Nationejobs.com
 

Moeny @ Work

“งาน” มีความสำคัญกับทุกคน แต่คุณรู้หรือไม่ว่า “การเงิน” ก็มีความสำคัญ ต่อการใช้ชีวิต ไม่น้อยไปกว่ากัน ลำพังการทำงานหาเงิน ไม่ได้ช่วยให้ คุณมั่งคั่งขึ้นมาได้ หากขาดหลักการใช้เงิน และบริหารเงิน ด้วยความรอบคอบ และระมัดระวัง

 
 

วันที่: 2014-09-30 10:00:42

ลงทุนหุ้นอย่างไรให้ได้ผลตอบแทนสม่ำเสมอ

หัวข้อนี้เป็นคำถามที่ได้รับจากผู้ลงทุนที่มีประสบการณ์ลงทุนในช่วง 1-5ปี จากการไปพูดในงานสัมมนาที่ตลาดหลักทรัพย์

เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา

วันที่ดัชนีตลาดหลักทรัพย์ขึ้นไปทะลุ 1,600 หลังจากไม่เห็นดัชนีที่ระดับนี้มากว่าหนึ่งปี

คำถามนี้ดีมาก และเชื่อว่ามีหลายคนอยากถามแต่กลัวคนอื่นมองว่าถามอะไรแปลกๆ

คำตอบมีทั้งแบบสั้นและแบบยาว ดิฉันได้ตอบแบบสั้นไปแล้ว จึงอยากจะนำมาแบ่งปันในคอลัมน์นี้ และเพิ่มคำตอบแบบยาวให้ด้วย เพื่อให้คำตอบสมบูรณ์ยิ่งขึ้นค่ะ

การลงทุนในหลักทรัพย์ประเภทหุ้นทุน ผู้ลงทุนมีสถานะเป็น “เจ้าของ” ซึ่งต้องรับความเสี่ยงจากการดำเนินธุรกิจ กรณีธุรกิจได้ผลกำไรดี ผู้ถือหุ้นหรือผู้ลงทุนก็จะได้รับผลตอบแทนดีไปด้วย ไม่ว่าจะเป็นจำนวนเงินปันผลที่เพิ่มขึ้น หรือราคาหุ้นที่ปรับเพิ่มขึ้น หรือโดยส่วนใหญ่จะเป็นทั้งสองกรณี คือ เงินปันผลก็เพิ่ม ราคาหุ้นก็เพิ่ม แฮปปี้กันโดยถ้วนหน้า

อย่างไรก็ดี หากการดำเนินธุรกิจไม่ได้เป็นไปตามเป้าหมาย เกิดมีการขาดทุน ผู้ถือหุ้นหรือผู้ลงทุนก็จะเป็น กลุ่มผู้ที่ได้รับผลกระทบเป็นกลุ่มแรก เช่นกันค่ะ ค่าขาดทุนนั้นก็จะถูกหักออกจากส่วนของผู้ถือหุ้นทันทีเช่นกัน

การลงทุนในหลักทรัพย์ประเภทหุ้นทุนจึงมีความเสี่ยงมากกว่าการลงทุนในฐานะเจ้าหนี้คือ การลงทุนในตราสารหนี้ เช่น พันธบัตรหรือหุ้นกู้ เพราะแม้กิจการจะขาดทุน แต่ก็ยังมีหน้าที่ต้องจ่ายดอกเบี้ยให้กับเจ้าหนี้ และผู้ถือหุ้นกู้

อย่างไรก็ดี เนื่องจากกิจการมีทั้งโอกาสทำกำไร และมีทั้งโอกาสขาดทุน การลงทุนในหุ้นทุนให้ได้ผลตอบแทนสม่ำเสมอจึงเป็นไปได้ยากค่ะ ยกตัวอย่างเมื่อตอนต้นปี คาดว่าตลาดหุ้นไทยจะให้ผลตอบแทน 12%พอใกล้กลางปีก็ปรับความคาดหมายเป็น 15% แต่ใน 9 เดือนแรกนี้ ตลาดหุ้นไทยให้ผลตอบแทนถึง23.21%

