Nationejobs.com
 

After Work

สมดุลของการงาน และชีวิต

 
 

วันที่: 2007-04-30

หยั่งรู้ด้วย ’ปราณายามะ’

ถ้ากล่าวถึงโยคะ หลายคนเป็นต้องนึกถึงการฝึกอาสนะ เพื่อปรับสมดุลร่างกาย ส่วนปราณายามะคือ การฝึกลมหายใจควบคุมระบบประสาทอัตโนมัติ เพื่อควบคุมการทำงานของจิต และนำไปสู่โยคะชั้นสูง

การหยั่งรู้ตนเอง (Self Realization) เป็นคำที่ฟังดูมีเสน่ห์ น่าสนใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับผู้คนที่ได้ใช้เวลาในชีวิตมาช่วงหนึ่ง เคยเดินผ่าน พบพาน สิ่งต่างๆ จนมาถึงวันเวลาแห่งการค้นหาความจริงแท้แห่งชีวิต การเดินทางเข้าสู่การศึกษาเพื่อรู้จักภายในตนเอง ก็ค่อยๆ เกิดขึ้นบนบาทวิถีที่ตนได้เลือกแล้วหรือ กำลังเสาะแสวงหาอยู่

บ่ายวันหนึ่ง ท่ามกลางอากาศร้อนในใจกลางกรุงเทพฯ ก่อนย่างเข้าหน้าร้อนอย่างเต็มตัว พวกเรากว่า 80 ชีวิตผู้หลงใหลในศาสตร์แห่งโยคะ ก็ได้เข้ามารวมตัวกัน ณ ห้องประชุมชั้น 2 คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ประสานมิตร เพื่อมารับฟังการถ่ายทอดประสบการณ์จากครูทิวารี ครูโยคะชาวอินเดียผู้ซึ่งได้เลือกแล้วซึ่งวิถีทางเดินของท่าน ในหัวข้อ “โยคะปราณายามะ วิถีแห่งการหยั่งรู้ตนเอง”

1.

ครูทิวารี เป็นอดีตเลขาธิการสถาบันไกวัลยธรรม โรงเรียนสอนโยคะของรัฐบาลอินเดียซึ่งตั้งอยู่ที่เมืองโลนาฟลา ใกล้กับเมืองบอมเบย์ สถาบันแห่งนี้ก่อตั้งมากว่า 80 ปีแล้ว โดยสวามีกุลวัลยนันท์ ซึ่งเป็นผู้ริเริ่มการเรียนรู้ศาสตร์โยคะอย่างเป็นวิทยาศาสตร์ โดยครูทิวารีเป็นศิษย์รุ่นแรกที่ได้รับการถ่ายทอดศาสตร์อินเดียโบราณนี้โดยตรงจากครูของท่าน การฝึกฝนอย่างจริงจังพร้อมกับประสบการณ์ตรงที่สั่งสมมากว่า 50 ปี ท่านจึงยังคงดำเนินชีวิตบนบาทวิถีแห่งวัฒนธรรมดั้งเดิม อยู่จวบจนปัจจุบันนี้

โยคะ เป็นศาสตร์ที่กว้างมาก เรียนรู้เท่าไรก็ไม่จบสิ้น ครูกล่าวพร้อมกับยกมือขึ้นมา แบมือแล้วค่อยๆ งอนิ้วชี้มาแตะที่ปลายนิ้วโป้ง ปล่อยปลายนิ้วที่เหลือทั้ง 3 ไว้สบายๆ นี่คือ ญาณมุทรา เป็นสัญลักษณ์แห่งความรู้ (Symbol of Knowledge) อันหมายถึงว่า ความรู้ที่เรามีอยู่เกี่ยวกับสรรพสิ่งต่างๆ นั้นน้อยนิดนัก เพียงปลายหยิบนิ้วมือเท่านั้น ด้วยทรรศนะเช่นนี้จึงนำไปสู่การเปิดประตูแห่งการการเรียนรู้ อยู่ตลอดเวลา

