Nationejobs.com
 

Moeny @ Work

“งาน” มีความสำคัญกับทุกคน แต่คุณรู้หรือไม่ว่า “การเงิน” ก็มีความสำคัญ ต่อการใช้ชีวิต ไม่น้อยไปกว่ากัน ลำพังการทำงานหาเงิน ไม่ได้ช่วยให้ คุณมั่งคั่งขึ้นมาได้ หากขาดหลักการใช้เงิน และบริหารเงิน ด้วยความรอบคอบ และระมัดระวัง

 
 

วันที่: 2015-04-16 09:40:34

'หุ้นดี' ต้องมี 'ตำหนิ' พะเนียง พงษธา

'พะเนียง พงษธา' กูรูวีไอร้อยล้าน โชว์หุ้นพลิกชีวิต 6 ปี มูลค่าเพิ่มขึ้นแล้วกว่า 1.3 หมื่นเปอร์เซ็นต์ ย้ำหุ้น UAC-PTG และ SIMAT จะนำพาพอร์ต

แม้ในอดีต 'พรสวรรค์' เรื่องการลงทุนจะติดลบศูนย์ แต่ 'พรแสวง' ที่มีอยู่เต็มเปี่ยม ก็ทำให้ 'ฟืน-พะเนียง พงษธา' เซียนหุ้นวีไอ วัย 28 ปี ชนะเรื่องหุ้นได้ไม่ยาก..

ก่อนจะกลายเป็นเจ้าของพอร์ต 'หลักร้อยล้าน' ในอดีตเขาเป็นเพียงเด็กหนุ่มจากจังหวัดราชบุรี ผู้มีวิถีการใช้ชีวิตแบบเรียบง่าย ซึ่งความสมถะของเขา ทำให้ชีวิตในวัยเรียนมักถูกคนใกล้ตัวดูหมิ่นทุกครั้งเมื่อเขาขยับตัวทำอะไร การเดินสายขึ้นรับรางวัลชนะเลิศแข่งขันหมากล้อมเกือบทุกเวที คือ เครื่องพิสูจน์ความสำเร็จที่เขาพยายามส่งต่อถึงใครบางคน

'ฟืน' เริ่มสนใจการลงทุนในตลาดหุ้นครั้งแรก เมื่อปี 2551 หลังเห็นรุ่นพี่ในคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เล่นแล้ว 'รวย' เขาไม่รอช้ารีบเบิกเงินเก็บบางส่วนออกมา 3 หมื่นบาท เพื่อมาแสวงหาโอกาส หุ้น ไลฟ์ อินคอร์ปอเรชั่น หรือ LIVE คือ หลักทรัพย์ตัวแรกที่สร้าง 'กำไรหลักแสน' เข้ากระเป๋า

ดีใจได้ไม่นาน เขาก็ทำเงินของตัวเอง พ่อแม่ และเพื่อน 'ขาดทุนย่อยยับ' จากหนึ่งล้านบาท เหลือเพียง 6 หมื่นบาท หลังโยกเงินลงทุนจากหุ้น ปตท.หรือ PTT ไปซื้อหุ้น ริช เอเชีย สตีล หรือ RICH ตามคำบอกกล่าวของรุ่นพี่ที่ออกตัวแรงการันตีว่า หุ้น RICH จะขึ้นจาก 1 เป็น 4 บาท ในเร็ววัน แต่ผลปรากฎว่า วิกฤติสินเชื่อซับไพร์มทำสวรรค์ล่ม..

แต่เมื่อเปลี่ยนแนวมาลงทุนแบบเน้นคุณค่า หรือ Value Investor ตามคำสอนของเว็บไซด์ www.yoyoway.com ของ 'โยโย่-สันติ สิงหวังชา' เซียนหุ้นวีไอรายใหญ่ พอร์ตหุ้นของ 'พะเนียง' ก็ค่อยๆขยับขึ้น จาก 'หลักสิบล้าน' เป็น 'ร้อยล้าน' และอาจเป็น 'พันล้าน' ในปี 2558 ผ่านมา 6 ปี พอร์ตลงทุนขยายตัวแล้ว 1.3 หมื่นเปอร์เซ็นต์

