามอุตสาหกรรม

“หนุ่มทิม” ปิดท้ายด้วยการเล่าเรื่องความเชื่อส่วนตัวว่า ที่ผ่านมาชอบเก็บเบอร์โทรศัพท์นำโชค เพื่อนำมาแจกคนรู้จัก ส่วนใหญ่จะได้จากเพื่อนๆที่เป็นดีลเลอร์ให้ระบบโทรศัพท์เคลื่อนที่ หากเก็บเบอร์สวยจนที่จำนวนมากระดับหนึ่งอาจขายต่อก็ได้

ช่วงนี้คนไม่นิยมเบอร์โทรศัพท์ 4 ตัวเหมือนกัน แต่จะชอบเบอร์ความหมายดีที่มีตัวเลขติดกัน อาทิเช่น เบอร์ 56 เกี่ยวกับการค้า เบอร์ 59 และ 95 เกี่ยวกับบริวาร เบอร์ 15 เกี่ยวกับทำงานประจำราบรื่น เบอร์ 54 จะเหมือนเบอร์ 56 แต่จะอยู่อย่างสงบมากกว่า เมื่อก่อนเคยมีเบอร์สวยมากถึง 40 เบอร์ ตอนนี้เหลือประมาณ 20 เบอร์

3 ปี “โซลิแมค” ตีตั๋วตลาดหุ้น

กลุ่มโซลิแมคกรุ๊ป ก่อตั้งเมื่อปี 2523 ปัจจุบันมีบริษัทในเครือ 4 แห่ง ประกอบด้วย บริษัท บีแอนด์บี โซลิเมด จำกัด ดำเนินธุรกิจเทรดดิ้งประเภทเครื่องจักรงานไม้ สำหรับอุตสาหกรรมเฟอร์นิเจอร์ บริษัท โซลิแมค จำกัด จำหน่ายสินค้าอุปกรณ์อุตสาหกรรม เช่น อุปกรณ์ไฮดรอลิก นิวเมติก ลูกค้าหลักคือ กลุ่มโรงงานผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่จากญี่ปุ่น เช่น Toyota, Honda, Nissan, Hino, Yamaha เป็นต้น

นอกจากนั้นยังมีบริษัท สยามโคเตด อะเบรซีฟ จำกัด ดำเนินธุรกิจผลิตผ้าทรายและกระดาษทราย โดยร่วมลงทุนกับญี่ปุ่น “Noritake Coated Abrasive” ซึ่งเป็นโรงงานผลิตผ้าทรายและกระดาษทรายใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ปัจจุบันมีส่วนแบ่งการตลาดในประเทศประมาณ 35 เปอร์เซ็นต์ สุดท้าย คือ บริษัท โซลิแมค ออโตเมชั่น จำกัด จำหน่ายสินค้าประเภทวิชั่นและคอมพิวเตอร์

ประวีร์ เครือโชติกุล เล่าเป้าหมายของกลุ่มโซลิแมค กรุ๊ป ที่มีทุนจดทะเบียน 250 ล้านบาทว่า อยากดับเบิ้ลยอดขายให้ได้ภายใน 5 ปีข้างหน้า และวางแผนจะเข้าตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยภายใน 3 ปีข้างหน้า แต่ตอนนี้ไม่ใช่ช่วงที่ดีในการเข้าตลาดหุ้น เสียดายที่เราพลาดช่วงเวลาที่ดีที่สุดไป

บริษัทตั้งใจจะขยายตลาดไปในกลุ่มประเทศ AEC ไม่ว่าจะเป็นเวียดนาม มาเลเซีย ลาว กัมพูชา และพม่า ล่าสุดได้เข้าไปตั้งสำนักในประเทศเวียดนาม และพม่าแล้ว ภายใน 3 ปีข้างหน้า ตั้งเป้าหมายจะเพิ่มยอดขายให้ได้ประมาณ 20 เปอร์เซ็นต์

นอกจากนั้นบริษัทจะเดินหน้าทำงาน หลังได้ร่วมทุนกับบริษัทญี่ปุ่น เพื่อผลิตเครื่องจักร Surface Inspection เครื่องจักรตรวจสอบคุณภาพบนพื้นผิวชิ้นงานโดยกล้อง สำหรับชิ้นงานประเภทสิ่งพิมพ์ เส้นใย เส้นใยสังเคราะห์ ฟิล์ม เหล็ก เป็นต้น เพื่อเจาะกลุ่มลูกค้าเครื่องจักรในภาคอุตสาหกรรมต่างๆ อาทิ อุตสาหกรรมการพิมพ์ บรรจุภัณฑ์ กระดาษ เส้นใยสังเคราะห์ แก้ว เหล็ก ฟิล์ม พลาสติก

บริษัทเตรียมจะส่งออกไปจำหน่ายในต่างประเทศอื่นๆในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเฉพาะประเทศมาเลเซีย และอินโดนีเซีย โดยตั้งเป้าเพิ่มพอร์ตการขายเป็น 20 เปอร์เซ็นต์ และเพิ่มรายได้เป็น 50 เปอร์เซ็นต์ ภายในปี 2558

เมื่อปี 2555 เรามีรายได้สูงสุดประมาณ 1,000 ล้านบาท เมื่อเทียบกับปี 2554 ที่มีรายได้ประมาณ 700 ล้านบาท ส่วนกำไรขั้นต้นซื้อมาขายจะอยู่ประมาณ 15 เปอร์เซ็นต์ อัตรากำไรขั้นต้นสินค้าที่มีการแปรรูปอยู่ประมาณ 30 เปอร์เซ็นต์ ส่วนปี 2556 รายได้ใกล้เคียงปี 2555 เพราะยอดขายไตรมาส 4/56 ไม่ค่อย หลังการเมืองวุ่นวาย

 

 

Tags : ประวีร์ เครือโชติกุล