Nationejobs.com
 

Moeny @ Work

“งาน” มีความสำคัญกับทุกคน แต่คุณรู้หรือไม่ว่า “การเงิน” ก็มีความสำคัญ ต่อการใช้ชีวิต ไม่น้อยไปกว่ากัน ลำพังการทำงานหาเงิน ไม่ได้ช่วยให้ คุณมั่งคั่งขึ้นมาได้ หากขาดหลักการใช้เงิน และบริหารเงิน ด้วยความรอบคอบ และระมัดระวัง

 
 

วันที่: 1943-11-20

70 บริษัทใหญ่จ่ายผลตอบแทน "ผู้บริหาร"
จากการสำรวจบริษัทจดทะเบียน ในตลาดหลักทรัพย์ ที่มีการจ่ายผลตอบแทนให้กรรมการ และผู้บริหารระดับสูง 70 อันดับแรก ที่จ่ายผลตอบแทนสูงสุด พบตัวเลขที่น่าตกใจพอสมควร

โดยแทบไม่น่าเชื่อว่า ในสภาวะเศรษฐกิจ ยังลูกผีลูกคนในปี 2542 บริษัทจดทะเบียน 70 อันดับแรก มีการจ่ายผลตอบแทน ให้แก่คณะกรรมการบริษัท ในรูปของเบี้ยประชุม เงินบำเหน็จ และผลตอบแทนพิเศษ เป็นจำนวนเงินมากถึง 822.03 ล้านบาท

และจ่ายผลตอบแทน ให้แก่ผู้บริหารตั้งแต่ระดับผู้จัดการฝ่าย/ ผู้อำนวยการฝ่าย จนถึงระดับ ประธานกรรมการบริหาร ในรูปของเงินเดือน เงินโบนัส เป็นเม็ดเงินรวมกันถึง 5,473.77 ล้านบาท

รวมแล้วมีการจ่ายผลตอบแทน ให้แก่กรรมการ และผู้บริหาร จำนวน 70 บริษัทในปี 2542 จำนวนรวม 6,295.81 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 2541 เป็นเม็ดเงินมากถึง 1,297.68 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 26%

แต่ตัวเลขที่น่าสนใจ อยู่ที่การจ่ายผลตอบแทน ให้แก่ผู้บริหารที่มีรายได้สูงสุด ของบริษัทไม่เกิน 15 คนแรก ปรากฏว่ามีการจ่ายผลตอบแทน ทั้งในรูปของเงินเดือน เงินโบนัส เงินค่าเบี้ยประชุม และเงินตอบแทนพิเศษ ในปี 2542 รวมกันกว่า 3,808.95 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 2541 จำนวน 936.15 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 33%

อาจกล่าวได้ว่าในจำนวน 70 บริษัทดังกล่าว น่าจะมีเพียงไม่กี่บริษัทเท่านั้น ที่ยอมปรับเพิ่มเงินเดือน หรือมีการจ่ายโบนัส ให้กับพนักงานในปี 2542

โดยส่วนใหญ่จะอ้างว่า สถานการณ์ที่ยังน่าเป็นห่วง ของภาวะเศรษฐกิจ ที่ยังไม่ฟื้นตัวขอลดเงินเดือนพนักงาน ไม่เพิ่มเงินเดือน และงดจ่ายเงินโบนัสประจำปีให้กับพนักงาน แต่กลับพบว่า มีการจ่ายเม็ดเงิน นับพันล้านบาทออกจากบริษัท และไปตกอยู่ในกระเป๋า ของคนเพียงกลุ่มเล็กๆ ที่ทำหน้าที่บริหารบริษัท

เนื้อในของผลตอบแทน ที่จ่ายออกจากกระเป๋าบริษัท ถ้านำยอดรายได้รวม ซึ่งเป็นหัวใจหลักของธุรกิจในปี 2541 เทียบกับปี 2542 รวมทั้งพิจารณาจากตัวเลข กำไร-ขาดทุนของบริษัทในช่วง 2 ปีดังกล่าว มาเปรียบเทียบกัน มาประกอบการพิจารณา ก็จะเห็นได้ชัดว่าหลายบริษัท มีการจ่ายผลประโยชน์ให้กับกรรมการ และผู้บริหารระดับสูง อย่างไม่สมเหตุสมผล

เพราะมีบริษัทจำนวนไม่น้อยทีเดียว ที่ยังประสบปัญหาการขาดทุน และมีรายได้รวมลดลงอย่างมีนัยสำคัญ แต่กลับจ่ายผลตอบแทน ให้กลุ่มผู้บริหารมากขึ้นกว่าเดิม จนน่าคิดว่าบริษัทใช้เกณฑ์อะไรมาวัดผลสำเร็จของฝ่ายบริหาร