'จุดเปลี่ยนการลงทุนครั้งแรก' 

'พะเนียง' เล่าว่า เกิดขึ้นในช่วง 2553 หรือปี 2554 หลังทุ่มเงินซื้อ หุ้น เหมราชพัฒนาที่ดิน หรือ HEMRAJ ผู้พัฒนาธุรกิจนิคมอุตสาหกรรม พร้อมระบบสาธารณูปโภค และธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ ราคาหุ้นละ 80 สตางค์ ถือมาเกือบปีปล่อยออกในราคา 2 บาทต่อหุ้น

ช่วงนั้นมีสตอรี่ว่า บริษัทกำลังจะทำโครงการโรงไฟฟ้า ภายใต้ชื่อ เก็คโค่-วัน ซึ่งธุรกิจนี้สามารถสร้างกำไรต่อหุ้นได้ประมาณ 0.1 บาท ในขณะที่กำไรจากการทำธุรกิจนิคมอุตสาหกรรมสร้างกำไรต่อหุ้นได้ที่ระดับ 0.1 บาทต่อหุ้น ฉะนั้นเมื่อธุรกิจโรงไฟฟ้าเกิดขึ้นกำไรต่อหุ้นต้องเพิ่มขึ้นเท่าตัว

'ผมไม่ได้วิเคราะห์หุ้นเก่ง แต่อาศัยเลือกหุ้นเด่นตามคนเก่งแนะนำแต่ก่อนซื้อเราต้องไปหาความรู้เพิ่มเติมก่อน ถ้าใช่จะซื้อครั้งละไม่มาก ซึ่งไม่เหมือนปัจจุบันที่จัดเต็มตลอด'

หลังอารมณ์ดีจากการโกยกำไรหุ้น HEMRAJ ได้ไม่นาน ก็รีบออกตามหาหุ้นตัวต่อไปหวยไปออกที่ หุ้น จัสมิน อินเตอร์เนชั่นแนล หรือ JAS ผู้ประกอบการธุรกิจให้บริการอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง ธุรกิจให้บริการโครงข่ายโทรคมนาคม และธุรกิจงานจัดหา ออกแบบและวางระบบสื่อสารและโทรคมนาคม 
เริ่มช้อนตั้งแต่ 80 สตางค์ ถึง 1 บาท ก่อนปล่อยออกในราคา 2.80 บาท สตอรี่ของหุ้น JAS ในช่วงนั้น คือ คนเริ่มเข้าถึงอินเตอร์เน็ตมากขึ้น ทำให้เชื่อว่าผลประกอบการต้องปรับตัวขึ้นอย่างแน่นอน

การลงทุนในหุ้น JAS ทำให้ได้บทเรียนที่น่าจดจำอย่างหนึ่ง นั่นคือ ในช่วงที่หุ้น JAS ปรับตัวขึ้นจาก 2 บาท มายืน 4 บาท จนพอร์ตขยับเป็น 40 ล้านบาท ทำให้เกิดอาการติดใจเลยตัดสินใจ 'เล่นบัญชีมาร์จิ้น' คิดเป็น 30% ของพอร์ต

หลังอัดมาร์จิ้นได้ 2 วัน หุ้น JAS ล่วงเกือบติดฟลอร์ เพราะมีข่าวลือว่า งบการเงินจะออกมาแย่มาก ทำให้นักลงทุนรีบเทขายทำกำไร ผลการลงทุนในครั้งนั้น คือ 'ขาดทุนวันเดียวสิบล้าน' ทำให้พอร์ตลดลงเหลือ 30 ล้านบาท ช่วงนั้นใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัวถึงขั้นความดันไม่ปกติ 'คุณไปวิ่งมาหรือเปล่า ทำไมความดันสูง' คุณหมอเอ่ยปากถาม ผมสวนกลับทันทีว่า 'ผมไม่ได้วิ่ง แต่หุ้นผมมันวิ่งลง' 

