คำแนะสำหรับคนที่ต้องการหางานทำ เช่น การสัมภาษณ์ การกรอกใบสมัครงาน การเขียนจดหมายสมัครงาน การเขียนเรซูเม่ สำนวนและอื่น โดยคุณธนพล จาดใจดี
วันที่: 2008-06-10 00:00:00
คนหลายคนอยากจะเปลี่ยนงาน แต่ไม่แน่ใจว่าช่วงไหนจึงจะจังหวะการเปลี่ยนงานที่เหมาะสม เพราะการเปลี่ยนงานแต่ละครั้งจะมีทั้งสิ่งที่ได้มาเพิ่มเติมและสิ่งที่จะต้องไปเริ่มต้นใหม่ ดังนั้น การเปลี่ยนงานใหม่ควรคิดให้รอบคอบ เพราะการเปลี่ยนงานใหม่ ถ้าคิดผิดคิดจะขอกลับมาทำงานที่เดิมแทบจะเป็นไปไม่ได้ มีเฉพาะคนบางคนในบางองค์กรเท่านั้นที่โชคดี บริษัทเก่ายังอ้าแขนรับกลับมาทำงาน
สำหรับข้อคิดสำหรับคนที่คิดจะเปลี่ยนงานให้เหมาะสมกับช่วงจังหวะมีดังนี้
เชี่ยวชาญในงานที่ทำ
ถ้าเราทำงานในระดับหรือตำแหน่งใดตำแหน่งหนึ่ง องค์กรใดองค์กรหนึ่งจนมั่นใจว่าเรารู้งานนั้นทะลุปรุโปร่งแล้ว ผ่านการเรียนรู้ ผ่านการทำงาน ผ่านการพัฒนางานมาเรียบร้อยแล้ว และยังไม่มีวี่แววว่าเราจะได้เลื่อนตำแหน่ง คงพอจะบอกเราได้ว่าเวลานี้น่าจะเป็นเวลาที่น่าจะคิดเปลี่ยนงานได้แล้ว เพราะการทำงานในจุดสูงสุดนั้น อัตราเร่งของความรู้และประสบการณ์ที่เพิ่มขึ้น อาจจะช้ากว่าอายุงานและอายุตัวที่เพิ่มขึ้นทุกปี พูดง่ายๆก็คือถ้าเราอยู่ในช่วงการเรียนรู้งาน ช่วงของการทำงาน หรือช่วงของการพัฒนาปรับปรุงงาน เวลาผ่านไปแต่ละปี เรายังได้อะไรเยอะอยู่ แต่เมื่อไหร่ที่เราทำงานเพื่อรักษาสถานะ ทำงานในจุดที่เรารู้หมดแล้ว อายุงานและอายุตัวผ่านไปแต่ละปี เราจะได้อะไรเพิ่มขึ้นน้อยมาก ถ้าเป็นบริษัทเราจะเรียกกันว่าขาดทุนกำไร หมายถึง ยังมีกำไรชีวิตอยู่ แต่เปอร์เซ็นต์กำไรชีวิตน้อยกว่าในปีก่อนๆ
อายุงานและอายุตัว
อายุงานก็เป็นดัชนีตัวหนึ่งที่พอจะบอกเราว่าเราควรจะเปลี่ยนงานได้แล้วหรือยัง เช่น เราทำงานมาประมาณ 5 ปี อายุงาน 10 อายุงาน 15 ปี แต่ยังไม่มีความก้าวหน้า ก็น่าจะบอกได้แล้วว่าเราควรจะเล็งๆงานใหม่ไว้บ้าง องค์กรส่วนใหญ่จะรับผู้จัดการอายุระหว่าง 30 -40 ปี ถ้าเราอายุใกล้ๆ 40 ปีแล้ว แต่เรายังเป็นซุปเปอร์ไวเซอร์อยู่ก็คงพอจะบอกได้ว่าถ้าหลังอายุ 40 ปีแล้ว โอกาสที่เราจะก้าวขึ้นเป็นผู้จัดการคงจะยากแล้ว เพราะคู่แข่งของเราคือคนอายุ 30 - 40 ปี
ดูจากคนรุ่นเดียวกัน