อาจจะมีคำโต้แย้งว่า ผู้บริหารบริษัทมีส่วนช่วยให้บริษัท ประสบความสำเร็จ ในการปรับปรุงโครงสร้างหนี้ สามารถเพิ่มทุนจดทะเบียนได้สำเร็จ และทำให้บริษัทมีสภาพคล่องทางการเงินที่ดีขึ้น สามารถนำเงินไปขยายโอกาสการลงทุนใหม่ๆ

แต่บทสรุปสุดท้าย ถ้ายอดรายได้รวมของบริษัทยังไม่ดีขึ้น ตัวเลขกำไรไม่เพิ่มขึ้น หรือแย่ลงกว่าเดิม การให้รางวัลผู้บริหาร ย่อมจะมีข้อกังขาตามมา ถึงความเหมาะสม ถ้าดูให้ดีๆ ผลประโยชน์ตอบแทน ที่บริษัทจ่ายออกไป ให้กับคณะกรรมการบริษัท และผู้บริหารระดับสูง แท้จริงแล้วยังไม่ได้นับรวมการออกหุ้นสามัญ และวอร์แรนท์ราคาถูกให้กับกลุ่มผู้บริหาร

ซึ่งถือเป็นผลประโยชน์ นอกเหนือไปจากผลตอบแทน ที่บริษัทจ่ายให้ในรูปของเงินสด และยังไม่นับรวมผลประโยชน์ ที่ได้รับจากการใช้ข้อมูลภายในเพื่อซื้อ หรือขายหุ้นก่อนผู้ถือหุ้นทั่วไป ซึ่งตลาดหลักทรัพย์ และคณะกรรมการ ก.ล.ต. มีการเปิดเผยในทุกสัปดาห์ (ตีพิมพ์ในเซ็คชั่นเศรษฐกิจ/การเงิน น.ส.พ.กรุงเทพธุรกิจทุกฉบับวันจันทร์)

จะมีใครเชื่อว่า "ณรงค์ ศรีสอ้าน" อดีตกรรมการ และอดีตผู้บริหารระดับท็อป ของธนาคารกสิกรไทย ลูกหม้อของธนาคารแห่งนี้ ตั้งแต่รุ่นบุกเบิก มีเงินสดจำนวนมาก เห็นได้ชัดจากรายงานเมื่อวันที่ 31 ตุลาคม 2543 ซึ่งแจ้งว่า เขาได้ควักกระเป๋าส่วนตัว 80 ล้านบาทเพื่อปล่อยกู้ให้กับบริษัทอีสเทิร์นซีบอร์ด อินดัสเตรียลเอสเตท ซึ่งเป็นบริษัทในเครือเหมราชพัฒนาที่ดิน โดยนำที่ดินของบริษัทมาค้ำประกัน

แม้จะอยู่ในฐานะ "ผู้บริหาร" อาชีพ ไม่ใช่เจ้าของธนาคาร แต่ในบั้นปลายชีวิต ณรงค์ คือ ธนาคารพาณิชย์ขนาดย่อม ที่นักธุรกิจล้วนหมายปอง เพราะใครๆ ก็รู้ว่าเขารวยเงินสดอย่างแท้จริง

หรือกรณี "ภูษณ ปรีย์มาโนช" ที่ทุกคนต้องตะลึง เมื่อเขาเปิดเผยทรัพย์สินมูลค่ากว่า 1,431 พันล้านบาท เมื่อครั้งที่ไปดำรงตำแหน่งรัฐมนตรี ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในสมัยรัฐบาลพล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ในจำนวนนี้เป็นเงินสดในบัญชีกว่า 887.80 ล้านบาท ส่วนใหญ่ฝากอยู่ที่ธนาคารสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด สาขาสิงคโปร์ และธนาคารในประเทศอังกฤษ ทั้งที่ภูษณมีอาชีพหลัก เป็นเพียงอดีตผู้บริหารระดับสูงเบอร์ 2 ของกลุ่มยูคอมเท่านั้น

นี่เป็นเพียงตัวอย่างที่ชี้ให้เห็นว่าการเป็นกรรมการ และเป็นผู้บริหารระดับสูง ของบริษัทขนาดใหญ่ สามารถสร้างความร่ำรวยได้อย่างมหาศาล บางคนได้มาโดยสุจริต บางคนได้มาจากผลประโยชน์แอบแฝงอื่นๆ โดยเฉพาะการจัดตั้งบริษัทส่วนตัว เข้ามาหาผลประโยชน์จากบริษัท กินค่าคอมมิชชั่น จากการซื้อขาย หรือการลงทุน

ถ้าย้อนกลับมาดูผลประโยชน์ที่บริษัทต่างๆ ในตลาดหลักทรัพย์จ่ายให้แก่คณะกรรมการ และผู้บริหารระดับสูงของบริษัทในปี 2542 ที่ผ่านมา เริ่มเห็นชัดถึงอาการ "เวอร์" และ "ฉกฉวย" จ่ายผลประโยชน์ให้แก่กลุ่มบุคคลดังกล่าวอย่างไม่สมควร