ได้ผลตอบแทนมาเกินคาดอย่างนี้ ก็ถือว่าไม่สม่ำเสมอแล้ว แต่เป็นความไม่สม่ำเสมอที่เราชอบ เราดีใจ เพราะได้มากกว่าที่คาดการณ์เอาไว้

สิ่งที่จะทำให้เรากังวลใจ ไม่สบายใจ คือเวลาได้รับผลตอบแทนน้อยกว่าที่คาดการณ์เอาไว้ หรือเมื่อเกิดขาดทุนต่างหาก ซึ่งก็เกิดขึ้นได้ไม่ยากเช่นกัน

ถามว่า ถ้าตลาดหุ้นไม่มีความผันผวนของผลตอบแทน ตลาดหุ้นจะน่าสนใจไหม

ดิฉันเห็นว่า “เสน่ห์” ของตลาดหุ้นอยู่ที่ความผันผวนนี่แหละค่ะ มีโอกาสได้ผลตอบแทนมากกว่าที่คาดเอาไว้ ก็ทำให้ตื่นเต้น มีโอกาสขาดทุน เงินลงทุนหดหายไปบางส่วน ก็ทำให้ตื่นเต้น

ถ้าลงทุนแล้วได้ผลตอบแทนสม่ำเสมอ ค่าเฉลี่ยของผลตอบแทนที่ได้รับก็จะไม่สูง หมดเสน่ห์ไป

ค่าความผันผวนนี้ วัดออกมาเป็นค่าความเบี่ยงเบน หรือเรียกว่าค่าความเสี่ยงก็ได้ค่ะ ซึ่งตลาดหุ้นไทยในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา มีค่าความผันผวนปีละ 18.37% และในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา มีค่าความผันผวนปีละ19.01% ส่วนตั้งแต่ต้นปี 2557 จนถึง 26 กันยายน มีค่าความผันผวน10.59%

สำหรับคำตอบแบบยาวก็คือ หากต้องการลงทุนในหุ้น แต่ให้มีความผันผวนน้อย ก็จะต้องเลือกหุ้นที่จะลงทุนในลักษณะของพอร์ตโฟลิโอ คือเลือกหลายๆ หุ้นในพอร์ต โดยหวังว่าเมื่อหุ้นของบริษัทหนึ่งปรับตัวลดลง หุ้นของบริษัทอื่นๆ อาจจะไม่ลดลงมากนัก หรืออาจจะปรับเพิ่มขึ้นชดเชยกันไป ก็จะผันผวนน้อยกว่าการลงทุนในหุ้นใดหุ้นหนึ่งค่ะ

จากการศึกษาของคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเมื่อหลายปีก่อน พบว่าจำนวนหุ้นในพอร์ตที่จะทำให้ค่าความผันผวนลดลงจนใกล้เคียงกับของตลาดโดยรวมคือพอร์ตการลงทุนที่มีหุ้นอยู่ในพอร์ตประมาณ 22 บริษัท

สำหรับผู้ลงทุนระยะยาวแล้ว ผลตอบแทนของการลงทุนในหุ้นทุนอาจจะดูเหมือนสม่ำเสมอ หากคิดจากเงินปันผลที่ได้รับ แต่ต้องเป็นเงินปันผลจากธุรกิจที่ค่อนข้างอยู่ตัวแล้ว คือไม่ได้มีการลงทุนเพิ่มในสัดส่วนสูงจนต้องงดจ่ายเงินปันผล หรือจ่ายเงินปันผลลดลง ผลตอบแทนจากเงินปันผลในตลาดหุ้นไทยก็จะอยู่ในช่วงระหว่าง 3-5% แล้วแต่ช่วงเวลา ซึ่งถือว่า ดีสม่ำเสมอใช้ได้ แต่เมื่อบวกรวมกับราคาหุ้นที่ปรับเปลี่ยนไปแล้ว ผลตอบแทนก็ไม่สม่ำเสมอค่ะ

