Nationejobs.com
 

After Work

สมดุลของการงาน และชีวิต

 
 

วันที่: 2005-09-26

งาเอ๋ย

ถ้ากล่าวถึงสรรพคุณของ'งาดำ' คงไม่อาจบอกเล่าได้หมด ลองมาดูชุมชนเล็กๆ บ้านปางหมู จ.แม่ฮ่องสอน นอกจากการปลูกงาแล้ว พวกเขายังทำน้ำมันงาแบบดั้งเดิม และใช้ในชีวิตประจำวันเพื่อการบริโภคและบำรุงผิวพรรณ ฯลฯ

ทุกวันนี้ความเจริญทางเทคโนโลยีนับวันจะยิ่งก้าวหน้า ทั่วทุกวงการไม่เว้นแม้แต่วงการอาหาร จนบางครั้งลืมวิถีชีวิตการกินอยู่แบบดั้งเดิม ภูมิปัญญาของบรรพบุรุษที่ใช้ชีวิตเรียบง่าย ทำให้ชีวิตยืนยาวและงดงาม

ไม่ต้องดูอื่นไกล สิ่งเล็กๆ น้อยๆ อย่าง งาดำ และ งาขาว อุดมไปด้วยคุณค่าทางโภชนาการ โดยเฉพาะวิถีชีวิตชาวไทยใหญ่ เมืองแม่ฮ่องสอนบริโภคงากันมาช้านาน ดังนั้นวิธีการทำน้ำมันงาของพวกเขา จึงมีความน่าสนใจ

1.“เราเอางามาคั่วกินเป็นอาหารช่วยเสริมกระดูก กินมาตั้งแต่เกิดแล้ว อย่างผัดผักง่ายๆ ก็ใช้น้ำมันงา เช่น ตั้งกระทะใส่น้ำมันงาลงไปพอเดือด ใส่หอม กระเทียม พริก อย่างเราผัดมะเขือ เราก็เอามะเขือใส่ ภาษาไทยใหญ่ก็เรียกว่า อุ๊บ ก็คือปิดฝาให้อาหารเดือดและสุก ปรุงรสด้วยเกลือ กะปิ พริก 3 อย่าง ขนมหวานก็ใช้งาอย่างขนมเทียน เวลาจะห่อก็เอาน้ำมันงามาคลุกกับแป้งขนมเทียน ห่อแล้วนึ่งไม่ติดใบตอง เป็นอาหารเสริม"

เสงี่ยม แข็งแรงดี แม่เฒ่าชาวไทยใหญ่วัย 64 ปี บ้านปางหมู ต.ปางหมู อ.เมือง จ.แม่ฮ่องสอน ยกตัวอย่างอาหารไทยใหญ่พื้นบ้านที่คุ้นเคยเป็นอย่างดี พวกเขาใช้น้ำมันจากงาดำประกอบอาหาร ทาผม ทาผิว โรยงาขาว-งาดำ ในอาหารคาวหวาน ทำให้แม่อุ้ยแข็งแรง ผมเผ้ายังดกดำเป็นเงางาม

แม่อุ้ย เล่าให้ฟังว่า ชุมชนชาวไทยใหญ่แห่งนี้ มีวิถีชีวิตที่เกี่ยวข้องกับการเกษตร มีชีวิตความเป็นอยู่เรียบง่าย มีการปลูกถั่วลิสง ปลูกงา ปลูกข้าว เก็บไว้กินเอง เหลือจากกินก็นำไปขาย

ลูกหลานชาวไทยใหญ่สมัยใหม่ ยังรู้จักนำน้ำมันงามาผสมกับไข่แดง แล้วนำไปหมักผมทิ้งไว้ประมาณ 30 นาที ผมก็จะนิ่มสลวยเป็นเงางาม ฤดูหนาวในแม่ฮ่องสอนอากาศหนาวเย็นจัด ผิวพรรณอาจจะแห้งแตกได้ง่าย พวกเขาใช้น้ำมันงาชะโลมผิวพรรณ เพิ่มความชุ่มชื้นป้องกันการแตกของผิวหนัง

‘น้ำมันงา’ เป็นน้ำมันที่ซึมซับเข้าสู่ผิวหนังได้อย่างรวดเร็ว จึงเหมาะแก่การนำมาผสมกับเครื่องสำอางชนิดอื่นๆ เช่น ครีมทาผิว และสบู่ใช้บำรุงผิว