"BOA" ตบรางวัลผู้บริหารเพิ่ม 114% สวนกระแสรายได้หด-ขาดทุนบานเบอะ

กลุ่มธนาคารพาณิชย์ เป็นกลุ่มที่มีการจ่ายผลตอบแทน ให้คณะกรรมการธนาคาร และผู้บริหารระดับสูง ของธนาคารมากที่สุด ในตลาดหลักทรัพย์

ในปี 2542 พบตัวเลขการจ่ายเงิน ให้กับคณะกรรมการธนาคาร 14 แห่งรวมกันมากกว่า 139.55 ล้านบาท จ่ายผลตอบแทน ให้แก่ผู้บริหาร ตั้งแต่ระดับผู้อำนวยการฝ่าย จนถึงระดับ ประธานกรรมการบริหาร ซึ่งเป็นตำแหน่งสูงสุด รวมกันมากกว่า 1,796.78 ล้านบาท รวมเม็ดเงินที่จ่ายออกไป ทั้งสิ้น 1,936.33 ล้านบาท

ทั้งนี้มีการจ่ายผลตอบแทน ให้กับผู้บริหารระดับสูง ที่มีรายได้สูงสุด 15 คนแรกของธนาคาร รวมกันถึง 872.58 ล้านบาท โดยที่ธนาคารพาณิชย์ทั้งกลุ่ม มีผลการดำเนินงานในปี 2542 ขาดทุนรวมกันกว่า 3.24 แสนล้านบาท

ธนาคารที่มีการจ่ายผลตอบแทนรวม มากที่สุดในกลุ่ม และมากที่สุดในตลาดหลักทรัพย์ ได้แก่ ธนาคารกรุงเทพ มีการจ่ายเงินค่าเบี้ยประชุม และจ่ายบำเหน็จ ให้คณะกรรมการธนาคาร 16 คนรวมกัน 20.7 ล้านบาท จ่ายผลตอบแทนให้ผู้บริหาร 150 คนจำนวน 371.30 ล้านบาท รวมเม็ดเงินที่จ่ายออกไปในปี 2542 จำนวน 392 ล้านบาท ในจำนวนนี้จ่ายให้ผู้บริหาร 15 คนแรกของธนาคารมากถึง 96.80 ล้านบาท หรือประมาณ 1 ใน 4 ของเม็ดเงินทั้งหมดที่ธนาคารจ่ายออกไป

ธนาคารกรุงเทพมีปัญหาขาดทุนในปี 2542 จำนวนมากถึง 5.98 หมื่นล้านบาท ยอดการจ่ายผลประโยชน์ ตอบแทนรวม ของธนาคารให้แก่ผู้บริหาร ในปี 2542 เทียบกับปี 2541 ลดลง 13% เช่นเดียวกับผลประโยชน์ ที่จ่ายให้กับผู้บริหาร 15 คนแรก ในปี 2541จ่ายรวม 111.10 ล้านบาท ลดลงเหลือ 96.80 ล้านบาทลดลง 13%

ในขณะที่ธนาคารเอเชีย เป็นธนาคารที่จ่ายผลตอบแทน ให้ผู้บริหารมากที่สุด เป็นอันดับ 2 ในตลาดหลักทรัพย์ โดยในปี 2542 จ่ายออกไปรวม 280.58 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 2541 จำนวน 113.18 ล้านบาท หรือ 68% โดยจ่ายให้กับผู้บริหาร 15 คนแรกจำนวนมากถึง 147.93 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 78.86 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 114% สูงที่สุดในระบบธนาคาร

ทั้งนี้เป็นผลพวง จากการเข้ามาถือหุ้นใหญ่ โดยธนาคารเอบีเอ็น แอมโร จากเนเธอร์แลนด์ ที่กำหนดให้จ่ายผลตอบแทน ให้แก่ผู้บริหารระดับสูง ตามมาตรฐานฝรั่ง แต่จ่ายผลตอบแทน ให้พนักงานทั่วไป ตามมาตรฐานคนไทย จนธนาคารขนาดใหญ่แห่งอื่นต้องชิดซ้าย

ขณะที่ในปี 2542 ธนาคารเอเชียมีรายได้ลดลง 48% เหลือเพียง 9.91 พันล้านบาท และมีผลขาดทุนเพิ่มขึ้นจากปี 2541 มากถึง 40% เป็น 1.12 หมื่นล้านบาท ดูไม่สอดคล้องกับผลตอบแทน ที่ธนาคารจ่ายให้กับผู้บริหาร

ธนาคารพาณิชย์อีกแห่งหนึ่ง ที่จ่ายผลตอบแทนให้แก่ผู้บริหาร สูงมากผิดปกติ คือ ธนาคารสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ดนครธน ภายหลังการเข้ามาเทคโอเวอร์ ของธนาคารสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด จากประเทศอังกฤษ พบการจ่ายผลตอบแทนให้ผู้บริหารเวอร์อย่างมาก

