Nationejobs.com
 

After Work

สมดุลของการงาน และชีวิต

 
 

วันที่: 2010-10-27

ล้างพิษสไตล์’ธรรมชาติบำบัด’

"ธรรมชาติบำบัดรักษาได้เกือบทุกโรค แต่ไม่ได้หายทุกคน" ถ้าคุณรักตัวเองก็ทำได้ นี่คือเรื่องเล่าจากคอร์สธรรมชาติบำบัดช่วง 4 วันที่ผ่านมา

"แม่ชีชัก..." เพื่อนในคอร์สตะโกนขึ้นกลางลานรับประทานอาหาร

สำหรับคนที่ไม่ป่วยอย่างเรา สิ่งที่ทำได้เวลานั้น ก็คือ วิ่งไปช่วยหาม เพื่อนที่อยู่ตรงนั้นใช้วิชาความรู้ที่ แม่อู่-ชัญญา เศรษฐบุตร วิทยากรธรรมชาติบำบัดสอนเมื่อวาน เธอบอกว่า ถ้าเจอคนป่วยโรคลมชัก แทนที่จะใช้ช้อนยัดใส่ในปากผู้ป่วยให้ใช้ผ้าขนหนูผืนเล็กๆ เพื่อไม่ให้เขากัดลิ้นตัวเอง

แม่อู่เคยป่วยหนักปางตาย จากทนายความร่างอ้วนๆ ทรงตัวแทบไม่ได้ กินยาจนเบลอ ณ วันนี้เธอปกติและกลายเป็นวิทยากรใจดีเป็นที่พึ่งพาของคนป่วยทั้งกายและจิต ซึ่งคำกล่าวนี้ไม่เกินไปสำหรับเธอ

แต่เมื่อเจอสถานการณ์จริง แม่ชีชัก ...คนที่อยู่ตรงนั้นหยิบฉวยสิ่งใกล้ตัวใช้ช้อนห่อผ้าผืนเล็กยัดใส่ปาก

จากนั้นใช้น้ำค่อยๆ ราดศีรษะและใช้ผ้าชุบน้ำเช็ดใบหน้าเพื่อระบายความร้อน สักพักแม่อู่ออกมาดึงช้อนในปากแม่ชีออก เหลือเพียงผ้าขนหนูผืนบางๆ แล้วให้เพื่อนๆ ที่มุงดู ถอยห่างออกไป ทั้งเช็ดตัว นวด และปลอบประโลมใจ

ไม่นานนัก...แม่ชีค่อยๆ ลืมตา พร้อมรอยยิ้มบางๆ น้ำตาซึมด้วยความรู้สึกขอบคุณ... ..........................

1.

นี่คือ การรักษาทั้งกายและใจด้วยแนวทางธรรมชาติบำบัด เพราะในคอร์สไม่อาจรู้ได้ว่า คนที่ป่วยจะมีอาการอย่างไร แม่อู่เจอมาทุกรูปแบบ เธอจึงมีสติตั้งรับ แม้กระทั่งกลางดึกก็มีคนมาตามว่า คนป่วยคนหนึ่งอาการไม่ดี ก็รักษาด้วยกระบวนการง่ายๆ แต่ใส่ใจทุกขั้นตอน เพราะแม่อู่ก็เคยป่วยหนัก เป็นทั้งลมชัก อาเจียน หลงๆ ลืมๆ จำใครไม่ได้ ชีวิตวนเวียนอยู่กับบ้านและโรงพยาบาล รักษามาทุกรูปแบบ ยกเว้นทางไสยศาสตร์และเวทมนตร์

พอมาเจอธรรมชาติบำบัด ซึ่งเป็นอีกทางเลือกและไม่ใช่เรื่องปาฏิหาริย์ เธอทำตามทุกขั้นตอนเพื่อล้างพิษในร่างกาย จากคนที่อาการหนัก เพื่อนๆ พากันห่วงใยกลับมามีชีวิตใหม่อีกครั้ง และสละตัวมาเป็นอาสาสมัครวิทยากร เปิดสายโทรศัพท์ให้คนป่วยปรึกษาตลอด 24 ชั่วโมง

คอร์สธรรมชาติบำบัดของเสถียรธรรมสถาน รุ่น 16 มีคนเข้าร่วมกว่า 40 คน มีทั้งป่วยเป็นมะเร็ง ลมชัก ภาวะซึมเศร้า ไมเกรน ฯลฯ รวมถึงคนไม่ป่วย แต่จำนวนน้อยมาก

