สมดุลของการงาน และชีวิต
วันที่: 2005-12-06
หลายคนกำลังติดน้ำชา ไม่ว่าจะเป็นชาจีน ชาศรีลังกา หรือชาไทยๆ เองก็ตาม ความที่ชามีสรรพคุณมากมายสำหรับสุขภาพพลานมัย สำหรับคุณผู้หญิงบางคนยังรับประทานในฐานะตัวช่วยลดไขมัน และคอเรสเตอรอล
ไม่ว่าจะดื่มชาเพื่ออะไร วันนี้กระแสชาก็มาแรงจนกลายเป็นเครื่องดื่มสำหรับคนทุกเพศทุกวัย สิ่งที่พ่วงติดมากับการดื่มชาก็พลอยโด่งดังไปด้วย หนึ่งในนั้นคือ พิธีการชงชา โดยเฉพาะการชงชาจากแดนอาทิตย์อุทัย ที่สืบทอดกันมานานนับพันปีแล้ว
ต้นกำเนิดของชาถูกบันทึกไว้หลายตำรา หนึ่งในนั้นมีเรื่องราวของชาจีนที่กำเนิดเมื่อ 5,000 ปีที่แล้ว เรื่องราวของชาจีนถูกกล่าวถึงในสมัยจักรพรรดิเสินหนง ผู้เป็นนักสังเกตและนำสิ่งของรอบข้างตัวมาประยุตก์ให้เกิดประโยชน์ และทรงค้นพบว่า การต้มน้ำเพื่อดื่มเป็นการรักษาสุขภาพและป้องกันโรคภัยต่างๆ
วันหนึ่ง ขณะที่ทรงประพาสอยู่นอกพระราชวังพระองค์และคณะได้พักแรมในชายป่าแห่งหนึ่ง เด็กรับใช้ได้นำน้ำมาต้มเพื่อให้คณะเดินทางได้ดื่มกัน บังเอิญมีใบไม้แห้งร่วงหล่นลงไปในหม้อต้มน้ำจนน้ำที่ต้มกลายเป็นสีน้ำตาลเข้ม หากเป็นคนอื่นก็คงทิ้งน้ำนี้ไปแล้ว แต่พระองค์หาได้ทรงทำเช่นนั้นไม่ความที่ทรงมีหัวใจเป็นนักวิทยาศาสตร์จึงทรงสนใจและทดลองดื่มน้ำนั้น ซึ่งก็ปรากฏว่ามีรสชาติที่กลมกล่อมและยังให้ความสดชื่นอีกด้วย การดื่มชาก็เริ่มต้นตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา นอกจากทรงค้นพบสรรพคุณของชาแล้วพระองค์ยังทรงค้นคว้า และทดลองสมุนไพรชนิดต่าง ๆ กว่า 200 ชนิด ชาวจีนจึงนับถือว่าพระองค์เป็นบิดาแห่งแพทยศาสตร์อีกด้วย
ในวันนี้พิธีการชงชาได้ถูกพัฒนาและประยุกต์ให้เข้ากับวิถีชีวิต การชงชาแต่ละครั้งมีความสำคัญกับจิตใจและต้องใช้สมาธิไม่น้อย สำหรับพิธีการชงชาของญี่ปุ่น ชาวญี่ปุ่นถือว่าชาไม่ใช่แค่เครื่องดื่มธรรมดา ด้วยปรัชญาแห่งเซนอันเป็นนิกายในพระพุทธศาสนาที่หลอมรวมกับวิถีแห่งชาจนกลายเป็นวัฒนธรรมชาอันยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก การเรียนรู้ประเพณีการชงชาเป็นหนทางในการพัฒนาตนเอง การเรียนขั้นตอนของพิธีชงชาไม่ใช่เรื่องยากและก็ไม่ใช่เรื่องสำคัญ แต่การเข้าถึงจิตวิญญาณและความหมายที่แท้จริงของพิธีชงชาเป็นเรื่องยาก จึงต้องอาศัยการเรียนรู้ระยะยาวและการเข้าถึงจิตวิญญาณของตนเองตามแนวทางแห่งเซน
ในภาษาญี่ปุ่นเรียกชาว่า 'ชะ' ซึ่งมีการใช้ในสำนวน เช่น 'นิชิโจชะฮันจิ' หมายถึงเรื่องที่ปฏิบัติกันเป็นปกติทั่วไปในชีวิตประจำวัน การดื่มชาเปรียบเสมือนกับการทานข้าวทุกวัน
พิธีชงชาของญี่ปุ่นมีชื่อเรียกว่า 'ชาโนยุ' มีพิธีกรรมที่เข้มแข็งโดยมีรากฐานมาจากหลักการเซน ซึ่งมีองค์ประกอบที่สำคัญอยู่ 4 ประการ คือ วา ไค ไซ และจาคุ