มีการจ่ายผลตอบแทนให้กรรมการ และผู้บริหารของธนาคารในปี 2542 รวม 101.25 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 2541 มากถึง 52.57 ล้านบาท หรือ 108% เม็ดเงินดังกล่าวไปตกอยู่ในกระเป๋าผู้บริหาร 15 คนแรกของธนาคารถึง 98.42 ล้านบาท จ่ายเพิ่มขึ้น 127% ไม่สอดคล้องกับขนาดธุรกิจ ของธนาคารที่ค่อนข้างเล็ก

แต่ความผิดปกติจุดใหญ่เกิดขึ้น ก็เพราะมีรายงานระบุว่า แท้จริงแล้วเม็ดเงินที่จ่ายให้กับผู้บริหาร 15 คนแรกของธนาคารจำนวน 98.42 ล้านบาทนั้น ตกอยู่ในมือผู้บริหารคนไทยเพียงแค่ 22.07 ล้านบาท ส่วนอีก 76.35 ล้านบาท อยู่ในกระเป๋าผู้บริหาร ที่ส่งตรงมาจาก ธนาคารแสตนดาร์ดชาร์เตอร์ด นี่คือการตักตวงผลประโยชน์ ออกไปอย่างชัดเจน

ส่วนธนาคารพาณิชย์แห่งอื่นๆ เช่น ธนาคารกสิกรไทยในปี 2542 จ่ายผลตอบแทนผู้บริหาร 15 คนแรกเพิ่มขึ้น 21% จำนวนรวม 81.54 ล้านบาท ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จ่ายผลตอบแทนให้ผู้บริหาร 15 คนแรกของธนาคารจำนวน 61.77 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 4% จากปี 2541

ขณะที่ธนาคารไทยพาณิชย์ จ่ายผลตอบแทนผู้บริหาร 15 คนแรกจำนวน 66.68 ล้านบาท ลดลง 9% ธนาคารกรุงไทยจ่ายผลตอบแทนผู้บริหาร 15 คนแรกจำนวน 60.98 ล้านบาท ลดลง 14%

ส่วนธนาคารที่จ่ายผลตอบแทนให้กับผู้บริหาร 15 คนแรกของธนาคารลดลงมากที่สุด ได้แก่ ธนาคารทหารไทยปี 2542 จ่ายรวม 41 ล้านบาท ปี 2541 จ่าย 72 ล้านบาท ลดลงมากถึง 43% ซึ่งสอดคล้องกับธุรกิจที่ย่ำแย่ของธนาคาร

"S-ONE" จ่ายผู้บริหาร 15 คนแรก "เวอร์สุด"

หุ้นในกลุ่มไฟแนนซ์ในปี 2542 ที่ผ่านมา ผลประกอบการ ของบริษัทส่วนใหญ่ ยังลุ่มๆดอนๆ โดยภาพรวมทั้งกลุ่ม มีผลขาดทุนสุทธิจำนวนมากถึง 2.05 หมื่นล้านบาท แต่กลับพบตัวเลข การจ่ายผลตอบแทนให้กับกรรมการ และผู้บริหารระดับสูงกันอย่างมาก

เฉพาะเม็ดเงิน ที่จ่ายให้กับกรรมการ ของบริษัทในกลุ่ม 21 แห่งรวมกันจำนวน 74.94 ล้านบาท จ่ายผลตอบแทน ให้กับผู้บริหาร ตั้งแต่ระดับผู้อำนวยการฝ่ายขึ้นไป รวมกัน 1,122.24 ล้านบาท รวมการจ่ายผลตอบแทน ให้กับกรรมการและผู้บริหารรวม 1,197.18 ล้านบาท เป็นกลุ่มธุรกิจอันดับ 2 รองจากกลุ่มธนาคารพาณิชย์ ที่มีการจ่ายผลตอบแทนมากที่สุดในตลาดหลักทรัพย์

แต่ตัวเลขที่น่าสนใจก็คือ การจ่ายผลตอบแทน ในรูปของเม็ดเงินสดให้กับผู้บริหาร 15 คนแรกของบริษัท ซึ่งมีการจ่ายรวมกันมากถึง 878.82 ล้านบาท หลายบริษัทในจำนวนนี้ จ่ายผลตอบแทน อย่างไม่สอดคล้องกับรายได้ และกำไรของบริษัท

ส่วนหุ้นในกลุ่มบริษัทหลักทรัพย์ซึ่งในปี 2542 มีบางช่วงที่ตลาดหุ้นฟื้น ทำให้มีรายได้จากค่านายหน้า การซื้อขายหลักทรัพย์ เข้ามาจำนวนมาก ก็เลยฉกฉวยโอกาสจ่าย "โบนัสพิเศษ" และออก "วอร์แรนท์" ราคาถูกให้กับผู้บริหารจำนวนมาก