เราถามแม่อู่ว่า ทำไมย้ำเรื่องใจบ่อยมาก เธอบอกว่า ได้อ่านประวัติคนเข้าคอร์สส่วนใหญ่ป่วย เมื่อคืนกลางดึกก็มีคนหนึ่งต้องไปดูแล บางคนตกอยู่ในภาวะอยากฆ่าตัวตายแบบนี้ก็มี

การเพิ่มมิติการเยียวยาทางใจในธรรมชาติบำบัด เป็นอีกแนวทางที่แม่ชีศันสนีย์และทีมงานเสถียรธรรมสถานเห็นว่าสำคัญมาก จึงมีทั้งการสวดมนต์ตอนเช้าและเย็น ภาวนากับเสียงคริสทัลโบวล์ โดยใช้คลื่นเสียง กระบวนการนี้คล้ายๆ ผ่อนพักตระหนักรู้ บางแห่งใช้การร้องเพลงด้วยเสียงนุ่มนวล หรือไม่ก็เปิดเพลงบรรเลงแนวธรรมชาติ เป็นการผ่อนพักที่ทำให้ร่างกายได้พัก บางคนหลับลึกไปชั่วขณะหนึ่ง และตื่นมาด้วยความสดใส

แม่ชีศันสนีย์มาช่วยเติมเต็มในเรื่องของจิต ท่านเล่าว่า สมัยเป็นศิษย์ท่านอาจารย์พุทธทาส ตอนท่านอาจารย์ป่วยไอเป็นเลือด แต่ใบหน้าท่านนิ่งมาก เพราะสภาวะจิตดี "อยากบอกว่า ลมหายใจเป็นอาวุธศักดิ์สิทธิ์ของธรรมชาติบำบัด ลมหายใจเข้าคือพลังของจักรวาล ลมหายใจออกคืนพลังให้จักรวาล ห้ามบังคับลมหายใจ ไม่ว่าหายใจสั้นหรือหายใจยาวให้อ่อนโยน ถ้าลมหายใจเข้า กายลมเข้าไปปรุงแต่งกายเนื้อ ถ้ากายลมเบากายเนื้อจะผ่อนคลาย ลมหายใจเป็นเครื่องมือที่จะจูงจิตของเราให้รู้ว่า กายและจิตอยู่ที่นี่"

2.

คอร์สล้างพิษลักษณะนี้ เพื่อให้นำกลับไปใช้ในชีวิตประจำวันได้จริง เหมือนเช่นที่วิทยากรย้ำว่า "ถ้ารักตัวเอง ก็ทำได้"

บางคนที่ไม่ป่วยอาจใช้วิธีการล้างพิษง่ายๆ แต่ทำได้ยาก ด้วยการดื่มน้ำมะพร้าวแทนอาหารสักหนึ่งวัน วันแรกๆ ที่ล้างพิษ บางคนอาจมีอาการมึนศีรษะและหิว ข้อสำคัญอย่าหักดิบ ค่อยๆ ปรับตามสภาพร่างกาย นอกจากดื่มน้ำมะพร้าวล้างพิษ วิทยากรยังให้ใช้น้ำมะพร้าวหยอดตาและลูบหน้า วิธีการนี้ไม่มีอันตรายใดๆ ทำให้ใบหน้าเต่งตึง แต่จะเต่งตึงแค่ไหนต้องลองเอง

นอกจากนี้อาจกระตุ้นร่างกายดีท็อกซ์สวนทวารด้วยน้ำสะอาด 300-500 ซีซี เพื่อนำพิษออกจากร่างกาย แต่อย่างไรก็ตาม ควรมีผู้รู้จริงให้คำปรึกษา

ชัญญา วิทยากรบอกว่า เมื่อล้างพิษด้วยน้ำมะพร้าวหนึ่งวัน ให้ถอยมาเริ่มกินผลไม้ในมื้อเช้าและเย็น และมื้อกลางวันเป็นอาหารมังสวิรัติ ข้อสำคัญ ต้องเป็นผลไม้ชนิดเดียวอาจเป็นรสเปรี้ยวพวกสับปะรด มะม่วงสุก หรือรสหวาน มะละกอ กล้วย นอกจากนี้กินผลไม้ฤทธิ์กลางแทรกได้หนึ่งชนิด พวกแก้วมังกรหรือฝรั่ง เนื่องจากระบบการย่อยอาหารในร่างกายเรา สามารถย่อยผลไม้ใน 1 ชั่วโมง, น้ำมะพร้าว 5 นาที ผัก 3-4 ชั่วโมงและเนื้อ 3 วัน

