Nationejobs.com
 

Tips & Tools

คำแนะสำหรับคนที่ต้องการหางานทำ เช่น การสัมภาษณ์ การกรอกใบสมัครงาน การเขียนจดหมายสมัครงาน การเขียนเรซูเม่ สำนวนและอื่น โดยคุณธนพล จาดใจดี

 
 

วันที่: 2014-11-13 13:41:54

เกิดเป็นลูกคนที่เท่าไหร่ มีผลหรือไม่ต่อการทำงาน

ดิฉันมีความเชื่อว่า คนราเกิดมาเปรียบเสมือนผ้าขาว จะขาวนวล ขาวใส หรือขาวจ้า ล้วนถือว่าอยู่ในเกณฑ์ "ขาว"

จากนั้น เรื่องราวและประสบการณ์ชีวิต เป็นส่วนสำคัญในการลิขิตว่าผ้าขาวนี้ จะมีสีอะไรแต่งแต้ม

จะสีชมพูดั่งกุหลาบแรกแย้ม

หรือแซมด้วยสีหม่น ปนสีมืด

สีจะจืดหรือแจ่มจรัสเท่าไร

กำหนดได้ ด้วยปัจจัยที่นักวิจัยด้านจิตวิทยาเรียกว่า "filter" หรือ “ตัวกรอง” ไม่ว่าจะเป็นครอบครัว เพศ วัย ศาสนา โรงเรียน หน้าที่การงาน สังคม ฯลฯ

ล้วนเป็นหลอดสีที่กรองกลั่นกระหน่ำป้ายปาดวาดบนผ้าขาว

บางคราวคนระบายสุดบรรจงลงสีให้ ขณะเดียวกัน มีหลายสีที่เขาละเลงแบบไม่ได้ตั้งใจ

ทั้งตัวผ้าเอง ก็อาจซึมซับสีรอบตัว ที่รั่วซึมมาเลอะใส่ โดยมิได้รู้ตัว

ท้ายที่สุด จะผสมลงตัวจนงดงามหรือไม่ ใครกำหนด

หัวข้อนี้ เป็นประเด็นที่มีนักวิจัยสงสัยและศึกษากันอย่างกว้างขวาง เพื่อเพิ่มความกระจ่าง สร้างความเข้าใจในการปั้นคน

วันนี้ เรามาคุยกันเรื่องผลการศึกษาของอาจารย์ Hansa Bhargava กุมารแพทย์ ผู้เชี่ยวชาญด้านเด็กและพฤติกรรมครอบครัว ซึ่งส่งผลต่อชีวิตของเด็กยามเขาโตเป็นผู้ใหญ่ ต้องใช้ชีวิตในสังคม และโลกของการทำงาน

ประเด็นหนึ่งที่น่าสนใจ คือ ผลของการที่เราเกิดเป็นลูกคนที่เท่าไหร่ หรือที่ฝรั่งเรียกว่า birth order

ก่อนอื่น ท่านผู้อ่านลองทดสอบมุมมองตนเอง โดยตอบคำถามต่อไปนี้ค่ะ

1)การเกิดเป็นลูกคนที่เท่าไหร่ของครอบครัว มีผลต่องานที่เลือกทำหรือไม่

ก.มี ข. ไม่มี

2) นักบินอวกาศของสหรัฐอเมริกา ที่เดินทางสู่อวกาศกลุ่มแรก 23 คน มีประมาณกี่เปอร์เซ็นต์ ที่เป็นลูกคนโต

ก. 50% ข. 70% ค. 90%

3) ผู้บริหารสูงสุดขององค์กรในสหรัฐอเมริกาส่วนใหญ่เป็น

ก. ลูกคนโต ข. ลูกคนกลาง ค. ลูกคนเล็กง. ลูกคนเดียว

ตอบแล้วลองมาดูคำเฉลยจากผลการวิจัยกันค่ะ

1) คำตอบคือ ข้อ ก. มี

พ่อแม่ส่วนใหญ่ มีพฤติกรรมการดูแลลูกแต่ละคนในครอบครัวต่างกัน ขึ้นกับ birth order ของลูก

อาทิ พ่อแม่มักจะดูแลลูกคนโตแบบ "เป๊ะ" คุณหมอกุมารแพทย์บอกว่า เพราะความเป็น "มือใหม่" ลูกคนแรกเลยถูกดูแลแบบใกล้ชิดกว่าคนหลังๆ

ตัวอย่างเช่น พ่อแม่จะให้เวลาดูแลลูกคนโตในวัยเด็ก มากกว่าลูกคนรองๆ โดยเฉลี่ยประมาณ 3,000 ชั่วโมง หรือถ้านับเป็นวัน คือ ทุ่มเวลาดูแลเขามากกว่าดูแลคนน้อง 125 วัน !