ท่านกล่าวถึงความรู้ที่เรามีอยู่ว่า มักจะเป็นความรู้เชิงความคิด (Intellectual Understanding) เป็นความรู้ที่ผิวเผินไม่สามารถเจาะทะลุลงไปถึงแก่น เช่น การรู้ว่าความโกรธเป็นสิ่งไม่ดี แต่เราก็ยังคงมีความโกรธอยู่ร่ำไป ความรู้เช่นนี้เป็นการรู้ที่สักแต่ว่ารู้ หากขาดความตระหนักรู้อันเกิดจากการฝึกฝนและปฏิบัติอย่างจริงจังเพื่อเข้าถึงซึ่งความรู้นั้น เช่นกัน โยคะ เป็นศาสตร์ที่เน้นเรื่องการปฏิบัติเพื่อให้สามารถตระหนักถึงสภาวะต่างๆ อย่างแท้จริง ซึ่งสอดคล้องกับแนวทางของพระพุทธศาสนาที่ว่าทัศนคติ ความเข้าใจ และการปฏิบัติที่ถูกต้องจะนำเราเข้าสู่ความจริงแท้แห่งชีวิตได้ ท่านยังได้ยกตัวอย่างตำราโบราณเล่มหนึ่งซึ่งเขียนด้วยภาษาสันสกฤต ได้กล่าวถึงพระภิกษุสงฆ์ในพุทธศาสนาซึ่งเป็นโยคีด้วยว่า หากยังไม่สามารถเข้าถึงสภาวะแห่งการหลุดพ้น (Bodhi) ได้ ก็ให้หมั่นฝึกโยคะไปก่อน

จะเห็นว่าแนวทางของโยคะและพุทธะนั้นสอดคล้องกันในเรื่องของจิต จิตเป็นนายเหนือทุกสิ่ง ซึ่งโดยปกติเป็นสิ่งที่อยู่นอกเหนือความควบคุมของเรา โยคะด้วยวิถีและเทคนิคต่างๆ สอนให้เราจัดสรรจัดปรับทิศทางของจิตตามที่เราต้องการ

2.

ปรัชญาโยคะ มิได้เริ่มจากหลักการของ 'พระเจ้า' แต่เกิดจากคำถามที่ว่า เหตุใดเราจึงยังไม่มีความสุข ไม่มีความอิ่มเต็มในชีวิต แล้วก็พบว่ารากเหง้าของสิ่งเหล่านี้ ล้วนเกิดจาก 'จิต' ที่ยังไม่สามารถแยกให้เห็นถึงความแตกต่างของ 'ความอยาก' และ 'ความจำเป็น' ในการได้มาซึ่งสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ส่วนการแสวงหาเพื่อสนองตอบต่อ 'ความอยาก' บางคราวเมื่อสามารถหาได้ก็เกิดความสุข'

ครั้นเมื่อไม่ได้ก็เกิดความทุกข์ ความเครียด และสับสน วิถีชีวิตในปัจจุบันดำเนินอยู่อย่างนี้เรื่อยไป โยคะเป็นวิถีเพื่อจัดสรรทิศทางของจิต ซึ่ง 'จิต' ในที่นี้คือ ใจ (mind) ความฉลาด (intellect) และความเป็นตัวตน (อัตตา หรือ ego)

ปตัญชลี ซึ่งเป็นบรมครูแห่งโยคะ ได้กล่าวถึง การฝึกที่จะพาเราเข้าสู่การรู้ภายในตนเอง ความเข้าใจตนเอง และการหยั่งรู้ตนเอง (Self Realization) คำนี้เป็นคำที่ได้รับการกล่าวถึงบ่อย แต่เข้าใจได้ยาก จึงเกิดคำถามว่าแล้วอะไรคือตนเอง (Self) หากมาพิจารณาถึงเรื่องความมีอยู่ของชีวิต เราจะพบว่า มีสิ่งๆ หนึ่งซึ่งหากอยู่ในตัวตนของเรา เราก็จะถูกเรียกได้ว่า มีชีวิต และสิ่งนั้นหากมิได้อยู่ในตัวเรา ก็เรียกได้ว่า ไม่มีชีวิต

แล้วสิ่งนั้น คืออะไร...

สิ่งนั้น อาจเป็นพลังอย่างหนึ่งที่สามารถเรียกว่า พลังชีวิตหรือปราณ ก็ได้ ก็คือ พลังที่มีอยู่ทั่วจักรวาลแล้วมาปรากฏในตัวเรา แล้วตัวตนของเรา ซึ่งมีทั้งความรู้ ความคิด และความรู้สึกนั้นเล่า คือใคร...

