Nationejobs.com
 

After Work

สมดุลของการงาน และชีวิต

 
 

วันที่: 2004-11-22

เจ็บหัวใจ อย่าปล่อยไว้ให้ใจสลาย

หลายครั้งเส้นแบ่งระหว่างความเป็นกับความตายของมนุษย์มักจะเกิดขึ้นเพียงเสี้ยววินาที โดยเฉพาะอย่างยิ่ง อาการที่เกิดขึ้นกับหัวใจ อวัยวะที่สำคัญที่สุดของร่างกาย ทุกเวลาที่ผ่านไปมีความหมายอย่างยิ่ง

นายแพทย์ฆนัท ครุธกูล คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล เจ้าของผลงานวิจัยเรื่องการเปรียบเทียบอัตราตายระยะสั้นในผู้ป่วยกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลันที่ได้รับการรักษาเร็วหรือช้าโดยวิธีขยายหลอดเลือดหัวใจชนิดปฐมภูมิ เล่าให้ฟังว่า "ภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลัน" เป็นสาเหตุการเสียชีวิตในลำดับต้นๆ ของคนไทย โดยมี "โรคมะเร็ง" เป็นคู่แข่งสำคัญ

"มีคนจำนวนไม่น้อยที่ไม่รู้ว่าตัวเองมีภาวะเส้นเลือดหัวใจตีบตัน ทำให้แต่ละปีมีคนเสียชีวิตจากภาวะหัวใจขาดเลือดมาหล่อเลี้ยงกล้ามเนื้อจะทำให้กล้ามเนื้อหัวใจตายถึง 60,000-100,000 คน และจำนวนนี้รวมถึงคนที่ไม่เคยมีอาการมาก่อน 30-40%" น.พ.ฆนัท กล่าว

คุณหมอฆนัทแนะนำว่า หากเกิดอาการแน่นและเจ็บหน้าอกเหมือนถูกกดอย่างรุนแรง และเจ็บติดต่อกันนานกว่า 15 นาที ให้รีบมาพบแพทย์ทันที เพราะจากข้อมูลสถิติที่มีบอกให้รู้ว่าหากผ่านไปแล้ว 6 ชั่วโมง กล้ามเนื้อหัวใจของผู้ป่วยจะ ?ตาย? เกือบหมด เพราะฉะนั้นผู้ป่วยต้องมาถึงมือหมอให้เร็วที่สุดเท่าที่จะเร็วได้ เพื่อเข้ารับการรักษาด้วยยาละลายลิ่มเลือด หรือขยายหลอดเลือดหัวใจฉุกเฉินด้วยบอลลูน

"จากการศึกษาพบว่า หากคนไข้เจ็บหน้าอกแล้วไม่เข้ารับการรักษา หรือรอดูอาการอยู่ที่บ้านจะมีอัตราการเสียชีวิต 30-50% แต่หากมาโรงพยาบาลแต่ไม่ได้รับการรักษาด้วยยาละลายลิ่มเลือด หรือบอลลูน จะมีอัตราการเสียชีวิต 15-30% ซึ่งถ้าได้รับการรักษาด้วยยาละลายลิ่มเลือดจะมีอัตราเสียชีวิต 10-15% ขณะที่การทำบอลลูน จะมีอัตราเสียชีวิต 10% นั่นหมายความว่า ยิ่งมาโรงพยาบาลเร็วเท่าไรยิ่งดี เพราะมาเร็ว 1 ชั่วโมงจะลดอัตราการตายได้ 1%"

แต่มีข้อควรระวัง..เพราะหากคุณเผลอไปโรงพยาบาลที่ไม่มีศักยภาพในการรักษาโรคหัวใจโดยตรง ก็จะทำให้ยิ่งเสียเวลา "ผู้ป่วยมากถึง 15% เสียชีวิตก่อนถึงมือแพทย์"

ด้วยเหตุนี้ คุณหมอจึงตัดสินใจทำวิจัยเพื่อหาความสัมพันธ์ระหว่างอัตราการตายและระยะเวลาในการเปิดหลอดเลือดหัวใจ เพราะเชื่อว่ายิ่งให้การรักษาเร็ว ผู้ป่วยจะมีแนวโน้มเสียชีวิตน้อยกว่าทำช้า และยังเชื่อว่าแม้จะผ่านไป 6 ชั่วโมง แต่ไม่เกิน 24 ชั่วโมง ผู้ป่วยบางรายมีแนวโน้มทำการขยายหลอดเลือดหัวใจด้วยบอลลูนแล้วได้ประโยชน์ หากยังมีอาการเจ็บหน้าอกอยู่ เพราะนั่นแสดงว่ากล้ามเนื้อหัวใจยังตายไม่หมด

หลายคนคิดว่าหากผ่านไป 6 ชั่วโมงแล้ว รักษาไปก็ไม่มีประโยชน์ ทำให้เสียเงินไปเปล่าๆ แต่ผมว่าในบางกรณีแม้จะเลยเวลาไปแล้ว แต่คนไข้บางคนอาจทำบอลลูนได้ เพราะโครงสร้างหัวใจเดิมยังดีอยู่ และนี่จะเป็นข้อมูลให้กับประชาชนเพื่อประกอบการตัดสินใจในการรักษา และเป็นแนวทางสำหรับแพทย์ในการตัดสินใจเลือกวิธีการรักษาภาวะกล้ามเนื้อหัวใจได้? คุณหมอนักวิจัย กล่าว