แม้ผลตอบแทนจากการลงทุนหุ้นทุนจะไม่สม่ำเสมอ แต่ในระยะยาว อัตราผลตอบแทนเฉลี่ยจะดีค่ะ ยกตัวอย่างการลงทุนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย จากการวิจัยของ ดร.ชาติชาย มีสุขโข ที่ตีพิมพ์ในวารสารของสมาคมนักวางแผนการเงินไทย ฉบับไตรมาสที่สองของปี 2557 นี้ พบว่า หากลงทุนในตลาดหุ้นไทย 20 ย้อนหลัง ผู้ลงทุนจะไม่ขาดทุน และหากลงทุนยาวถึง 25 ปี มีโอกาส 100%เลยค่ะที่จะได้ผลตอบแทนเฉลี่ยไม่น้อยกว่า 6%ต่อปี ซึ่งถือว่าดีทีเดียวเมื่อเทียบกับการลงทุนอื่นๆ

ผู้ลงทุนที่ลงทุนในตลาดหุ้นไทยในช่วงหลังเกิดวิกฤตการณ์การเงินที่นำโดยการล้มละลายของเลห์แมนบราเดอร์ส์ อาจจะยังไม่เคยสัมผัสกับการปรับตัวครั้งใหญ่ของตลาดหุ้น เมื่อวันที่ 19 กันยายนที่ผ่านมา หนังสือพิมพ์วอลล์สตรีทเจอร์นัล ก็ได้ตีพิมพ์บทความเกี่ยวกับการมองโลกในแง่ดีของผู้ลงทุนว่าหุ้นจะไม่มีการปรับตัวลง และทำสถิติให้ดูด้วยว่า ดัชนีดาวโจนส์ในรอบนี้ ปรับตัวขึ้นมาตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2011 และยังไม่ได้ปรับฐานเกินกว่า 10%จนถึงปัจจุบัน คิดเป็นระยะเวลา 707 วันทำการซื้อขายแล้ว และเตือนผู้ลงทุนให้ระมัดระวัง

ในอดีต ดัชนีดาวโจนส์เคยอยู่ในช่วงขาขึ้นที่ไม่ปรับตัวลงเกิน 10%ยาวนานที่สุดในช่วง มกราคม 1991 ถึง ตุลาคม 1997 โดยมีระยะเวลายาวถึง 1,705 วัน รองลงมาเป็นช่วง พฤษภาคม 2003 ถึง พฤศจิกายน 2007 ยาว 1,132 วัน และมีช่วง สิงหาคม 1984 ถึง ตุลาคม 1987 ยาวนาน 808 วัน ดังนั้นในรอบนี้ จึงเป็นช่วงเวลา “กระทิง” ที่ยาวนานอันดับที่ 4 ในประวัติศาสตร์ของดัชนีดาวโจนส์เลยทีเดียว

ที่เขียนมาทั้งหมดนี้ เนื่องจากอยากเตือนให้ผู้ลงทุนเพิ่มความระมัดระวังในการลงทุน เพราะตลาดหุ้นในภูมิภาคต่างๆ ในโลกต่างล้วนแต่ปรับตัวสูงขึ้นโดยมีสาเหตุจาก“สภาพคล่องล้นโลก” กันทั้งนั้น และงานเลี้ยงย่อมมีวันเลิกราค่ะ เมื่อสภาพคล่องไหลกลับ ราคาอะไรขึ้นไปสูงกว่าปัจจัยพื้นฐานมากๆ ราคานั้นก็ย่อมจะถูกปรับลดลงมามากด้วย เพื่อมาอยู่ในระดับที่สมเหตุสมผล

 

Tags : วิวรรณ ธาราหิรัญโชติ