โยคะเป็นการฝึกฝนตนเอง เพื่อนำไปสู่การตระหนักรู้ถึงสิ่งที่ลึกลงไปอีกว่า เราคือใคร ซึ่งต้องศึกษาให้ลึกลงไปในเรื่องของจิต ศึกษาถึงสิ่งที่รบกวนจิต เราจะพบว่าความคิดนั่นเองที่เป็นตัวรบกวนจิต และจิตก็เป็นตัวรบกวนความคิด

วงจรแห่งความสัมพันธ์เช่นนี้ยังคงวนเวียนอยู่ร่ำไป ดูเหมือนว่าการจัดสรรทิศทางของจิต น่าจะต้องเกี่ยวข้องกับการจัดการกับความคิด เราจะจัดการกับวงจรนี้ได้อย่างไร

เราลองมาสังเกตดูความสัมพันธ์ของอารมณ์กับลมหายใจ จะพบว่ารูปแบบของการหายใจสัมพันธ์โดยตรงกับสภาวะอารมณ์ เช่น เมื่อมีอารมณ์โกรธ ลมหายใจจะสั้น และเร็ว อีกตัวอย่างหนึ่งที่น่าสนใจคือ ขณะที่เราเดินตรงๆ ธรรมดา เราจะมีอัตราการหายใจ 12 ครั้ง/นาที แต่ถ้าลองลากเส้นตรงแล้วให้เดินอยู่บนเส้นตรงนั้น อัตราการหายใจจะลดลงเหลือเพียง 8 ครั้ง/นาที

หากถามว่า เกิดอะไรขึ้น...

ผู้รู้อธิบายว่า ขณะนั้นเรามีสภาวจิตจดจ่อ การใช้ความคิดลดลง อัตราการหายใจก็ลดลงไปด้วย ดังนั้นกระบวนการในการจัดปรับการหายใจ จึงเป็นกระบวนการเดียวกันกับการจัดปรับจิต

ปราณายามะ เป็นเทคนิคเพื่อควบคุมจังหวะการหายใจ โดยมีกระบวนการในการยืดระยะเวลาของรอบการหายใจให้ยาวขึ้น ทั้งช่วงของการหายใจเข้า ช่วงหยุดพักไม่หายใจ และช่วงการหายใจออก

การฝึกปราณายามะตามหลักการที่ถูกต้อง แม้เพียงน้อยนิดก็จะมีผลดีต่อร่างกาย จิตใจและจิตวิญญาณ ทำให้ความทรงจำดีขึ้น การตระหนักรู้และการรับรู้ภายในชัดเจนขึ้น ที่สำคัญก่อให้เกิดความสงบสุข รู้จักและเข้าใจตนเองมากขึ้น

ดังนั้นผู้ที่สนใจฝึกโยคะอย่างจริงจัง เมื่อฝึกอาสนะแล้ว ก็ควรฝึกปราณายามะไปด้วย ทั้งนี้ต้องฝึกด้วยความระมัดระวัง หากทำไม่ถูกต้องจะเกิดอันตรายขึ้นได้ เนื่องจากปราณายามะเป็นการเก็บกักก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ไว้ในร่างกายนานกว่าปกติ ซึ่งมีผลต่อระบบประสาทที่เกี่ยวกับการหายใจ ระบบหายใจ และค่าทางเคมีของเลือด ดังนั้นจึงต้องเรียนจากครูผู้มีความรู้ความเข้าใจอย่างถ่องแท้

ในตำราโยคะหฐปฏิปิกะ กล่าวถึงการฝึกปราณายามะ 9 ชนิดว่า เป็นการรักษาสมดุลของธาตุต่างๆ ในร่างกาย การลื่นไหลของพลังงานภายในอย่างไม่ติดข้องกับอุปสรรคใดๆ จะส่งผลต่อสภาวะอารมณ์และจิตใจที่โปร่งโล่ง อันนำไปสู่สภาวะสมาธิอย่างลึกและการหยั่งรู้ตนเอง ซึ่งก็เป็นสภาวะที่สามารถมองเห็นสิ่งต่างๆ ตามความเป็นจริง

3.