วันนี้บริษัทหลักทรัพย์ทุกแห่ง กำลังย่ำแย่ ราคาหุ้นตกต่ำลงเหลือไม่ถึง 1 ใน 4 ของราคาเมื่อปี 2542 ซึ่งน่าจะเป็นข้อพิสูจน์ว่า ผู้บริหารส่วนใหญ่ ไม่ได้เก่งจนสมควรได้รับรางวัล มากมายเช่นนั้น แต่เป็นเพราะโชคดี ที่ตลาดหุ้นเป็นจังหวะขาขึ้นมากกว่า

ดังนั้นการตักตวงผลประโยชน ์เข้ากระเป๋า จึงแสดงให้เห็นถึง พฤติกรรมการเอาเปรียบ ผู้ถือหุ้นข้างน้อยมาตลอด

กรณีของบล.เอกธำรง เคจีไอ ที่เป็นข่าวฮือฮามากที่สุด ในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา พบการจ่ายผลตอบแทนให้กรรมการ และผู้บริหารภายใต้การบริหารจัดการ ของนายภควัต โกวิทวัฒนพงศ์ อดีตประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ที่เพิ่งถูกกลุ่มคูส์ปลดเมื่อเร็วๆนี้ ในปี 2542 มีการจ่ายจำนวนมากถึง 162.64 ล้านบาท มากที่สุดในกลุ่ม

แบ่งเป็นการจ่ายผลตอบแทน ให้กับคณะกรรมการ ของบริษัทจำนวน 6.85 ล้านบาท ในปี 2541 จ่ายเพียง 1.38 ล้านบาท จ่ายเพิ่มขึ้น 396% ส่วนการจ่ายผลตอบแทนให้กับผู้บริหาร ตั้งแต่ระดับผู้อำนวยการฝ่ายขึ้นไป มีการจ่ายรวม 155.79 ล้านบาท ในปี 2541 จ่ายเพียง 35.81 ล้านบาท จ่ายเพิ่มขึ้น 335%

รวมการจ่ายในปี 2542 ทั้งสิ้น 162.64 ล้านบาท ขณะที่ในปี 2541 จ่ายเพียง 37.19 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 337% แต่รายการที่ภควัตถูกสังคมกล่าวหามากที่สุด ก็คือ การจ่ายผลตอบแทนให้กับพวกพ้องจำนวน 15 คนแรกของบริษัท ในปี 2541 มีการจ่ายเพียง 33.37 ล้านบาท

พอในปี 2542 บริษัทพลิกสถานการณ์จากขาดทุน 5,627.55 ล้านบาท ในปีก่อนหน้ามาเป็นกำไร 712.42 ล้านบาท กลับมีการจ่ายผลตอบแทนกันมากถึง 149.76 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 349% เป็นตัวเลขการจ่ายผลตอบแทน ให้กับผู้บริหาร 15 คนแรก สูงที่สุดในตลาดหลักทรัพย์

โดยลืมไปว่าบริษัทยังมีผลขาดทุนสะสมอีก 8 พันล้านบาทค้างอยู่ในงบการเงิน ที่เกิดขึ้นจากความผิดพลาด ในการขยายการลงทุนของนายภควัตเอง ในระหว่างปี 2538-2540

มีตัวเลขระบุว่าเม็ดเงิน 149.76 ล้านบาทที่จ่ายออกไปให้กับผู้บริหาร 15 คนนั้น แท้จริงแล้ว เป็นเงินเดือนจำนวนเพียง 33.52 ล้านบาท ส่วนอีก 116.24 ล้านบาทเป็นการจ่ายโบนัสพิเศษ เพื่อให้รางวัลกับผลงาน ที่สามารถทำให้บริษัท พลิกจากสถานการณ์ ขาดทุนติดต่อกัน 2 ปีซ้อนมาเป็นกำไรได้

เมื่อย้อนดูข้อมูลในปี 2539-2540 พบว่าบล.เอกธำรง เคจีไอ มีการจ่ายผลตอบแทนที่สูงมาตลอด ในปี 2539 จ่ายผลตอบแทนให้กับผู้บริหารรวม 147.31 ล้านบาท จ่ายให้กับผู้บริหาร 15 คนแรกจำนวน 105.02 ล้านบาท ในปี 2540 เศรษฐกิจของประเทศดิ่งลงเหว บริษัทจ่ายผลตอบแทนรวม 75.10 ล้านบาท จ่ายให้กับผู้บริหาร 15 คนแรก 46.59 ล้านบาท

ตั้งแต่ปี 2539-2542 บล.เอกธำรง เคจีไอจ่ายเม็ดเงินให้กับกรรมการ และผู้บริหารรวม 422.24 ล้านบาท ทั้งนี้เป็นการจ่ายผลตอบแทนให้กับผู้บริหาร 15 คนแรกของบริษัทจำนวนรวม 334.75 ล้านบาท เฉลี่ยได้คนละ 22.31 ล้านบาท

