Nationejobs.com
 

After Work

สมดุลของการงาน และชีวิต

 
 

วันที่: 2011-08-02

ดัดสันดานเด็กดื้อ

“วิกฤติเด็กไทย เกือบ 2 ล้านคนเล่นการพนัน เล่นหวย” “ผงะแก๊งส์เด็ก 12 ตระเวนขโมยรถ” พาดหัวข่าวหน้าหนึ่ง ที่พ่อแม่ควรอ่านผ่านๆตา หรือจัดการให้ดี

จาก สถิติคดีของกรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนพบว่าตลอดช่วง 10 ปีที่ผ่านมามีเด็กและเยาวชนไทยที่กระทำความผิดและเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม มีแนวโน้มสูงขึ้นเป็น 51,128 คดีในปี 2550 เพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 41.3 ซึ่งเป็นการกระทำผิดซ้ำๆซากๆ ถึงร้อยละ 13 เลยทีเดียว

ถ้าสืบเสาะลึกลงไปอีกว่า เด็กๆก้าวพลาดกระทำผิดในเรื่องใดกันนักหนา ปรากฎว่าคดีลักทรัพย์มากที่สุดถึงร้อยละ 28.88 รองลงมาคือ คดียาเสพติดให้โทษ ก็ตีคู่สูสีกันมาอยู่ที่ร้อยละ 20.11 และคดีเกี่ยวกับการกระทำรุนแรงต่อชีวิต ร่างกายก็ไม่น้อยหน้า อยู่ที่ร้อยละ 15.22

เมื่อถามถึงสาเหตุการกระทำความผิดมากที่สุด พบว่าเกิดจากการคบเพื่อนถึงร้อยละ 38.3 ส่วนสภาพครอบครัว มีอิทธิพลถึงร้อยละ 5.65

ปัญหาเด็กก่อความรุนแรงและอาชญากรรมเพิ่มขึ้น จนทำให้ผู้ใหญ่เกิดคำถามในใจว่า วันนี้เกิดอะไรขึ้นกับสังคม และครอบครัว!!!

กฎหมาย ลงดาบเด็กดื้อ

ธวัชชัย ไทยเขียว อธิบดีกรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน ในฐานะประธานคณะทำงานโครงการพัฒนาระบบการพัฒนาระบบการปฏิบัติต่อเด็กและ เยาวชนที่เข้าสู่กระบวนการยุติธรรม เปรียบ เด็กเหมือนผ้าขาว และดัดได้เหมือนไม้อ่อน แต่คนทั้งสังคมจำเป็นต้องให้ความร่วมมือกัน เพื่อปรับพฤติกรรมเด็ก “ดื้อ” ทั้งหลายให้กลายเป็น “ดี”

ในส่วนของหน่วยงานที่รับภาระหนักเมื่อเด็กทำความผิดมาแล้ว อย่างกรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน จำเป็นต้องพึ่งพาเครื่องมือใหม่ ที่สามารถสะท้อนข้อเท็จจริงถึงเหตุและแรงจูงใจในการกระทำผิดของเด็ก ตลอดจนใช้ประกอบการพิจารณาถึงแนวโน้มว่าเด็กจะหวนกลับมาเป็นอาชญากรในอนาคต หรือไม่

และยังเป็นข้อมูลชี้กลับไปถึงสภาพปัญหาและการเลี้ยงดูของครอบครัวเด็กว่า อะไรเป็นสาเหตุที่ทำให้เด็กมีพฤติกรรม หรือการแสดงออก หรือมีความเสี่ยงต่อความรุนแรงและการเป็นอาชญากรในอนาคต

“ยกตัวอย่างกฎหมายใหม่ที่เริ่มนำมาใช้แล้ว นั่นคือ หากเด็กไม่มีเจตนา หรือมีสาเหตุจากสภาพแวดล้อมหรือสถานการณ์ มากกว่ามาจากสันดานของเด็ก ก็จะพยายามหันเหคดีของเด็กออกจากกระบวนการยุติธรรม เพื่อไม่ให้เด็กมีประวัติติดตัว และยังได้ฝึกอาชีพให้กับเด็ก แล้วแต่ความสนใจ เพื่อให้เด็กสามารถนำไปใช้ประกอบอาชีพได้หลังพ้นคำสั่งควบคุมอีกด้วย”

นอกจากนี้ กฎหมายใหม่ ยังคำนึงถึงสภาพครอบครัวว่า มีความเหมาะสมในการเลี้ยงดูอุปถัมภ์เด็กหรือไม่ ซึ่งบางครอบครัวที่มีความเสี่ยงเช่น ไม่มีอาชีพเป็นหลักแหล่ง เป็นแหล่งมั่วสุมของอาชญากร ยาเสพติด เป็นผู้ค้าหรือต้องโทษในคดียาเสพติด ศาลก็สามารถพิจารณามาตรการที่เหมาะสมสำหรับเด็กต่อไป และยังเติมเครื่องมือเสริมสร้างความมั่นใจและภาคภูมิใจในตัวเองเมื่อออกจาก สถานพินิจแล้วด้วย

มาตรการดังกล่าวแสดงถึงความพยายามประคับประคองให้เด็กๆลุกขึ้นยืนและก้าว ต่อไปได้โดยไม่หวนกลับมาทำผิดอีก อีกทั้งยังสะท้อนความเกี่ยวพันระหว่างครอบครัวที่จะมีอิทธิพลต่อการทำผิดซ้ำ ของเด็ก

อธิบดีกรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน กล่าวถึงอุปสรรคว่า มันคือปัญหาเรื่องการสื่อสาร เพราะพ่อแม่มักเอาประสบการณ์ของตัวเองเป็นเครื่องวัด ให้ลูกทำหรือไม่ทำอะไร ส่วนลูกก็จะมีความคิดอีกอย่างหนึ่ง ทางกรมฯ จึงได้ออกแบบโปรแกรมพัฒนาสมรรถภาพในครอบครัว ให้คำปรึกษา แนะแนวทางเลี้ยงลูกอย่างเหมาะสม รวมทั้งแนะนำวิธีการพูดคุยสื่อสารระหว่างกัน

กฎลูกเสือ ปราบเด็กดื้อ

ธวัชชัย บอกต่อว่า ปัญหาของเด็กสมัยนี้ คืออาการป่วยทางจิตของเด็กๆ พวกเขาจะหงุดหงิดง่าย ความอดทนต่ำ และขาดการวางแผนถึงอนาคตของตัวเอง ส่วนบิดามารดาก็มักทุ่มก้อนคาดหวังใส่ลูก และใช้ประสบการณ์เดิมๆมากดดันลูก แต่พ่อแม่สมัยนี้ลืมไปแล้วว่า นี่มันไม่ใช่สมัยก่อนของตัวเองนะ

“เพราะเราไม่เคยมีเข็มมุ่งดูแลเด็กของเราให้ชัดเจน อย่างเกาหลี เขาปลูกฝังเรื่องรักชาติ ลูกกตัญญู ส่วนที่เยอรมนีก็เน้นเรื่องระเบียบวินัย แต่สำหรับไทย เราก็หนีไม่พ้นความคาดหวังของผู้ใหญ่ ว่าอยากให้เด็กไทยเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ แต่เรายังไม่มีหลักในการพัฒนาเด็กอย่างจริงจัง”

อธิบดีฯเสนอความเห็นว่า ควรนำกระบวนการของลูกเสือและยุวกาชาดมาใช้เป็นเข็มมุ่ง เนื่องจากนำมาปฏิบัติได้ทันทีกับเด็กกว่า 12 ล้านคนที่อยู่ในวัยเรียน โดยเติมคุณธรรมและจริยธรรมผ่านกฎลูกเสือสำรอง 3 ข้อ และเมื่อเติบโตเป็นลูกเสือวิสามัญ ก็เพิ่มเรื่องการมองไกล ฝึกคิดหน้าคิดหลัง จิตบริการ ฝึกการช่วยเหลือผู้อื่น ซึ่งสามารถสอนให้เด็กเตรียมพร้อมสู่ความผู้ใหญ่ที่มีคุณภาพ และเห็นผลได้จริง

นอกจากนั้น ยังต้องสนับสนุนบทบาทของพ่อแม่ยุคนี้ แนะนำให้ย้อนอดีตไปดูวิธีสอนและเลี้ยงดูของคนรุ่นก่อนที่นิยมดำรงตนเป็นแบบอ ย่าง ให้เด็กๆซึมซับโดยไม่รู้ตัว รวมถึงสภาพสิ่งแวดล้อมที่ได้อยู่ร่วมกับคนสามวัย คือการปฏิบัติตัวของรุ่นปู่ย่าตายาย มาถึงรุ่นพ่อแม่ลุงป้า และมาถึงรุ่นของพวกเขาเอง ก็จะช่วยการยกระดับความคิด ปลูกฝังวัฒนธรรม และควบคุมพฤติกรรมก้าวร้าวได้

“พ่อแม่ต้องเลิกพฤติกรรมตีก่อน สอนทีหลังได้แล้ว แต่ควรเรียนรู้เด็กปัจจุบัน เวลาคุยกับลูก ต้องลดอายุตัวเองลงไปเท่าๆพวกเขาในตอนนั้น แล้วค่อยคุยกับลูก และเปลี่ยนวิธีเข้าหาลูกๆเสียใหม่ ให้สวมกอดก่อน แล้วจึงค่อยสอนทีหลัง และโปรดคิดว่า ถ้าไม่เปลี่ยนตัวเองก่อน ก็จะไม่มีลูกให้เลี้ยง ให้เปลี่ยนตัวพวกเขา”

และสิ่งที่พ่อแม่ควรทำอย่างเร่งด่วน คือรีบเปลี่ยนทัศนคติผิดๆ เช่นอย่าอ้างว่า ไม่มีเวลา ในขณะเดียวกันก็อย่าป้อนให้ลูกจนพวกเขา “สำลักความรัก” เลิกเอาของมาทูนให้ลูก แต่ควรให้อะไรกับลูกอย่างมีเหตุผล เพื่อให้ลูกรู้จักแยกแยะ อธิบดีฯ กล่าวย้ำในตอนท้ายว่า ตอนลูกออกจากท้องแม่ ไม่มีใครชี้หน้าหรอกว่าเด็กคนนี้จะเป็นอาชญากร แต่คนเป็นพ่อเป็นแม่นี่แหละมีส่วนที่จะชี้ชะตาพวกเขาในอนาคต

โดย : ชฎาพร นาวัลย์