Nationejobs.com
 

Moeny @ Work

“งาน” มีความสำคัญกับทุกคน แต่คุณรู้หรือไม่ว่า “การเงิน” ก็มีความสำคัญ ต่อการใช้ชีวิต ไม่น้อยไปกว่ากัน ลำพังการทำงานหาเงิน ไม่ได้ช่วยให้ คุณมั่งคั่งขึ้นมาได้ หากขาดหลักการใช้เงิน และบริหารเงิน ด้วยความรอบคอบ และระมัดระวัง

 
 

วันที่: 2013-12-02 13:39:00

ลงทุนให้ดูใจตัวเอง...ไม่ต้องดูคนอื่น

“ชนันท์ดา ปันยารชุน” แนะการมี "วินัยในการออม" และ "การออมอย่างสม่ำเสมอ" เป็นกุญแจสำคัญสู่ความมั่งคั่ง

กว่า 23 ปี ที่โลดแล่นอยู่ในธุรกิจตลาดเงินตลาดทุนของไทย "ชนันท์ดา ปันยารชุน" ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายที่ปรึกษาการลงทุน - กองทุนสำรองเลี้ยงชีพบลจ.ทหารไทย เริ่มต้นชีวิตการทำงานในช่วงครึ่งแรกเป็นผู้จัดการกองทุนให้บริษัทเงินทุนในอดีต ก่อนที่จะผันตัวเองเข้าสู่เส้นทางสาย บลจ.ในช่วงครึ่งหลังของชีวิตการทำงาน สั่งสมประสบการณ์และถือเป็นสตรีที่ร่ำรวยความสามารถ หนึ่งในทีมงานคุณภาพอีกคนของบลจ.ทหารไทยในปัจจุบัน วันนี้เธอจะมาแชร์มุมมองเรื่องการลงทุนให้ฟังกัน

ชนันท์ดา บอกว่า ปัจจุบันเมื่อมีเงินเดือนเข้ามาก็จะนำเงินไปลงทุนผ่านกองทุนรวมทั้งหมดโดยจะไปพักไว้ใน "กองทุนตราสารตลาดเงิน (Money Market)" เพื่อรอจังหวะในการเข้าลงทุนใน "กองทุนหุ้น" ต่อไป โดยพอร์ตการลงทุนปัจจุบันจะเป็นหุ้น 70% และตราสารหนี้ 30% ในส่วนของการออมผ่านกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF) และกองทุนรวมหุ้นระยะยาว (LTF) ก็เป็นหุ้นทั้งหมด จะมีในส่วนของกองทุนสำรองเลี้ยงชีพที่เป็นหุ้น 80% แต่เมื่อนับโดยภาพรวมจะเป็นหุ้นประมาณ 70% ซึ่งตัวเองสามารถรับความเสี่ยงตรงนี้ได้และหากไปลงแต่ตราสารหนี้เพียงอย่างเดียวอาจจะมีเงินไม่พอใช้ในยามเกษียณก็ได้

เธอย้อนอดีตในช่วงเริ่มต้นชีวิตการทำงานให้ฟังว่า ในตอนนั้นพอร์ตการลงทุนจะต่างจากในปัจจุบันโดยแบ่งเงินลงทุนเป็น 3 ส่วนเท่าๆ กัน ได้แก่ 1) ลงทุนในตั๋วสัญญาใช้เงิน (P/N) ซึ่งให้ดอกเบี้ยดีมากประมาณ 16% ต่อปี 2) เงินลงทุนในหุ้นรายตัว และ 3) เงินหมุนเวียน

"ช่วงวิกฤติต้มยำกุ้งตอนนั้นตั๋วสัญญาใช้เงินก็ถูกแช่แข็งเอาไว้ เงินลงทุนในหุ้นก็เป็นศูนย์ไป แต่เรายังอยู่เพราะมีเงินทุนหมุนเวียนเหลืออีกส่วนหนึ่ง ตอนนั้นถือเป็นประสบการณ์ที่ไม่ค่อยดีนักแต่ก็ไม่กลัว เพราะเราโชคดีที่แบ่งเงินเป็น 3 ส่วน ความมีวินัยในการแบ่งเงินตรงนั้น เมื่อเกิดวิกฤติทำให้เรายังมีเงินเหลือตั๋วสัญญาใช้เงินในอีก 3 - 5 ปี ก็ ได้เงินกลับมา ในส่วนหุ้นก็คิดว่าไม่เป็นไรถือเป็นการเรียนรู้ประสบการณ์ ถามว่ากลัวมั้ย ไม่กลัว เห็นหุ้นขึ้นไป 1,700 จุด ลงมา 200 จุด ปัจจุบันก็ยังมั่นใจในตลาดหุ้นไทย เพราะปัจจุบันดอกเบี้ยก็น้อยมาก ถ้าเราอยากจะออมไปใช้ในตอนที่เราเกษียณการลงทุนระยะยาวในหุ้นน่าจะเป็นคำตอบที่ตอบโจทย์ดีที่สุด"