คนปกติอาจเลือกล้างพิษแบบธรรมชาติบำบัดเป็นระยะ 5-7 วัน โดยการกินผลไม้แทนอาหารสองมื้อ และอาหารมังสวิรัติหนึ่งมื้อ ช่วงเช้าขณะท้องว่าง ให้ดื่มน้ำหยวกกล้วย โดยการตัดลำต้นกล้วยที่ออกปลีและผลแล้ว นำแกนกลางที่มีสีขาวมาสับเติมน้ำแล้วปั่นดื่มสดๆ หรือใช้ฟักเขียว ปอกเปลือกและเม็ดออกนำมาสับเติมน้ำแล้วปั่น เนื่องจากเป็นพืชที่ให้พลังเย็นกับร่างกาย ควรดื่มประมาณ 5-7 วัน เพราะมีคุณสมบัติปรับสมดุลความเป็นกรดด่างในร่างกาย

ส่วนน้ำย่านางสามารถดื่มได้ทุกวัน โดยการนำใบย่านางมาขยี้ จนเป็นเมือกแล้วเติมน้ำร้อนหรือเย็น ดื่มสดๆ ระหว่างวันหากมีอาการปวดหัวให้อมมะขามเปียกเปรี้ยวๆ หรือมะนาวฝานบางๆ ถ้ามีอาการปวดหัวรุนแรงหรืออาการอื่นๆ ใช้น้ำราดหัว โพกผ้าเปียกๆ เพื่อบรรเทาอาการ เท่าที่เห็นหลายคนอาการดีขึ้น และที่ขาดไม่ได้คือ การดมใบกะเพรา ให้นำมาขยี้ จากนั้นเติมน้ำร้อนสูดดม ลดอาการภูมิแพ้ หอบหืด

3.

ส่วนกระบวนการล้างพิษด้วยการแช่น้ำ ในช่วงเย็นๆ พอกโคลน ที่นี่ใช้ดินจอมปลวกที่ร้างแล้วมาตากแดด ฆ่าเชื้อโรคแล้วนำมาพอกตัวสักครึ่งชั่วโมง ข้อสำคัญอย่าพอกทั้งตัว ปวดตรงไหนก็พอกตรงนั้น วิธีการนี้ดูดพิษได้ดี

วันแรกสนุกกับการพอกโคลน วันถัดมาแช่ตะโพกด้วยน้ำเปล่า มือและเท้าไม่ควรเปียกน้ำ แต่ศีรษะเปียกน้ำได้ วิธีการนี้ช่วยลดความร้อนในช่องท้อง ซึ่งเป็นศูนย์รวมประสาท เหมาะกับคนเป็นโรคความดันโลหิตสูง แก้อาการท้องผูก ลดแก๊สในกระเพาะ นอกจากแช่ตะโพก วันสุดท้ายแช่หลัง ลดอุณหภูมิของร่างกาย และกระตุ้นการทำงาน

ส่วนการอาบแดด เพื่อฆ่าเชื้อแบคทีเรียที่ไม่มีประโยชน์ต่อร่างกายและรับวิตามินดี โดยเฉพาะคนเป็นมะเร็ง เบาหวาน น่าจะออกมาอาบแดดบ่อยๆ ควรเลือกเวลาแดดอ่อนๆ ก่อนเวลา 09.00 น.และหลัง 16.30 น. โดยหันหน้าเข้าหาแสงอาทิตย์ 15 นาที จากนั้นหันหลังเข้าหาแสงอาทิตย์ 15 นาที ทั้งเช้าและเย็น

นอกจากนี้ยังมีวิธีการล้างพิษด้วยการล้างคอ ล้างตา ใช้ถ้วยล้างตา 2 ข้างกะพริบตาในน้ำสะอาด 2-3 นาที ส่วนการล้างคอ ให้ใช้เกลือป่นธรรมชาติ เล็กน้อย และมะนาวครึ่งซีกเติมน้ำอุ่นกลั้วคอ ส่วนการล้างจมูก ถ้าไม่รู้วิธีอาจทำให้แสบจมูก ใช้เกลือและมะนาวผสมน้ำแบบเจือจางล้างเพื่อขับมูก เมือก และสิ่งสกปรก

ที่เล่าๆ มาทั้งหมดเป็นกระบวนการที่ทุกคนได้ลองทุกขั้นตอนท่ามกลางบรรยากาศที่เป็นธรรมชาติ และมีเวลามากพอจะสังเกตเห็นว่า ถ้าคนป่วยแบบนี้แม่อู่จะจัดการอย่างไร เธอพยายามให้ความรู้เต็มที่ แม้จะมีคนซักถามทุกชั่วโมง เธอก็เต็มใจตอบทุกคำถาม