ซึ่งผลประโยชน์ดังกล่าว ยังไม่รวมการไปนั่งเป็นกรรมการ ในบริษัทในเครือ และบริษัทอื่น รวมทั้งผลประโยชน์ที่ได้รับจากวอร์แรนท์ และการซื้อขายหุ้น ในตลาดหลักทรัพย์ เฉพาะรายการขายหุ้น S-ONE และ S-ONE-W4 ในพอร์ตของภควัตในปี 2542 พบการขายออกไม่ต่ำกว่า 70-80 ล้านบาท

บริษัทหลักทรัพย์แห่งอื่น ก็มีพฤติกรรมที่คล้ายคลึงกัน เช่นในกรณีของ บล.พัฒนสิน ในปี 2542 เทียบกับปี 2541 มีกำไรสุทธิเพิ่มขึ้น 35.73% จาก 323.67 ล้านบาท เป็น 439.31 ล้านบาท แต่บริษัทมีการจ่ายผลตอบแทน ให้กรรมการ และผู้บริหาร จาก 76.95 ล้านบาท เพิ่มขึ้นเป็น 135.38 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 76%

ในจำนวนนี้เป็นการจ่ายให้กับผู้บริหาร 15 คนแรกสูงถึง 94.20 ล้านบาท จ่ายเพิ่มขึ้น 83% มีการจ่ายมากกว่า การเติบโตของรายได้ และกำไรของบริษัทอย่างมาก

แต่บริษัทไฟแนนซ์ ที่จ่ายผลตอบแทนให้แก่กรรมการ และผู้บริหารเพิ่มขึ้นมาก โดยไม่มีปัจจัยอะไร ที่สนับสนุนเลย ก็คือ บง.สินเอเซีย ทั้งปี 2542 บริษัทมีรายได้รวมทั้งปีน้อยมากเพียงแค่ 733.93 ล้านบาทลดลง 85%

มีผลขาดทุนมากถึง 1.02 หมื่นล้านบาท ขาดทุนเพิ่มขึ้น 52% จากปี 2541 แต่บริษัทกลับจ่ายผลตอบแทนให้กรรมการ และผู้บริหารจำนวนมากถึง 160.33 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 77% ให้ผลตอบแทนผู้บริหาร 15 คนแรกจำนวน 101.05 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 81% จากปี 2541 ทั้งๆ ที่ไม่มีผลงานอะไร เป็นตัววัดประสิทธิภาพ การบริหารเลยแม้แต่น้อย

ในขณะที่บง.ทิสโก้ มีการจ่ายผลตอบแทน ให้กรรมการและผู้บริหารรวม 65.26 ล้านบาท ลดลง 5.36% จ่ายผลตอบแทนให้กับผู้บริหาร 15 คนแรก 48.50 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 18%

ส่วนบง.ธนชาติ จ่ายผลตอบแทนรวมเพียง 37.80ล้านบาท ลดลง 16.33% จ่ายผลตอบแทนผู้บริหาร 15 คนแรก 27.50 ล้านบาท ลดลงมากถึง 33% สอดคล้องกับผลประกอบการ ที่ขาดทุนของบริษัท

ด้านบล.แอ๊ดคินซัน และบล.ซีมิโก้ นอกจากจ่ายผลตอบแทนผู้บริหาร 15 คนแรกของบริษัทเพิ่มขึ้นมากกว่า 100% แล้วยังออกวอร์แรนท์ราคาถูก ให้ผู้บริหารระดับสูง ในระหว่างปี 2542 ซึ่งเป็นช่วงที่ราคาหุ้นพุ่งสูงขึ้นพอดี พบการขายทำกำไรเข้ากระเป๋า รวมกันเฉพาะในปีนั้น เป็นเม็ดเงินหลายร้อยล้านบาท

"TA"จ่ายหนักที่สุดในกลุ่ม ทิ้งห่าง "ค่ายชิน" ลิบลับ

บริษัทเทเลคอมเอเชีย หรือ ทีเอ ติด 1 ใน 5 ของบริษัทในตลาดหลักทรัพย์ที่จ่ายผลตอบแทนให้ผู้บริหารระดับสูงมากที่สุดทุกปี ซึ่งไม่สอดคล้องกับรายได้ และผลประกอบการที่ย่ำแย่ของบริษัทมาตลอดหลายปี