'ถ้าไม่ขายหุ้น JAS มีหวังโดนบังคับขายแน่ บทเรียนครั้งนั้น ทำให้รับรู้ถึง 'จุดอ่อน' ของตนเองที่ไม่สามารถวิเคราะห์ธุรกิจได้ขาด และยังบริหารความเสี่ยงไม่ดีพอ วันนั้นบอกกับตัวเองว่า ต้องเลิกเล่นมาร์จิ้น' 

'เซียนร้อยล้าน' เล่าต่อว่า แม้จะเจ็บแต่ไม่เข็ด โยกเงินไปซื้อ หุ้น แสนสิริ หรือ SIRI ธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ หลังผู้บริหารประกาศว่า จะนำพาบริษัทขึ้นแท่นอันดับ 1 แซงหน้า บมจ.พฤกษา เรียลเอสเตท หรือ PS จึงตัดสินใจซื้อหุ้นแม่ 10% ของพอร์ต และใบสำคัญแสดงสิทธิที่จะซื้อหุ้น แสนสิริ หรือ SIRI-W1 ประมาณ 20% ของพอร์ต

สาเหตุที่จัดลูกหุ้นมากกว่าหุ้นแม่ เป็นเพราะตอนนั้นราคาวอร์แรนต์วิ่งอยู่แค่ 60-70 สตางค์ ซึ่งถือว่า ค่อนข้างต่ำ ทำให้เชื่อว่า โอกาสปรับตัวขึ้นน่าจะมีมากกว่าหุ้นแม่ สุดท้ายโชคไม่เข้าข้าง (หัวเราะ) เกิดเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ในกรุงเทพ ทำให้ราคาวอร์แรนต์ปรับตัว ลดลงเหลือ 20 สตางค์ 
สุดท้ายตัดสินใจขายวอร์แรนต์ทั้งหมด รวมถึงหุ้นตัวอื่นๆด้วย เพื่อนำเงินมาซื้อหุ้นแม่ที่ราคา 1 บาท ถือลงทุนได้ 6 เดือน ราคาแม่เด้งขึ้นมายืน 2 บาท จึงจัดการขายยกพอร์ต ทำให้พอร์ตลงทุนกลับมายืนที่ 30 ล้านบาทเหมือนเดิม แต่ขายได้ไม่นานราคาขึ้นไปสูงถึง 5 บาท โอ๊ย! ชีวิต..หลังจากนั้นเลิกเล่นวอร์แรนต์เลย

'จุดพลิกครั้งที่สอง'

'หนุ่มนักลงทุน' เล่าว่า เกิดขึ้นในช่วงต้นปี 2555 หลังเข้าซื้อ หุ้น อาร์เอส หรือ RS ในราคา 2.80-2.90 บาท คิดเป็น 50% ของพอร์ต แท้จริงแล้ว 'จุดสนใจ' ไม่ได้เกิดขึ้นด้วยตัวเอง แต่มาจากการแนะนำของเซียนหุ้นรุ่นพี่ 'มี่-ทิวา ชินธาดาพงศ์' หลังเจอกันที่งานประชุมผู้ถือหุ้น โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น หรือ DTAC

'หุ้นอาร์เอสจะพลิกชีวิต' 

หลังศึกษา หุ้น อาร์เอส ตามคำแนะนำของรุ่นพี่แล้วพบว่า อนาคตกำลังจะดีขึ้นจริงๆ ตอนนั้นรีบหันไปบอกแฟนสาวว่า 'จุดเปลี่ยนของชีวิตกำลังมา' สตอรี่ หุ้น อาร์เอสในครั้งนั้น คือ บริษัทกำลังเริ่มทำช่อง 8 แม้ช่วงแรกจะขาดทุน แต่เขาปรับกลยุทธ์ตามพฤติกรรมของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไปได้อย่างรวดเร็ว ฉะนั้นเมื่อเขาเริ่มก่อน ย่อมเป็นผู้ชนะ

วันนี้ผู้บริหารอาร์เอสพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า เขาทำได้จริงๆ ที่ผ่านมาไม่ว่าจะเกิดปัญหาอะไร แต่บริษัทสามารถปรับตัวได้อย่างรวดเร็ว นั่นเป็นเพราะเขามีความมุ่งมั่น และยืดหยุ่น ไม่ดื้อ ทำให้ตอนนั้นมีความเชื่อว่า ภายใน 3-5 ปีข้างหน้า กำไรสุทธิของบริษัทต้องแตะระดับพันล้าน และราคาหุ้นต้องขึ้นไปสูงถึง 20 บาท