ในคอร์สแบบนี้ บางคนพาแม่มาเข้าคอร์สรักษาตัว บางคนลูกส่งแม่มาเข้าคอร์ส แม้จะเป็นลม หมดแรง ก็มีอาสาสมัครดูแลอย่างเต็มที่

นอกจากที่กล่าวมา ยังมีเกร็ดการดูแลสุขภาพตามแนวทางนี้แบบง่ายๆ และนำไปใช้ในชีวิตประจำวันได้ ถ้าเชื่อว่าคุณเป็นหมอรักษาตัวเองได้ เพียงแต่ต้องมั่นใจ เพราะแนวทางนี้อยู่ที่ใจ และต้องเข้าใจหลักการ ไม่หวาดกลัวว่า ไม่กินยาแล้วจะตาย

ชีวิตมีทางเลือกเสมอ อยู่ที่ว่าจะเอาชีวิตไปฝากไว้กับหมอหรือดูแลตัวเอง.

///////////////////////////////

เมื่อชีวิตหมดหนทางรักษา

สำหรับคนป่วยแล้ววิธีการนี้ ทำให้หลายคนกลับมาใช้ชีวิตปกติได้ เจติยา ฐิตานันท์ เคยป่วยด้วยโรคซึมเศร้า ต้องช็อกด้วยกระแสไฟฟ้า 7 ครั้ง คุยกับใครไม่รู้เรื่อง จึงพาร่างกายอันซึมเศร้ามาเข้าคอร์สธรรมชาติบำบัด ดื่มน้ำมะพร้าว น้ำฟักเขียว และล้างพิษตามกระบวนทุกอย่าง

ปัจจุบันหมอแผนปัจจุบันที่เคยรักษาเธออยู่ กำลังจะให้เธอหยุดยาทั้งหมด ในคอร์สล่าสุดเธอมาร่วมเป็นอาสาสมัคร และในวันสุดท้ายครอบครัวได้พาลูกมาเยี่ยม เพราะตอนนี้เธอสามารถเลี้ยงลูกได้แล้ว มีชีวิตใหม่ที่มีความสุข

ส่วนอีกคน สุดารัตน์ นาคโสดา ตอนใช้ชีวิตอยู่ต่างประเทศ อากาศหนาวจึงดื่มกาแฟแทนน้ำ จนติดกาแฟ จึงหันมากินวิตามินและอาหารเสริมช่วย เสียทั้งเงินและไม่ได้ผล ไม่อาจรักษาโรคซึมเศร้าและอารมณ์แปรปรวนได้

เมื่อวิทยากรบอกว่า วิตามินและอาหารเสริมไม่มีประโยชน์เลย เธอก็ยอมโยนทิ้ง และหันมาใช้แนวทางนี้ เพราะสมองไม่สั่งงานแล้ว

“ค่อยๆ นำธรรมชาติบำบัดไปปรับใช้ ตอนนี้อาการปวดหัวค่อยๆ ดีขึ้น ปวดหัวก็เอาน้ำราด ตอนนี้ใช้ชีวิตได้ตามปกติ”

วีรชัย นพคุณ ป่วยเป็นโรคปวดข้อ ปวดกระดูก กินยาแผนปัจจุบันกว่า 10 ปี เคยปวดปลายประสาทมาก บางครั้งเดินไม่ได้ ต้องคลานเข้าห้องน้ำ

“ผมมาใช้แนวทางนี้ และไม่ทานไก่ เพราะมีสารเร่งฮอร์โมน อาการผมดีขึ้น” จากความเห็นของคนใช้แนวทางนี้รักษาโรค แม้จะเป็นเรื่องง่ายๆ ในการพึ่งพาตัวเอง แต่สิ่งสำคัญคือ ต้องมีกำลังใจ เพราะชีวิตเราแวดล้อมไปด้วยอาหารอันโอชะและสารพิษมากมาย

.............................

หมายเหตุ : คอร์สธรรมชาติบำบัดครั้งที่ 17 วันที่ 23-26 พฤศจิกายนนี้ ที่เสถียรธรรมสถาน สอบถามเพิ่มเติมที่แม่ชีทัศนาหรือแม่ชีกาญจนา เบอร์ติดต่อ 080-288 -4931

โดย : เพ็ญลักษณ์ ภักดีเจริญ