ในปี 2542 ทีเอจ่ายผลตอบแทนให้กับคณะกรรมการบริษัท และผู้บริหารรวมทั้งสิ้น 255 ล้านบาท แต่เม็ดเงินส่วนใหญ่จำนวน 149.50 ล้านบาทตกอยู่กับผู้บริหารเพียง 15 คนแรกของบริษัท เฉลี่ยผู้บริหารได้รับผลตอบแทนปีละประมาณ 10 ล้านบาทต่อคน เพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับปี 2541 มากถึง 81% ขณะที่ราคาได้รวมของบริษัทหดลงเหลือเพียง1.34 หมื่นล้านบาท ลดลง 50% จากปี 2541 และมีผลประกอบการขาดทุนมากกว่า 6.36 พันล้านบาท

ถ้าเปรียบเทียบกับค่ายชิน ซึ่งมีรายได้รวม และกำไรมากกว่าทีเอ แต่กลับจ่ายผลตอบแทนที่ต่ำกว่ามาก โดยบริษัทชิน คอร์ปอเรชั่นส์ ซึ่งเป็นบริษัทแม่ของกลุ่มและติดอันดับที่ 2 ของกลุ่มรองจากทีเอ จ่ายผลตอบแทนให้กรรมการ และผู้บริหารรวม 89.73 ล้านบาท ผู้บริหาร 15 คนแรกของบริษัทได้รับผลตอบแทนรวม 57.45 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 2541 เท่ากับ 37%

บริษัทแอ๊ดวานซ์ อินโฟร์ จ่ายผลตอบแทนติดอันดับที่ 4 ของกลุ่มจำนวน 80.27 ล้านบาท จ่ายผลตอบแทนให้กับผู้บริหาร 15 คนแรก 39.64 ล้านบาท ส่วนบริษัทชิน แซทเทลไลท์ จ่ายผลตอบแทนรวม 71.77 ล้านบาท ผู้บริหาร 15 คนแรกได้รับ 41.78 ล้านบาท ค่ายชินจะมีจุดต่างตรงที่จะจ่ายผลตอบแทนให้กับกรรมการที่เป็นพนักงานของบริษัทจำนวนมาก อีกบริษัทในกลุ่มนี้ที่จ่ายผลตอบแทนให้แก่กรรมการ และผู้บริหารเป็นตัวเลขที่สูง คือ บริษัทยูไนเต็ด คอมมูนิเกชั่น หรือ ยูคอม ในปี 2542 จ่ายรวม 80.83 ล้านบาท แบ่งเป็นการจ่ายให้กับผู้บริหาร 15 คนแรก 44.76 ล้านบาท และจ่ายให้กับกรรมการบริษัท 36 ล้านบาท โดยเฉพาะคณะกรรมการที่มีตำแหน่งบริหารงานภายในบริษัทจะได้รับค่าบำเหน็จที่สูง ตรงกันข้ามกับค่ายสามารถ คอร์ปอเรชั่น ที่จ่ายผลตอบแทนให้กับคณะผู้บริหารต่ำที่สุดในกลุ่ม

"บริษัทต่างชาติ-ธุรกิจขาขึ้น" มือเติบจ่ายสะบัด

บริษัทต่างชาติที่ดูเงียบเชียบมาตลอดอย่างเบอร์ลี่ยุคเกอร์ เป็นบริษัทหนึ่งที่จ่ายผลตอบแทนให้กับผู้บริหารสูงมากติดอันดับที่ 10 ของบริษัททั้งหมดในตลาด ในปี 2542 จ่ายผลตอบแทนกรรมการและผู้บริหารรวม 148.85 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 2541 จำนวน 71 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 92% เป็นบริษัทที่มีกำไรเติบโตขึ้นมากในปี 2542 ล่าสุดมีข่าวกู้เงินมาจ่ายปันผลจำนวน 2.5 พันล้านบาท เกิดข้อกังขาขึ้นมากว่าผลประโยชน์ไปตกอยู่กับผู้ถือหุ้นรายย่อยแท้จริงหรือไม่

หุ้นในกลุ่มพาณิชย์ที่มีชาวต่างชาติเป็นผู้บริหารอีกแห่งหนึ่ง ซึ่งมีสถิติการจ่ายผลตอบแทนให้ผู้บริหารที่สูงมากได้แก่ บริษัทบิ๊กซี ซูเปอร์เซ็นเตอร์ จ่ายผลตอบแทนผู้บริหาร 15 คนแรกสูงถึง 89.40 ล้านบาทเพิ่มขึ้นจากปีก่อน 248% ทั้งๆที่บริษัทยังประสบปัญหาการขาดทุน

ในกลุ่มชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ บริษัทฮานา ไมโครอีเล็คโทรนิคส์ จ่ายผลตอบแทนสูงให้กับผู้บริหารที่สูงสุดในกลุ่มจำนวนรวม 124.47 ล้านบาท ขณะที่ในกลุ่มวัสดุก่อสร้างบริษัทปูนซีเมนต์นครหลวง ซึ่งบริหารงานโดยชาวต่างชาติจ่ายผลตอบแทนสูงที่สุดจำนวนรวม 140.52 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 2541 มากถึง 77% สวนทางกับรายได้ที่ลดลง 33% ในขณะที่บริษัทมีผลประกอบการขาดทุนในปี 2542 จำนวน 617.99 ล้านบาท คู่แข่งอย่างปูนซิเมนต์ไทยในปี 2542 จ่ายผลตอบแทนให้ผู้บริหารรวม 104.60 ล้านบาท จ่ายลดลงจากปีก่อน 7.21%