วา หมายถึง การปรองดองหรือสันติซึ่งทุกคนควรจะปรองดองกัน ผสานกับธรรมชาติและทุกสิ่งที่เขาต้องเกี่ยวข้องด้วย
ได หมายถึง การนับถือซึ่งครอบคลุมทุกสิ่งทุกอย่างรอบตัว
ไซ หมายถึง ความบริสุทธิ์ซึ่งมีทั้งความสะอาดภายนอกการกระทำและจิตใจที่สะอาดใสอีกด้วย
ส่วน จาคุ หมายถึงความสงบหรือสันติภายในดวงใจ
สำหรับ รูปแบบงานพิธีชงชา ในสมัยเอโดะมีการกำหนดรูปแบบการจัดงานเลี้ยงรับรองแขกด้วยพิธีชงชามา 7 แบบ ให้สอดคล้องกับฤดูกาลและโอกาสต่างๆ ได้แก่
1. กิ โนะ ชะจิ จัดในฤดูหนาว เริ่มงานตั้งแต่เวลา 4 นาฬิกา ขณะเดินผ่านสวนไปยังห้องชงชา จะได้เห็นน้ำค้างแข็งตัวด้วยความหนาวเย็น ในห้องชงชา จะได้ดื่มชาขณะฟังเสียงน้ำเดือดอยู่ในกาต้มน้ำ อีกทั้งได้สัมผัสความเปลี่ยนแปลงจากกลางคืนเป็นรุ่งเช้าที่สว่างสดใส
2. อะซะ โนะ ชะจิ จัดในฤดูร้อน เริ่มงานตั้งแต่เวลา 6 นาฬิกา จะได้สัมผัสกับบรรยากาศเย็นสบายในฤดูร้อน ทั้งจากอากาศที่เย็นสดชื่นในยามเช้าและจากการตกแต่งประดับห้องตลอดจนการใช้สิ่งของอุปกรณ์ที่ทำให้รู้สึกเย็นสบาย
3. โชะโกะ โนะ ชะจิ จัดได้ทุกฤดู เริ่มงานตั้งแต่เวลาเที่ยงวัน เป็นรูปแบบทั่ว ๆ ไปของงานพิธีชงชาที่จัดกัน
4. โยะบะนะชิ โนะ ชะจิ จัดในช่วงปลายฤดูใบไม้ร่วงจนถึงฤดูหนาวตอนปลายปี เริ่มงานในตอนค่ำหลังพระอาทิตย์ตกดิน จะได้สัมผัสกับบรรยากาศความงามของค่ำคืนในฤดูใบไม้ร่วง
5. ฟุจิ โนะ ชะจิ จัดขึ้นสำหรับแขกที่มาเยี่ยมกะทันหัน โดยจะจัดให้สอดคล้องกับเวลาและความสะดวกของแขก
6. กิ โนะ ชะจิ จัดสำหรับแขกที่รับประทานอาหารมาแล้ว เจ้าภาพจึงสามารถปรับขั้นตอนให้สอดคล้องกับความสะดวกของแขกเช่นเดียวกัน เช่น อาจจะให้แขกรับประทานเฉพาะขนม หรือให้รับประทานอาหารว่างเบาๆ และทำพิธีชงชาข้น (โคะอิชะ) แล้วตามด้วยชาจางอ่อน (อุชุชะ) ต่อกันไป โดยไม่มีพัก
7. อะโตมิ โนะ ชะจิ จัดสำหรับแขกที่ได้รับเชิญ แต่ไม่สามารถมาร่วมงานได้รวมทั้งผู้ที่ไม่ได้รับเชิญ แต่มีความประสงค์จะชมการตกแต่งประดับห้อง และอุปกรณ์ชงชา เมื่อแจ้งความประสงค์ต่อเจ้าภาพ เจ้าภาพจะกำหนดเวลาที่เหมาะสมให้เข้าชมหลังจากแขกที่ได้รับเชิญในงานกลับไปแล้ว ปกติจะจัดให้เฉพาะหลังงาน อะชะโนะ ชะจิ ซึ่งจัดในตอนเช้า กับโชโกะ โนะ ชะจิ ในตอนกลางวัน
สำหรับขั้นตอนการชงชา ในการจัดพิธีชงชาแต่ละครั้งเจ้าภาพจะเชิญแขกประมาณ 4-5 คน อาจจัดเพื่อแขกได้ถึง 5 คน พิธีการแบ่งออกได้เป็น 3 ช่วง ช่วงแรก ช่วงกลางและช่วงท้าย
ในช่วงแรก เมื่อแขกมากันครบแล้วก็จะเข้าไปสู่ห้องชงชา (ชาชิทสุ) หลังจากทักทายเจ้าภาพ แขกจะนั่งบนเสื่อทาทามิ ชื่นชมความงามของภาพอักษรประดิษฐ์ อุปกรณ์ชงชาต่างๆ และดนตรี พวกเขาจะละทิ้งความเร่งรีบและอึกอักของชีวิตเมืองและดื่มด่ำกับความฝัน ม่านไม้ไผ่จะถูกรูดลงเพื่อปิดหน้าต่างเพื่อทำให้ห้องมืดลง เจ้าภาพจะติดไฟในเตา