ยามเมื่อน้องๆ คลานตามออกมา พ่อแม่มักเลี้ยงดูอย่างกังวลน้อยกว่า เพราะเรียนรู้บ้างแล้วว่าน่าจะทำอย่างไร เลยดูแลน้องแบบสบายๆ ปล่อยๆ ได้บ้าง

พฤติกรรมนี้ ส่งผลหลายหลากสู่ลูก อาทิ การเลือกงาน อาชีพเข้มๆ เป๊ะๆ เช่น แพทย์ เมื่อสาวไส้กลับไป พบว่าแพทย์ส่วนใหญ่เป็นลูกคนโต ขณะที่ลูกคนหลังๆ หรือคนเล็ก มีแนวโน้มที่จะชอบอาชีพที่โยงใยกับสายสังคม หรือสายศิลปะมากกว่า

2) คำตอบ คือ ค.

จากนักบินอวกาศกลุ่มแรก รวม 23 คน มี 21 คนหรือ 91% เป็นลูกคนโต (ขณะที่ 7 คนแรกที่ออกไปท่องอวกาศในเที่ยวแรก เป็นลูกคนโตหมดจด 100%!)

อาชีพนักบินอวกาศ คือ หนึ่งในอาชีพที่มีการคัดที่สุดของที่สุด ถูกทดสอบเข้มข้น ไม่ว่าจะเป็นความรู้ความสามารถ ทักษะ และความแกร่งด้านอารมณ์ เพื่อคัดหัวของหัวของหัวกะทิ

ลูกคนโตถูกเลี้ยงดูด้วย “สมอง” ของพ่อแม่ แม้บางครั้งจะฝืน “ใจ” ด้วยหลักเกณฑ์ที่ตีกรอบเข้มอย่างระมัดระวัง เพราะความกังวล เพราะความหวังดี เพราะความคาดหวังสารพัด จัดเต็มให้ลูกเอก พี่โต คุณเอ

ผู้ที่มีชื่อเสียงในความแกร่งเพราะถูกเลี้ยงแบบน้องหนึ่ง มีอาทิ อดีตนายกรัฐมนตรีแกร่งช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ของอังกฤษ Winston Churchill ประธานาธิบดีผิวสีคนแรกของสหรัฐ Barack Obama ก็เป็นลูกคนโตเช่นกัน

หากต้องเดา เราคงคาดได้อย่างไม่พลาดว่า ท่านนายกรัฐมนตรีประยุทธ์ จันทร์โอชา “พี่ตู่” เป็นพี่คนโตหรือไม่

คำตอบ คือ ใช่เลย !

3) ข้อ ก. คือคำตอบที่ถูกต้อง

จากการรวบรวมข้อมูลของอาจารย์ Bhargava พบว่าผู้บริหารสูงสุดขององค์กรในสหรัฐอเมริกา ส่วนใหญ่ คือ 44% เป็นลูกคนโต ขณะที่ 33% เป็นลูกคนกลาง และ 23% เป็นลูกคนเล็ก ด้วยเหตุผลคล้ายคลึงกับข้อข้างต้น

สรุปว่า ผ้าขาวผืนใหญ่ที่ห่อหุ้มเราตอนเกิด จะถูกแต่งแต้มแซมสีตั้งแต่วินาทีที่เราลืมตา

จะเป็นสีซีอีโอ สีศิลปิน สีนักบินอวกาศ หรือ สีนายกรัฐมนตรี

สภาวะแวดล้อมล้วนมีอิทธิพลต่อคนทั่วไป

อย่างไรก็ตาม..

คนเราโชคดีที่แตกต่างจากผักตบติดกอสวะในคลองแสนแสบ

ผักตบล่องลอยตามกระแสคลื่น กระเพื่อมคว่ำหงายตามแรงแห่งเรือด่วน ง่วนกลืนกินน้ำเน่า กอจะเฉาเน่าเหม็นหรือไม่ ขึ้นกับสภาพคลองที่ กทม.และประชาชนริมน้ำจะเมตตา

เพราะ คน คือมนุษย์สุดวิเศษ ตรงที่เรามีพลังมหัศจรรย์ที่จะพลิกผันชีวิตได้

แม้ดูเหมือน “ธรรมชาติ” ลำเอียง พ่อแม่เลี้ยงเราไม่เท่ากัน ทั้งสังคมก็อาจห้ำหั่นบั่นอนาคต เพราะถูกกำหนดโดยชุมชนที่เกิด และนามสกุลที่ใช้

แต่ตัวอย่างคนที่โดดเด่นเป็นผ้างาม โดยไม่ยอมตกต่ำมอมแมมตามปัจจัยรอบด้านก็มีให้เห็น

ทั้งคนที่เกิดมามีสุดพร้อม แต่เพียรหาสีมอมมามั่วจนตัวเหม็น ก็มีให้เห็นดาษดื่น

สรุปว่า ปัจจุบันเรา “มี” หรือ “ไม่มี” สีอะไรในตัว ให้ถือว่าเป็นเพียงตัวตั้ง

แต่จะ “ไป” ถึงไหน ไกลเท่าใดในอนาคต หวังพึ่งตัวตั้งและสิ่งแวดล้อมอย่างเดียวไม่ได้ ทั้งยังหมดเวลาโกรธโทษพ่อแม่ โดยต้องใช้คติที่ไม่เคยล้าสมัย

“ตน” เป็นที่พึ่งแห่งตน คนเดียวเลยค่ะ

 

 

Tags : บริหารจัดการ