ดัชนีอีกตัวหนึ่งที่จะบอกเราว่าเมื่อไหร่เราควรจะคิดเปลี่ยนงานคือ ความก้าวหน้าของคนรุ่นเดียวกันกับเรา อาจจะดูว่าเพื่อนอายุรุ่นเดียวกัน เพื่อนที่จบมาด้วยกัน เพื่อนที่เคยทำงานด้วยกัน โดยส่วนใหญ่เขาไปถึงไหนกันแล้ว ถ้าปรากฎว่าเราอยู่ในกลุ่มค่อนข้างล้าหลัง ก็น่าจะบอกอะไรบางอย่างเกี่ยวกับการเปลี่ยนงานเราได้เหมือนกัน แต่ถ้าเราจัดอยู่ในกลุ่มก้าวหน้าอยู่แล้ว ก็อาจจะยังไม่ต้องคิดถึงการเปลียนงานก็ได้ เพราะถ้าขืนอยู่ในกลุ่มที่ก้าวหน้าเร็วอยู่แล้ว แต่เพิ่มอัตราเร่งในการเปลี่ยนงานและตำแหน่งงานสูงขึ้นไปเรื่อยๆ อาจจะเป็นหัดบินที่นกปีกหักเพราะดันรีบบินขึ้นไปสูงเกินไป เจอลมแรงมากกว่าความแข็งแรงของปีกที่เพิ่งหัดบิน
อยู่ในช่วงรอยต่อของเพดานบิน
คนทำงานควรจะมีการประเมินตัวเองอยู่ตลอดเวลาว่าในแต่ละช่วงเวลาตอนเองอยู่ระดับไหนของในแต่ละเพดานบิน ยกตัวอย่างเช่น ถ้าเทียบกับเพื่อนๆในระดับเดียวกันในที่ทำงานเดียวกัน เรารู้สึกว่าเราน่าจะอยู่ในกลุ่มที่ทำงานมานาน ประสบการณ์เยอะ และถ้าเทียบกับคนในระดับที่สูงกว่าเราอีกหนึ่งระดับก็พบว่าเราก็ไม่ได้มีความรู้ความสามารถห่างชั้นกับเขามากนัก จะต่างกันก็ตรงที่ระดับและตำแหน่งเท่านั้น จุดนี้ก็พอที่จะบอกเราว่าเราอยู่ในช่วงรอยต่อของเพดานบินแล้ว อีกก้าวเดียวหรืออีกสเตปเดียว เราก็น่าจะสามารถก้าวขึ้นไปอยู่อีกระดับหนึ่งแล้ว เพราะถ้าเราเปลี่ยนงานช่วงรอยต่อของเพดานบิน ชีวิตจะไม่เสี่ยงมากนัก และทำให้อายุงานของเราไม่ถูกดองไว้ในระดับใดระดับหนึ่งนานจนเกินไป
เปลี่ยนงานในช่วงขาขึ้น
ถ้าพูดถึงวัฏจักรของคนทำงานโดยทั่วๆไป ในช่วงแรกไม่ควรเปลี่ยนงานบ่อย เพราะอยู่ในช่วงของการเก็บเกี่ยวอายุงานและประสบการณ์(กระดูกยังอ่อนอยู่) และช่วงบั้นปลายของชีวิตการทำงานก็ไม่ค่อยเปลียนงานบ่อย เพราะความเสี่ยงในชีวิตสูงขึ้น (อายุมากขึ้น เงินเดือนมากขึ้น ใครจะจ้างก็คิดมากหน่อย ความกระตือรือร้นน้อยลงเพราะผกผันกับอายุตัวและอายุงานที่ทำงานมานาน) แต่ช่วงกลางๆของชีวิตการทำงาน(ม้างาน) จะเปลี่ยนงานบ่อยก็ไม่เป็นไร เพราะภาระในชีวิตยังไม่มาก มีแรงจูงใจในชี่วิตมาก(อยากแต่งงาน อยากเรียนต่อ อยากเก็บเงิน) และช่วงกลางของชีวิตการทำงานนี้ เป็นช่วงที่องค์กรกำลังแย่งตัวกันอยู่มาก
ดูปัจจัยดึงและปัจจัยดัน
ปัจจัยสุดท้ายที่พอจะบอกเราได้ว่าเราควรจะเปลี่ยนงานหรือไม่คือปัจจัยผลักจากที่ทำงานในปัจจุบัน เช่น ไม่มีวี่แววของความก้าวหน้า หรือมีปัญหาบางอย่างที่เราแก้ไม่ได้แน่ๆ และปัจจัยดึงคือความต้องการของตลาด เช่น ความถี่ที่บริษัทหางานนำข้อเสนอดีๆมาให้เรา ดูจากโอกาสความก้าวหน้าจากองค์กรอื่น
เราเป็นต้นไม้ประเภทไหน?