ชนันท์ดา ยังบอกอีกว่า ตัวเองเป็นคนที่มีวินัยการออมมาตลอดตั้งแต่เริ่มชีวิตการทำงานและเป็นคนที่ออมค่อนข้างมากประมาณ 60% ของเงินเดือนปัจจุบัน จะออมและลงทุน ที่เหลือไว้ใช้ สัดส่วนหุ้น 70% สำหรับตัวเอง "รับความเสี่ยงได้" อยากจะมีชีวิตหลังเกษียณแบบอยู่สบายไม่เป็นภาระใคร ด้วยระยะเวลาที่เหลืออีกไม่กี่ปีก่อนจะเกษียณอาจจะต้องสปีดนิดหนึ่ง การลงทุนที่จะทำให้ตัวเองถึงเป้าหมายเร็วที่สุดก็คือหุ้นและตัวเองยังโสดไม่มีภาระ พ่อแม่ก็โอเค อยากใช้ชีวิตท่องเที่ยวแบบที่ตัวเองชอบ ไม่ต้องประหยัดมากแต่กว่าจะมาสบายจุดนี้ได้ก็ออมมาตลอดทางเหมือนกันไม่ใช้เพิ่งเริ่มออม เพราะถ้าไม่ออมมาก่อนจะไม่มีต้นทุนตรงนี้ ในอนาคตก่อนเกษียณประมาณ 3 - 5 ปี อาจจะพิจารณาลดสัดส่วนการลงทุนในหุ้นลงได้ และในจังหวะที่เกษียณถ้าหุ้นตก "พ.ร.บ.กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ" เปิดให้เราคงเงินได้ก็คงเงินต่อไปได้ไม่เป็นไร ไม่จำเป็นจะต้องรีบเอาออก

"หุ้น 70% ส่วนตัวรับได้ แต่บางคนหุ้น 50% ก็มากไปแล้ว เวลาคนมาถามถึงบอกว่าอย่าไปดูใครเป็นตัวอย่าง ให้ดูใจเราก่อนว่าเรารับได้มั้ย ถ้าเรารับได้หุ้น 70% ก็ไม่สูง บางคนเวลาเห็นหุ้นขึ้นชอบไปลงทุนในหุ้น พอถามว่ารับความเสี่ยงได้มั้ย ตอบรับได้ แล้วตอนหุ้นตกรับได้มั้ย"

ส่วนตัวการลงทุนคุณเลือกก่อนว่าคุณชอบแบบไหน ถ้าเชื่อมั่นใน "การบริหารเชิงรับ (Passive)" ก็บลจ.ทหารไทย แต่ถ้าคุณเชื่อมั่นใน "การบริหารเชิงรุก (Active)" เราจะไม่เหมาะกับคุณ ส่วนตัวแค่ดัชนีโตระดับนี้ก็พอใจแล้วตรงนี้แล้ว การที่เราไปเลือกบางบลจ.ที่เป็น active เราไม่รู้หรอก วันนี้เขาอาจจะทำได้ดี ปีหน้าคุณจะต่ำลงหรือเปล่า Passive ถือเป็นแนวทางกลาง ๆ ไม่ต่ำไป ไม่สูงไป ราคาสมเหตุผลไปตามภาวะตลาด ซึ่งบางทีอาจดูไม่เยอะ แต่เป็นทางเลือกที่เหมาะกับตัวเอง

แต่ละคนไม่เหมือนกันถามบางคนไม่ชอบ อาจจะชอบ Active เพราะมองว่าได้ผลตอบแทนสูงกว่า Passive ก็อาจจะไปสายนั้น อยู่ที่ตัวเองถ้าคนชอบ Active ยังไงก็ไม่มา Passive จะไม่มี Passive อยู่ในพอร์ตคุณ แต่คนที่ชอบ Passive เขาก็ยังเชื่อมั่นก็จะไปลงทุนใน Active เหมือนเป็นคนละขั้วความคิด แต่เคยเจอที่เลือกทั้งคู่เพื่อจะดูว่าอันไหนดีกว่ากัน แต่ส่วนตัวมั่นใจใน Passive มีบทความอันหนึ่งมีคนไปถามวอร์เรน บัฟเฟตต์ ว่าควรจะลงทุนในหุ้นยังไง เขาตอบว่าถ้าคุณเป็นคนมีความรู้ คุณก็ไปเลือกหุ้นรายตัวได้ แต่ถ้าคนไม่มีความรู้จะลงทุนอะไรดีที่สุดเขาบอกให้ลงทุนใน Passive Fund