ชาวไทยใหญ่จะบริโภคน้ำมันงา และน้ำมันถั่วลิสง เป็นอาหารพื้นบ้านเช่น สลัด ยำ แกงแบบไทยใหญ่จะใช้ส่วนประกอบของน้ำมันงาและงา แม้กระทั่งการรักษาโรค หมอเมืองก็ใช้น้ำมันงาประกอบการรักษา อาการปวดเมื่อยและกระดูกแตกและหัก

หมอเมืองก็จะเสกคาถาเพื่อเป็นกำลังใจเป่ามนต์ลงในน้ำมันงา ก่อนนำมาประคบหรือนวดเพื่อรักษาอาการปวดเมื่อย จากผลการวิจัยพบว่า ในน้ำมันงามีแคลเซียมช่วยบำรุงกระดูก และยังมีแคลเซียมมากกว่าพืชผักถึง 40 เท่า มีฟอสฟอรัสมากกว่าพืชผัก 20 เท่า ทั้งสองธาตุสำคัญในการเสริมสร้างกระดูก ฉะนั้นหากเด็กๆ ได้กินงา กระดูกก็จะแข็งแรง เจริญเติบโตตัวสูงใหญ่

และผู้หญิงในวัยหมดประจำเดือนจะบกพร่องในฮอร์โมนเอสโตรเจน ระบบร่างกายจะมีการดึงแคลเซียมออกจากกระดูก โอกาสที่จะเป็นโรคกระดูกเสื่อมจึงมีมาก ดังนั้น ‘งา’ ช่วยคุณได้

ในความคิดของ ครูดา-สุดาณี คำดี ประธานคณะกรรมการเครือข่าย คณะเกษตรทางเลือก จ.แม่ฮ่องสอน เห็นว่าทุกอย่างที่เป็นอาหาร อยากให้เป็นยาด้วย น่าจะเริ่มต้นที่งาและน้ำมันงา ซึ่งเป็นวิถีชีวิตดั้งเดิมของชุมชน เพราะหลังจากความเจริญเข้าสู่ชุมชน ทำให้ความนิยมของน้ำมันงาลดลง จึงได้มีการฟื้นฟูอีกครั้งในปี 2538 -ปัจจุบัน

ชาวไทยใหญ่นิยมใช้น้ำมันงาประกอบอาหาร เพราะไม่มีคอเลสเตอรอล นอกจากนี้ยังใช้หมักผม ทาผิว โดยพวกเขาจะใช้งาเกรดเอทำขนม ส่วนงาเกรดบีเอาไปอีดทำน้ำมัน ที่สำคัญก็คือ ต้องคัดเมล็ดงาที่ไม่เป็นเชื้อรา ปลอดสารเคมี ไม่ใช้ยาฆ่าหญ้าในการปลูก

หมู่บ้านนี้จึงทำผลิตภัณฑ์จากงาเป็นสินค้าโอท็อป เช่น น้ำมันงา สบู่งา งาคั่ว ขนมงาแผ่นรสน้ำผึ้ง ขิง แครอท น้ำมันนวด ลิปสติก ครีมบำรุงผิว ฯลฯ

2.งา เป็นพืชเมล็ดเล็กที่มากด้วยคุณค่า และเป็นพืชล้มลุกประเภทไม้พุ่มอ่อน มีคุณค่าทางโภชนาการ อุดมด้วยสารอาหาร และวิตามินมากมายอย่างไม่น่าเชื่อ เช่น ธาตุเหล็ก ช่วยบำรุงเลือด ธาตุไอโอดีน ป้องกันโรคคอหอยพอก, ธาตุสังกะสีช่วยบำรุงผิวหนัง มีแคลเซียมและฟอสฟอรัส ช่วยบำรุงกระดูกและฟัน มีวิตามิน บี 1, บี2, บี3, บี5, บี6 และ บี 9, ไบโอตินโคลิน ไอโนสิตอล กรดพาราอะมิโนแบนโซอิค ซึ่งวิตามินนี้จะช่วยบำรุงระบบประสาท

หากบริโภคประจำจะทำให้นอนหลับสบาย สดชื่น กระปรี้กระเปร่า ไม่อ่อนเพลีย หากจะถามถึงสรรพคุณทางยา เจ้าเมล็ดงาเหล่านี้ยังช่วยป้องกันโรคเหน็บชา หรือปวดเมื่อยตามร่างกาย ช่วยควบคุมคอเลสเตอรอล ป้องกันโรคหัวใจ และไขมันอุดตันในเส้นเลือด กรดไลโนโลอิค ช่วยสร้างฮอร์โมนที่มีประโยชน์ต่อร่างกายในการขยายหลอดเลือด ลดความดันเลือด ป้องกันเกล็ดเลือดเกาะตัวกันเป็นลิ่ม และมีสารเซซามอล ที่ช่วยป้องกันและต้านทานโรคมะเร็ง