ด้านของอุตสาหกรรมบางอย่างที่อยู่ในช่วงขาขึ้นก็พบการจ่ายผลตอบแทนให้กับผู้บริหารเพิ่มสูงขึ้นมากเช่นเดียวกัน โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมเยื่อกระดาษ บริษัทฟินิคซพัลพ แอนด์เพเพอร์ ภายหลังจากกลุ่มโกลเบ็กซ์เข้าไปบริษัทพบการจ่ายผลตอบแทนเพิ่มขึ้นอย่างมากกว่า 167% จาก 53.05 ล้านบาทในปี 2541 เพิ่มเป็น 141.88 ล้านบาทในปี 2542 ซึ่งผู้บริหาร 15 คนแรกของบริษัทรับผลประโยชน์รวมกัน 96.94 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 180% บริษัทแอ๊ดวานซ์ อะโกร ก็จ่ายผลประโยชน์ตอบแทนผู้บริหารสูงมากถึง 99.24 ล้านบาท แต่มีอัตราการขยายตัวเพิ่มขึ้นไม่มากนัก แต่จุดที่น่าสนใจก็คือ ผู้บริหารของบริษัทแห่งนี้มีการขายหุ้นบริษัทตัวเองทำกำไรเข้ากระเป๋าจำนวนมาก

ในกลุ่มสิ่งพิมพ์ บริษัทเนชั่น มัลติมีเดีย กรุ๊ป จ่ายผลตอบแทนให้กับกรรมการ และผู้บริหารมากที่สุดในกลุ่มกว่า 62.39 ล้านบาท เป็นการจ่ายผลตอบแทนให้กับผู้บริหาร 15 คนแรกสูงถึง 49.71 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 66% ในขณะที่บริษัทมีรายได้ลดลง 10% ค่ายมติชนจ่ายผลตอบแทนให้กับผู้บริหาร 15 คนแรกเพียง 14.11 ล้านบาท ลดลงเมื่อเทียบกับปี 2541 จำนวน 58% ด้านของบริษัทโพสต์ พับลิชชิ่ง จ่ายผลตอบแทนให้ผู้บริหาร 15 คนแรกในปี 2542 จำนวน 27.51 ล้านบาท ใกล้เคียงกับปี 2541

นอกจากนี้ยังมีบริษัทอีกหลายแห่งที่จ่ายผลประโยชน์ตอบแทนผู้บริหารระดับสูง 15 คนแรกของบริษัทในปี 2542 เพิ่มขึ้นจากปี 2541 มากกว่า 20% เช่น บริษัทน้ำมันพืชไทย จ่ายผลตอบแทนเพิ่มขึ้น 80% จาก 24.68 ล้านบาทเป็น 44.31 ล้านบาท เพราะบริษัทมีกำไรสุทธิเพิ่มขึ้นถึง 92% บริษัทปิโตรเคมีแห่งชาติ จ่ายผลตอบแทนรวมเพิ่มขึ้น 61% ในขณะที่บริษัทมีรายได้ และกำไรลดลง ส่วนบริษัทยูไนเต็ด บรอดคาสติ้ง หรือ ยูบีซี เป็นบริษัทที่มีผลประกอบการขาดทุนติดต่อกันหลายปี แต่ปรากฏว่าบริษัทกลับจ่ายผลตอบแทนให้กับกรรมการ และผู้บริหารเพิ่มขึ้นถึง 148% จาก 27.15 ล้านบาท เป็น 67.28 ล้านบาท ไม่สมเหตุสมผลกับตัวเลขผลประกอบการโดยรวมของบริษัท

การจ่ายผลตอบแทนให้กับผู้บริหารระดับสูงของบริษัทจดทะเบียนดังตัวอย่างที่ยกมา บางกรณีเป็นเหตุผลที่คาบเกี่ยวระหว่าง "ความชอบธรรม" กับ "เอารัดเอาเปรียบ" ผู้ถือหุ้น

เห็นชัดถึงรูรั่ว ของการถ่ายโอนผลประโยชน์ ออกจากบริษัท ด้วยช่องทางที่ถูกต้อง ช่องโหว่นี้นับวันจะเป็นหนทาง ที่ผู้บริหารใช้อำนวยผลประโยชน์ให้กับตนเอง และพวกพ้องมากขึ้นทุกที เพราะเหตุว่าผู้กำหนดผลประโยชน์ และผู้ที่รักษาผลประโยชน์ของผู้ถือหุ้น คือกลุ่มคนกลุ่มเดียวกันนั่นเอง