สุดท้ายรอไม่ไหว ตัดสินใจปล่อยทำกำไรเมื่อต้นปี 2556 ที่ระดับ 12 บาท จากต้นทุน 2.80 บาท หลังยกหุ้น อาร์เอส พอร์ตลงทุนปรับตัวขึ้นแท่น 'หลักร้อยล้าน' (แอบบอกตัวเลข) จากนั้นก็โยกเงินไปเล่น หุ้น อินทัช โฮลดิ้งส์ หรือ INTUCH แต่ดีใจไม่นาน ราคาหุ้นก็ลดลง ทำให้พอร์ตไหลลงมาอยู่ระดับ 80-90 ล้านบาท

เมื่อเห็นท่าไม่ดี ตัดสินใจถอนกำลัง ด้วยการโยกเงินไปซื้อ หุ้น เวิร์คพอยท์ เอ็นเทอร์เทนเมนท์ หรือ WORK คิดเป็นประมาณ 30% ของพอร์ต ราคาเฉลี่ย 20-24 บาท ซึ่งองค์กรนี้ 'โดดเด่น' เรื่องคอนเทนต์ เห็นได้จากเรตติ้งรายการทีวี แต่ตอนนี้ไม่มีหุ้นแล้วขายไปตั้งแต่ราคา 30-40 บาท หลังถือลงทุนได้ไม่นาน

'เซียนหุ้น' เล่าถึง 'หุ้นพลิกชีวิต' ตัวต่อไปว่า หลังโกยกำไรจากหุ้น WORK ก็หันไปลงทุนใน หุ้น สหการประมูล หรือ AUCT ซึ่งหุ้นตัวนี้ถูกหลักการวีไอทุกประการ เห็นได้จากตัวเลขกำไรสุทธิที่ได้ปรับตัวขึ้นจาก 69 ล้านบาท ในปี 2556 เป็น 202 ล้านบาท ในปี 2557 หากเข้าไปดูรายละเอียดจะพบว่า บริษัทแห่งนี้ใช้เงินลงทุนในการทำธุรกิจน้อยมาก ส่วนใหญ่จะลงทุนสร้างเต็นให้แบงก์เอารถที่โดนยึดมาเปิดประมูล ซึ่งบริษัทก็จะได้เงินค่าบริการ

'สุดยอดโมเดล' นิยามเช่นนี้ให้ AUCT คงไม่ผิด เพราะบริษัทแทบไม่มีหนี้เสีย ไม่มีสินค้าคงเหลือ กระแสเงินสดดีมาก แถมมีมาร์เก็ตแชร์ 60% ของตลาดประมูลรถยนต์ ส่งผลให้บริษัทมีความสามารถในการแข่งขันค่อนข้างสูง ยุทธศาสตร์การทำธุรกิจลักษณะนี้จะทำให้เกิดวงจรแห่งความร่ำรวยต่อไปเรื่อยๆ

เมื่อคิดได้เช่นนั้นจึงตัดสินใจอัดเงินซื้อหุ้น AUCT ตัวเดียว 90% ของพอร์ต ที่ราคา1.90-2.70 บาท ถือเป็นการลงทุนค่อนข้างมาก เพราะปกติจะซื้อหุ้นหนึ่งตัวเพียง 50% ของพอร์ตเท่านั้น

ณ วันปิดสมุดทะเบียน 2 มี.ค.2557 'พะเนียง' ขึ้นแท่นผู้ถือหุ้นอันดับ 6 สัดส่วน 36.70 ล้านหุ้น คิดเป็น 6.67% แต่ปัจจุบันได้เทขายหุ้น AUCT หมดแล้วที่ระดับ 6-7 บาท หลังถือลงทุนมา 6-7 เดือน ส่งผลให้พอร์ตหุ้นดีดขึ้นมาแตะระดับ 200 ล้านบาท