ไม้บางประเภทต้องมีการเพาะต้นกล้าในแปลงอนุบาลต้นกล้าก่อน เมื่อต้นกล้าเติบโตและแข็งแรงดี ผ่านพ้นเวลาอันตรายของต้นอ่อนจากศัตรูพืชต่างๆแล้วจึงค่อยนำไปปลูกในแปลงปลูกจริง ในขณะที่ไม้บางประเภทมีความแข็งแรงสามารถนำเมล็ดพันธุ์ไปปลูกลงในแปลงจริงได้เลย นอกจากนี้ ก็ยังมีไม้ประเภทไม้ประด้บ หายาก เป็นที่ต้องการของตลาด(คนรวย) ต้นไม้ประเภทนี้ไม่ว่าจะอยู่ไกล หายากแค่ไหน ราคาแพงขนาดไหน ต้นยิ่งโตยิ่งดี คนที่ต้องยอมลงทุนไปขุดถอนต้นไม้ประเภทนี้มา ประคบประหงมตั้งแต่ขุด ขนส่งและนำมาปลูกในที่ใหม่ คนทำงานก็เช่นเดียวกัน ขอให้ประเมินตัวเองดูว่าเราเป็นคนทำงานประเภทไหน เป็นที่ยังอ่อนด้อยประสบการณ์จะออกไปบินในยุทธจักรได้เลยหรือไม่ หรือต้องอาศัยที่ทำงานใดที่ทำงานหนึ่งเพาะตัวเองไปก่อน หรือเราเป็นคนทำงานที่พร้อมลุยในทุกสถานการณ์อยู่แล้ว มีโอกาสที่ไหนไปเลย หรือเราเป็นพวกอาชีพเฉพาะ เป็นผู้เชี่ยวชาญ เป็นที่ต้องการขององค์กรต่างๆ ถ้าเป็นอย่างนี้ไม่ต้องกลัวไม่ต้องมานั่งเสียเวลาคิดว่าควรจะเปลี่ยนงานเมื่อไหร่ เพราะแค่เอ่ยปากว่าอยากจะเปลี่ยนงานก็คงจะมีคนนำเทียบเชิญพร้อมราชรถมาเกยให้ถึงที่
สรุป
ใครคิดจะเปลี่ยนงานลองพิจารณาดูปัจจัยต่างๆดังที่กล่าวมาก่อนนะครับว่าตอนนี้เรามีเหตุผลข้อไหนที่พอจะสนับสนุนความคิดในการเปลี่ยนงาน ถ้าเป็นไปได้ควรจะดูจากหลายปัจจัยประกอบกัน ทั้งนี้ เพื่อให้มั่นใจได้ว่าเราเปลี่ยนงานในช่วงจังหวะเวลาที่เหมาะสม จะได้ไม่เสียใจและเสียดายในภายหลัง
ที่มา : www.peoplevalue.co.th