"ส่วนตัวตั้งเป้าหมายการลงทุนในหุ้นไว้ที่ 20% มองระยะยาวมากกว่าถ้าถึงก็ขายมาอยู่ในกองทุนตราสารตลาดเงินรอจังหวะเพื่อเข้าลงทุนใหม่อีกครั้ง ยังไม่ถึงก็จะไม่ออกใส่เงินเข้าไปเรื่อยๆ เพราะมองหุ้นคือการลงทุนระยะยาวจริงๆ ไม่ได้มองแค่ 1 - 3 ปี มองเป็น 10 ปี เคยเห็นดัชนี 1,700 จุด ลงมา 200 จุด ส่วนตัวเมื่อรับความเสี่ยงของหุ้นได้ก็ไม่มีแนวรับด้านล่าง มีแค่ 20% เป็นเป้าหมายในการทำกำไร ต่ำกว่านั้นก็ซื้อกลับมา ถ้าไม่มีเป้าหมายก็ลำบากที่จะซื้อหรือขายเวลาไหน จังหวะ (timing) ไม่มีใครตอบได้ แต่ถ้ามองว่า 10% ก็ได้ 15% ก็ได้ 20% ก็ได้ มันจะเหมือนมีวินัยที่จะทำให้คุณได้ทำแบบนี้ตลอดเวลาที่ลงทุน ถ้าหุ้นตกก็ซื้อกลับเท่านั้นเอง ระยะเวลาก่อนที่เกษียณเหลืออยู่พอสมควรในระยะยาวการลงทุนในหุ้นก็น่าจะดีกว่า"

ชนันท์ดา มองว่า การมี "วินัยในการออม" และ "การออมอย่างสม่ำเสมอ" เป็นกุญแจสำคัญที่ทำให้เธอเดินทางมาตามเส้นทางสู่ความมั่งคั่งได้ในทุกวันนี้ ตลอด 20 ปี ตลอดระยะเวลาที่ทำงาน อยากได้อะไรจะคิดก่อน บัตรเครดิตมี 2 ใบ โดยจะดูจากเป้าหมายในการใช้เป็นหลัก ใบหนึ่งเอาไว้รูดเพื่อสะสมไมล์เพราะเป็นคนชอบเดินทางท่องเที่ยวมีเป้าหมายชัดเจน อีกใบหนึ่งใช้ในการผ่อนสินค้าที่ให้ผ่อนได้ 0% แต่ จะดูว่าถ้าของแบบนี้ผ่อน 0% ดีกว่าสะสมไมล์ ก็จะผ่อน ดูวัตถุประสงค์ด้วย จะแยก 2 บัตรเท่านั้น ไม่ใช้มากกว่านี้ แล้วสมการในรายได้ในปัจจุบันต้องเปลี่ยนเป็น รายได้ - ออม ที่เหลือเป็นค่าใช้จ่าย ซึ่งเชื่อว่าทุกคนทำได้ แต่น้องๆ จบใหม่อาจมองว่ามีอะไรสำคัญกว่า ก็ต้องบริหารให้เป็น มีค่าใช้จ่ายก็อาจจะไม่มีเหลือออม แต่เรื่องนี้ถ้าสามารถเริ่มต้นได้เร็วก็ยิ่งดี

ก่อนจาก ชนันท์ดา ฝากว่า นอกจากมี "วินัยการออม" แล้ว ที่สำคัญ คือ ต้อง "เลือกลงทุนให้ถูก" ด้วย ถูกกับเป้าหมายและความสามารถในการยอมรับความเสี่ยงของตัวเอง ไม่ต้องไปดูคนอื่น และควรกระจายการลงทุนไปในสินทรัพย์ให้หลากหลายอย่างเหมาะสมด้วยเช่นกัน

 

Tags : ชนันท์ดา ปันยารชุน • ตลาดเงิน • ตลาดทุน • การออม • บลจ.ทหารไทย • ลงทุนหุ้น