สำหรับงานวิจัยชิ้นนี้ ได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากสำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.) โดยมี รศ.นพ.วสันต์ อุทัยเฉลิม และ ผศ.นพ.สุพจน์ ศรีมหาโชติ จากภาควิชาอายุรศาสตร์ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ เป็นที่ปรึกษา

ขั้นตอนการศึกษาได้จากการเก็บข้อมูลของผู้ป่วยภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลันที่ได้รับการรักษาด้วยการขยายหลอดเลือดแบบปฐมภูมิของโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ที่เข้ารับการรักษาตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2542-31 ธันวาคม 2546 ซึ่งแบ่งผู้ป่วยออกเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มที่ได้รับการขยายหลอดเลือดหัวใจภายใน 6 ชั่วโมง และกลุ่มที่ได้รับการขยายหลอดเลือดหัวใจหลัง 6-24 ชั่วโมง

ผลการศึกษาแสดงให้เห็นว่าคนไข้ที่ได้รับการทำบอลลูนหลัง 6 ชั่วโมงแต่ไม่เกิน 24 ชั่วโมง การรักษาด้วยบอลลูนอาจยังได้ประโยชน์อยู่ แต่เนื่องจากการศึกษานี้ทำในโรงพยาบาลแห่งเดียว ซึ่งคงต้องรอดูการศึกษาจากแหล่งอื่นเพิ่มเติมเพื่อยืนยันข้อสรุปให้ชัดเจน

จริงๆ แล้วการศึกษาชิ้นนี้ ชี้ให้เห็นว่าคนไข้มาเร็วรักษาได้เร็ว จะเป็นผลดีทุกอย่าง ทั้งอัตราการตายลดลง คุณภาพชีวิตที่ดีกว่า เพราะหัวใจยังตายไม่หมด เมื่อได้รับการรักษาแล้วก็ยังตีบตัวได้ดี ปัญหาก็คือ น้อยคนนักที่จะรู้ว่าการมาเร็วช่วยได้? คุณหมอฆนัท เผยและว่า ควรมีการประชาสัมพันธ์ให้ผู้ป่วยได้ทราบถึงความสำคัญของภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตาย และความรีบด่วนในการเข้ารับการรักษา

"หากผู้ใดเกิดอาการเจ็บหน้าอกรุนแรงฉับพลัน ขอให้รีบไปพบแพทย์ให้เร็วที่สุดเพื่อการวินิจฉัยและรักษาอย่างที่ถูกต้องและรวดเร็วที่สุด และอย่าลืมว่าต้องเป็นโรงพยาบาลที่มีศักยภาพในการรักษาด้วยการขยายหลอดเลือดหัวใจฉุกเฉินเท่านั้น"

อย่างไรก็ตาม คุณหมอเชื่อว่าการป้องกันยังเป็นวิธีการที่ดีที่สุด พร้อมบอกเคล็ดลับง่ายๆ ในการดูแลตัวเองให้ห่างไกลจากโรคหัวใจ ด้วยการหลีกเลี่ยงอาหารที่เค็มจัด ควบคุมน้ำหนักไม่ให้อ้วน หมั่นออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ และหลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่

โรคหัวใจปัจจุบันรักษาได้ แต่คนไข้ต้องมารักษาอย่างรวดเร็ว และถูกวิธี อัตราการเสียชีวิตจะน้อยลง คุณภาพชีวิตดีขึ้น ใช้ชีวิตได้แบบปกติ? คุณหมอทิ้งท้ายและว่า สถานการณ์โรคหัวใจในปัจจุบันมีแนวโน้มจะเป็นในผู้ที่มีอายุน้อยลง จากเดิมที่มีอายุเฉลี่ย 45 ปีขึ้นไป ตอนนี้อายุสิบกว่าปีก็เป็นได้แล้ว สาเหตุก็เพราะพฤติกรรมการบริโภคและการดำรงชีวิตที่ไม่สมดุลนั่นเอง

***********************

ปรึกษาปัญหาหัวใจ (ตีบ)

- โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ โทร.0-2256-4917

- โรงพยาบาลศิริราช โทร.0-2419-7000

- โรงพยาบาลวชิระ โทร.0-2244-3000

- โรงพยาบาลรามาธิบดี โทร.0-2354-7308

- โรงพยาบาลราชวิถี โทร.0-2354-8126

- โรงพยาบาลภูมิพล โทร.0-2534-7000

- โรงพยาบาลรามคำแหง โทร.0-2374-0201-3

- โรงพยาบาลธนบุรี 1 โทร.0-2866-1333

- โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ โทร.0-2667-1700

- โรงพยาบาลกรุงเทพ โทร.0-2310-3000

ปองพล สารสมัคร

สงวนลิขสิทธิ์ ตาม พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537
บริษัท เนชั่นมัลติมีเดีย กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) พ.ศ. 2543