เห็นไหมว่าประโยชน์ของงามีมากมาย ปัจจุบันจึงมีคนหันมาบริโภคงากันมากขึ้น ทั้งเมล็ดงา และน้ำมันงา งาดำจะมีแคลเซียมมากกว่างาขาว แม้งาจะมากด้วยคุณค่าทางโภชนาการ แต่ก็ไม่ควรรับประทานมากจนเกินไป คือ ไม่ควรรับประทานเกิน 4 ช้อนโต๊ะต่อวัน อาจทำให้ท้องเสีย ให้สังเกตว่า หากกินงาแล้วท้องเสีย ก็ให้ลดปริมาณลง

อย่างไรก็ตาม ควรเลือกบริโภคงาแบบง่ายๆ ด้วยการนำเมล็ดงามาเลือกกรวดทราย หรือคัดสิ่งสกปรกออก ชาวไทยใหญ่นิยมฝัดงา โดยนำงาใส่กระด้งหรือตะแกรงไม้ไผ่ที่มีรูเล็กๆ กรองเอาเศษไม้ ใบไม้แยกออกจากงา แล้วนำไปล้างให้สะอาด จากนั้นคั่วจนงาสุก แล้วนำไปบด หรือโขลกเสียก่อน เพื่อที่ร่างกายจะได้ดูดซึมสารอาหารได้ดี แล้วนำมารับประทานร่วมกับอาหาร โดยผสมคลุกเคล้าลงไปในข้าว (ข้าวกล้องและถั่ว) รับประทานวันละ 2-4 ช้อนโต๊ะ ทำให้ข้าวมีกลิ่นหอมน่ารับประทานอีกด้วย โดยเฉพาะงาที่คั่วใหม่ๆ หรือใครจะผสมงาป่นในเครื่องดื่มหรืออาหารชนิดต่างๆ ก็ได้ งาที่คั่วป่นแล้วควรเก็บไว้ในที่แห้ง และเย็นสามารถเก็บไว้ได้เป็นเดือน

ส่วนน้ำมันงาแบ่งออกเป็น 2 แบบ ก็คือ น้ำมันงาที่คั้นจากงาที่คั่วแล้ว สังเกตจากตัวน้ำมันจะมีสีน้ำตาล มีกลิ่นหอมของงาคั่ว คนจีนนิยมนำมาผสมกับอาหารประเภทผัด อีกชนิดก็คือ น้ำมันงาคั้นจากงาดิบ จะมีสีเหลืองใส เหมือนน้ำมันพืชทั่วไป น้ำมันจากงาดิบจะมีสรรพคุณดีกว่างาคั่ว แต่กลิ่นไม่หอมเท่างาคั่ว

ถึงเวลาแล้วที่พวกเราต้องย้อนวิถีชีวิตหวนคืนสู่การกินอยู่แบบดั้งเดิม เพราะสิ่งเหล่านี้ทำให้ชีวิตของเรายืนยาว สุขภาพแข็งแรงห่างไกลจากโรคภัยต่างๆ

การอีดงาของไทยใหญ่

1. ทำความสะอาดเมล็ดงา โดยคัดเอาสิ่งเจือปนออกให้หมด ทำได้ 2 วิธีคือ ‘ฝัด’ โดยใช้กระด้งจะใช้เวลามาก ระยะเวลาฝัด 1 วัน 1 คน ทำได้ 6 ถัง หากใช้พัดลมเป่า 1 คน 1 วัน ทำได้ 10 ถัง

2. นำเมล็ดงาไปตากแดดให้แห้งสนิท ความร้อนจากแสงแดดจะช่วยไล่ความชื้นออกจากเมล็ดงา หากวันไหนแดดจ้าหรือร้อนมาก จะเริ่มตากเมล็ดงาตั้งแต่เวลา 08.00-15.00 น. ใช้เวลาประมาณ 7 ชั่วโมง จำนวน 3 วัน วันไหนแดดปานกลาง เริ่มตากเมล็ดงาเวลาเดียวกัน ใช้เวลาประมาณ 7 ชั่วโมง 4 วัน หากตากแดดแล้วงายังมีความชื้นอยู่ให้นำไปผึ่งลมไว้ในที่ร่มก่อน เพื่อป้องกันการเกิดเชื้อรา แล้วนำไปตากแดดต่อ ให้แห้งสนิท แล้วจึงนำไปใช้บริโภค หรือแปรรูปต่อไป