'กำไรคือเจ้ามือตัวจริง' เขาพูดประโยคเดียวกับ 'อนุรักษ์ บุญแสวง' นายกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า (ประเทศไทย) 
ถามว่าปัจจุบันมีหุ้นกี่ตัว? เขาตอบว่า ใจจริงอยากมีหุ้น 5-7 ตัว แต่ทำไม่ได้ เพราะลงทุนคนเดียว ทำให้ที่ผ่านมามีหุ้นในมือเพียง 2-3 ตัวเท่านั้น เมื่อไม่นานมานี้ได้ซื้อ หุ้น ยูเอซี โกลบอล หรือ UAC ต้นทุน 8-9 บาท หลังติดตามข้อมูลมานานกว่า 3 ปี

ที่ผ่านมา UAC ถือเป็นบริษัทรายเดียวที่มุ่งมั่นทำธุรกิจโรงไฟฟ้าไบโอแมส โดยมีเป้าหมายการเปิดโรงงาน 20 แห่ง ณ วันที่ 17 มี.ค.2558 'พะเนียง' มีหุ้น UAC ประมาณ 9.40 ล้านหุ้น คิดเป็น 1.70% 

ระหว่างนั้นยังศึกษาธุรกิจของ บมจ. พีทีจี เอ็นเนอยี หรือ PTG เพราะอยากลงทุนหุ้นที่มีความมั่นคง จึงตัดสินใจซื้อหุ้น PTG คิดเป็น 60% ของพอร์ต ต้นทุนเฉลี่ย 3.80-5 บาท แม้วันนี้ราคาหุ้น PTG ยังไปไม่ได้ดั่งใจ แต่เชื่อว่า 'จุดเด่น' ของธุรกิจจะนำพาให้ราคาขยับไปไกลกว่านี้ 

จุดเด่นที่ว่า คือ 1.บริษัทถือเป็นผู้ประกอบการรายเดียวที่เปิดสถานีบริการน้ำมันตาม ถนนสายรอง โดยจะเน้นให้บริการรถชาวบ้าน ซึ่งสถานีบริการแบรด์อื่นๆไม่ได้เน้นเปิดในลักษณะนั้น 2.ปัจจุบันประเทศไทยมีสถานีบริการน้ำมันประมาณ 2-2.5 หมื่นสถานี แบ่งเป็นสถานีบริการมีแบรนด์ 5 พันสถานี ที่เหลือเป็นสถานีบริการที่ไม่มีแบรนด์

โดยในส่วนของสถานีไม่มีแบรนด์ บริษัทจะเสนอตัวเข้าไปขอเช่าพื้นที่จากเจ้าของเดิม เพื่อนำมาปรับปรุงเป็นสถานีบริการของ PTG ซึ่งวิธีนี้จะทำให้ยอดขายสถานีบริการแต่ละแห่งเพิ่มขึ้นทันทีประมาณ 50% ภายในกี่เดือน ปัจจุบันแบรนด์ PTG ขึ้นเป็นอันดับ 2 แซงหน้าแบรนด์บางจากเรียบร้อยแล้ว เป้าหมาย คือ ภายใน 4 ปีข้างหน้าต้องมีสถานีบริการน้ำมัน ระมาณ2 พันแห่ง

'เลือกซื้อหุ้นต้องมีตำหนิบ้างถึงจะได้กำไร' 'พะเนียง' เชื่อเช่นนั้น

เขาเล่าต่อว่า เมื่อไม่นานมานี้เพิ่งซื้อ หุ้น ไซแมท เทคโนโลยี SIMAT ในกระดาน ก่อนจะมาขอใช้สิทธิซื้อหุ้นเพิ่มทุน SIMAT จำนวน 6 ล้านหุ้น ราคา 5 บาท ติดไซเรนต์พีเรียด 1 ปี ปัจจุบันลงทุนหุ้นSIMAT คิดเป็น 7% ของพอร์ตลงทุน

จริงๆตั้งใจจะซื้อหุ้นเพิ่มทุน SIMAT ทั้งหมด 17 ล้านหุ้น แต่เนื่องจากสภาพคล่องหุ้นไม่ค่อยมี และอาจมีความเสี่ยงเรื่องเทคโนโลยีจึงตัดสินใจซื้อแค่ 6 ล้านหุ้น และไปชวนเพื่อนมาช่วยซื้ออีก 1 ล้านหุ้น