ในช่วงที่สองของพิธีชงชา อาหารสำหรับพิธีชงชา (ไคเซคิ เรียวริ) จะถูกเสิร์ฟให้แก่แขก อาหารที่เสิร์ฟมักจะเป็นพวกขนมหวานเช่นเค้กหลังจากนั้นแขกจะออกไปและพักผ่อนในสวนด้านนอก
ในช่วงสุดท้ายของพิธีชงชาซึ่งเรียกว่า โนชิเวกิ ระหว่างที่แขกออกพักผ่อนที่สวน ในระหว่างที่เจ้าภาพจำนำแจกันดอกไม้มาประดับแทนภาพแขวน และเตรียมอุปกรณ์ชงชา (ศิลปะการจัดดอกไม้มีชื่อเรียกว่า อิเคบานะ)
เมื่อได้ยินสัญญาณ แขกจะกลับเข้าไปในห้องและนั่งคุกเข่าบนเสื่อชื่นชุมกับดอกไม้ที่จัดไว้ และรอที่จะรับน้ำชา พวกเขาจะนั่งประจันหน้ากับกามะ หรือกาต้มน้ำกับเตาไฟ
สำหรับวิธีดื่มชา หากได้รับเชิญให้เข้าร่วมพิธีชงชา จะต้องดื่มชาตามระเบียบแบบแผนที่ถูกต้อง การดื่มชาเป็นการฝึกฝนตนเองอยางหนึ่งให้มีสติในอิริยาบถ
ชามชาสามารถวางไว้ได้ทั้งที่หน้าแขกหรือวางไว้ในห้องที่เตรียมชาถ้าห้องเล็ก แขกไม่ควรยืนแต่ให้คุกเข้าหันไปทางเจ้าบ้าน ควรจำที่วางดั้งเดิมของชาม เพื่อที่หลังจากดื่มมันแล้วจะได้วางกลับไปยังที่ที่เหมาะสม
วางชามชาไว้นอกเสื่อทาทามิที่คุณนั่ง ถ้ามีแขกคนอื่นที่ได้รับเสิร์ฟก่อน และคุณยังไม่ได้รับชา มันจะเป็นการสุภาพที่จะพูดว่า โอ เทเมอิ โอ โชได อิทามาสุ หรือแปลว่า ฉันอยากมีส่วนร่วมในชาของคุณ
หยิบชามของคุณด้วยมือขวาและวางไว้บนฝ่ามือซ้าย วางนิ้วและมือขวารอบชาม ก้มเล็กน้อยเพื่อแสดงความคารวะต่อเจ้าบ้าน หมุนชามตามเข็มนาฬิกา 90 องศา จิบชาและวิจารณ์รสชาติของชา ขณะที่ลดมือขวาลงบนเข่า
จิบชาที่เหลือทีละน้อย เมื่อมาถึงจิบสุดท้าย ให้ดูดอย่างแรงให้มีเสียงดังๆ (ญี่ปุ่นถือว่าเป็นการมีมารยาท ตรงข้ามกับไทยที่ต้องไม่ให้มีเสียง) เป็นการจบการดื่ม
หลังจากดื่มเสร็จ ขอบชามควรจะถูกกวาดอย่างแผ่วเบาด้วยกระดาษชำระจากซ้ายไปขวา ขณะที่คุณถือชามระหว่างนิ้วหัวแม่มือและนิ้วชี้ ถ้วยชาที่ยังอยู่บนมือซ้าย หมุนมันทวนเข็มนาฬิกาเพื่อให้กลับมาอยู่ตำแหน่งเดิมก่อนที่จะดื่ม ทำโดยใช้หัวแม่มือที่ขอบชามและนิ้วที่เหลือรองมันไว้
วางชามไว้นอกขอบเสื่อทาทามิ และเพ่งมองชามเพื่อหยั่งรู้รูปทรงของมัน คุณอาจหยิบชามขึ้นมาได้ด้วยมือทั้งสองเพื่อดูอย่างใกล้ชิด หยิบชามและนำมันกลับไปยังตำแหน่งเดิมหรือให้แก่เจ้าบ้าน ชามควรถูกหมุนสองครั้งเพื่อให้หมุนไป 180 องศา เพื่อให้ด้านหน้าของชามหันไปทางเจ้าบ้านเมื่อคุณส่งมันกลับไปให้เขาหรือเธอ
เขียน : อาทิตย์ อุทัย
สงวนลิขสิทธิ์ ตาม พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537
บริษัท เนชั่นมัลติมีเดีย กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) พ.ศ. 2543