3. การชั่งตวงเมล็ดงา ใช้ถ้วยลิตรในการตวง โดย 1 ครก (สำหรับอีดน้ำมันงาของชาวไทยใหญ่) ใช้เมล็ดงาจำนวน 23 ลิตร (1 ถังเท่ากับ 20 ลิตร)

4. ต้มน้ำให้เดือด แล้วทิ้งไว้ให้เย็นหรืออุ่นก็ได้ หากไม่ใช้น้ำที่ต้มสุกแล้ว จะทำให้น้ำมันงามีกลิ่นเหม็นหืน

5. วิธีการอีดน้ำมันงา ก็คือ ตวงน้ำต้มสุกใส่ลงในก้นครก 1 กระป๋อง แล้วใส่เมล็ดงาลงไปจำนวน 23 ลิตร นำวัวหรือควายไปเทียมกับแป้นไม้ แล้วไล่ให้เดินหมุนรอบครกนานประมาณ 30 นาที หรือพอเมล็ดงาแตกประมาณครึ่งหนึ่ง หรือเมล็ดงาที่อยู่ด้านล่างกลับขึ้นมาอยู่ชั้นบน

สังเกตจากสากไม้เลื่อนต่ำลง แล้วจึงเติมน้ำสุกลงไป 1 กระป๋อง อีดต่อไปเรื่อยๆ คอยสังเกตว่าจะเติมน้ำเพิ่มหรือไม่ ซึ่งจะไม่มีสูตรการใส่น้ำที่แน่นอน ขึ้นอยู่กับความสมบูรณ์ของเมล็ดงา อีดครั้งหนึ่งใช้เวลาประมาณ 3 ชั่วโมง ใช้วัวและควายจำนวน 3 ตัว โดยเปลี่ยนตัวละ 1 ชั่วโมง

6. พักน้ำมันให้ตกตะกอน เมื่ออีดน้ำมันได้ที่แล้วจึงตักน้ำมันออกจากครกแบ่งเป็น 3 ระยะคือ ระยะที่ 1 ตักน้ำมันใส่ลงไปในถังพลาสติกขนาดใหญ่ บรรจุน้ำมันได้ 3 ครก หรือ 12 กิโลกรัม พักไว้ 10 วัน ระยะที่ 2 เทน้ำมันที่อยู่ชั้นบนลงไปในถังใบใหม่ พักไว้อีก 10 วัน ระยะที่ 3 ทำเหมือนระยะที่ 2 แล้วปิดฝาถังพลาสติกให้สนิท เก็บพักไว้ไม่ให้ถูกแสงแดด แต่ลมโกรก อากาศถ่ายเทสะดวก พักไว้อีก 10 วัน จึงนำมาบรรจุขวดขาย

7. การล้างทำความสะอาดครกอีดน้ำมันงา ต้มน้ำให้ร้อน เทลงในครกแช่ทิ้งไว้ประมาณ 1-2 ชั่วโมง เพื่อให้กากงาที่ติดอยู่ในครกหลุดออกมาแล้วตักทิ้ง ทำอย่างนี้สองรอบ จึงใช้น้ำเย็นล้างได้

นอกจากนั้นเขายังมีเทคนิคการอีดมาบอกเล่ากันอีกด้วย เช่น การเติมน้ำลงไปในครก หากเมล็ดงายังไม่แตก แล้วใส่น้ำมากเกินไป จะทำให้ได้น้ำมันน้อย เนื่องจากเมล็ดงาจะดูดน้ำไว้และพองตัว การอีดถ้าใช้เวลาน้อยเกินไป จะทำให้น้ำมันไม่ใส และถ้าเป็นงาดำ ก็จะทำให้น้ำมันที่ได้มีสีคล้ำ

เพราะฉะนั้นการอีดต้องใช้เวลาพอสมควร โดยสังเกตจากฟองอากาศในครก ถ้าเห็นน้ำมันเกิดฟองอากาศเท่าหัวไม้ขีด คนอีดก็จะทำการอีดต่อไปเรื่อยๆ จนกว่าฟองอากาศใหญ่ขึ้นเท่ากับหัวแม่มือ แสดงว่าน้ำมันได้ที่แล้ว จึงหยุดอีด

เขียน : อรการ กาคำ

สงวนลิขสิทธิ์ ตาม พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537
บริษัท เนชั่นมัลติมีเดีย กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) พ.ศ. 2543