'ผมซื้อหุ้นเพิ่มทุน SIMAT ราคาตลาดไม่มีดิสเคาท์ ไม่อยากขอลดราคาเยอะ เพราะไม่ต้องการเอาเปรียบผู้ถือหุ้นรายย่อย'

หุ้น SIMAT มีอะไรดี? นักลงทุนอายุน้อย ตอบคำถามนี้ว่า บมจ.แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส หรือ AIS ในฐานะคู่ค้ากับ SIMAT มีแผนจะลงทุนไฟเบอร์ทูโฮม (FTTX) ประมาณ 10 ครัวเรือน ภายใน 5 ปีข้างหน้า ด้วยความที่ติดตามหุ้น SIMAT มานานทำให้รู้ว่า บริษัทมีโครงข่ายไฟเบอร์ทูโฮมรายเดียวในจังหวัดเชียงใหม่,นครราชสีมา และขอนแก่น ฉะนั้นหาก AIS หันมารุกตลาดนี้อย่างจริงจัง SIMAT ย่อมได้ผลดีตามไปด้วย 
เขา ยอมรับว่า วันนี้ความยากในการลงทุน คือ ทำอย่างไรให้ข้อมูลที่มีประโยชน์ผ่านตาแล้วตกผลึกจนสามารถนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์ ซึ่งจะแตกต่างจากในอดีตที่การหาข้อมูลเป็นเรื่องยากที่สุด

ก่อนจะตัดสินใจซื้อหุ้นต้องดูอะไรก่อน? ข้อแรก หนี้สิน ข้อสอง ดูไส้ในของกำไร ข้อสาม กระแสเงินสด หากเข้าสเปกก็จะเข้าไปดูรายละเอียดของธุรกิจ เรียกว่า ตรวจสอบทุกแง่มุม ส่วนใหญ่ใช้เวลาศึกษาไม่นาน หากมั่นใจจัดเลย แต่จะจัดแบบครั้งเดียว หรือทยอยซื้อ ก็แล้วแต่จังหวะ เว้นแต่มั่นใจว่าจะเป็นหุ้นเปลี่ยนชีวิตก็ต้องจัดหนัก

'กลุ่มดิจิตอล อีโคโนมี และกลุ่มพลังงานทดแทน ตลอดปี 2558 ยังคงเป็นกลุ่มที่น่าสนใจ'

ชายหนุ่มผู้มีความมุ่งมั่นเป็นที่ตั้ง บอกว่า หากวันหนึ่งสามารถดูแลครอบครัวได้อย่างเต็มที่แล้ว ก็อยากจะหันมาดูแลสังคมให้มากกว่านี้ ฉะนั้นเป้าหมายการลงทุนในช่วง 5-10 ปีข้างหน้า คือ เติบโตปีละ 20% จากนั้นขอขยายตัวเท่าตลาดประมาณ 10%

'เป้าหมายการลงทุนในปี 2558 อยากเห็นตัวเลขแตะระดับ 1 พันล้านบาท' ชายวัย 28 ปี บอกถึงความฝันของตัวเอง

แม้ว่าตลอดปี 2557 จะโกยกำไรพลาดเป้าไปบ้าง แต่ปัจจุบันเขาก็สามารถสร้างพอร์ตลงทุนได้สูง 'กว่าร้อยล้าน' แม้วันนี้เขาจะขอไม่เปิดเผยตัวเลขการลงทุน และเป้าหมายในอนาคตที่ได้ยินต้องร้องโอ้โห!! ตามคำขอของผู้ใหญ่ในวงการ แต่เขาเชื่อว่า ความตั้งใจเกินร้อยจะทำให้ความฝันของชายชื่อ 'พะเนียง' เป็นจริง

'หุ้นพื้นฐานดีจะปกป้องต้นทุนของเรา' เขา ทิ้งท้ายอย่างนั้น

- See more at: http://www.bangkokbiznews.com/news/detail/642189#sthash.pcMTyrjb.dpuf