ปราณายามะ เป็นส่วนหนึ่งของมรรค 8 ของโยคะ เน้นเรื่องหายใจและสติรู้ของลมหายใจเป็นหลัก เรื่องนี้ กวี คงภักดีพงษ์ ครูสอนโยคะสถาบันโยคะวิชาการ เคยกล่าวไว้ว่า เมื่อเราฝึกปราณายามะมาถึงช่วงหนึ่ง ร่างกายจะมีการเปลี่ยนแปลงการหายใจไปในทิศทางที่สมดุลขึ้น เนื่องจากประสิทธิภาพของระบบหายใจดีขึ้น แต่นั่นก็เกิดจากการที่ร่างกายจัดปรับตนเอง ไม่ใช่เพราะเราไปกำหนดบังคับ

"เวลาเราโกรธ การหายใจจะเปลี่ยน ถ้าคุณเปลี่ยนวิธีหายใจ ก็จะเปลี่ยนสภาวะดีใจหรือโกรธได้ เพราะมันเชื่อมโยงกัน นั่นเป็นที่มาว่าทำไมโยคะให้ความสำคัญกับลมหายใจ โยคะจัดเรื่องการฝึกหายใจไว้สูงกว่าท่าโยคะ และทุกๆ วันที่คุณฝึกก็คือการฝึกควบคุมสภาวะดั้งเดิมให้เป็นไปอย่างอัตโนมัติ ถ้าชำนาญในการควบคุมลมหายใจ ก็จะควบคุมจิตตัวเองได้"

บางตำราบอกว่า ห้ามฝึกปราณพร่ำเพรื่อ ให้ทำได้วันละไม่เกิน 4 เวลา คือ ช่วงพระอาทิตย์ขึ้น เที่ยงวัน พระอาทิตย์ตกและเที่ยงคืน แต่ละครั้งมีการระบุว่า ไม่ควรฝึกเกิน 80 รอบ (ซึ่งใช้เวลาไม่เกิน 90 นาที) แต่อย่างไรก็ตาม ครูกวีมีข้อแนะนำว่า อาจลองฝึกปราณายามะวันละ 1 ครั้งๆ ละ 10 นาที ให้ฝึกตามศักยภาพของตัวเอง ไม่ต้องฝืน

อย่างไรก็ตาม ถ้าถามถึงคุณประโยชน์ของการฝึกปราณายามะ ก่อนอื่นต้องทำความเข้าใจกับระบบประสาท 2 กลุ่มใหญ่ คือ ระบบประสาทส่วนกลาง จะบังคับให้มนุษย์ทำด้วยความตั้งใจ อย่างเช่น การเดิน การเล่นกีฬา การพูด ฯลฯ และระบบประสาทอัตโนมัติ จะรับผิดชอบส่วนที่เราไม่ต้องเข้าไปสั่ง อย่างการเต้นหัวใจ การย่อยอาหาร ฯลฯ

ครูกวี เคยให้ข้อมูลไว้ว่า กล้ามเนื้อของระบบหายใจ จะสั่งการได้จากระบบประสาททั้ง 2 ส่วนคือ หายใจไปเองตามธรรมชาติ ซึ่งเป็นไปตามระบบประสาทอัตโนมัติ ส่วนการควบคุมการหายใจของตัวเองได้ด้วยระบบประสาทส่วนกลาง แต่มีข้อสังเกตว่า แม้เราจะควบคุมการหายใจตัวเองได้ แต่มีข้อจำกัด เพราะในที่สุดแล้วหากมีความขัดแย้งกันของระบบประสาททั้งสองระบบ ในที่สุดระบบอัตโนมัติจะมีอำนาจเหนือกว่า นั่นคือ แม้เราอยากกลั้นหายใจนานๆ แต่เมื่อกลั้นได้ครู่เดียว ก็ต้องหายใจ โดยคำสั่งของระบบประสาทอัตโนมัติ

เหตุผลดังกล่าวถูกอธิบายต่อว่า การฝึกควบคุมลมหายใจแบบโยคะเป็นช่องทางการเข้าถึงการควบคุมระบบประสาทอัตโนมัติ โยคีบางคนที่ฝึกโยคะจนชำนาญ จึงมีความสามารถที่จะชะลอการหายใจของตนเอง มีความสามารถชะลอการเต้นหัวใจของตนเองได้

"การทำให้ลมหายใจหยุดสักครึ่งนาที เพื่อให้เกิดสภาวะกายที่นิ่ง จะได้เห็นสภาวจิตที่นิ่ง ทุกวันนี้มนุษย์มีปัญหาที่จิต เพราะจิตโดนกระแทกตลอดเวลา ถ้าจะจัดการจิต จึงเป็นเรื่องยาก จิตของเราก็ขึ้นอยู่กับระบบประสาทอัตโนมัติ”

วิธีการฝึกปราณายามะ จึงเป็นวิธีการควบคุมกล้ามเนื้อของระบบหายใจ ถ้าฝึกผ่านระบบประสาทส่วนกลางอย่างสม่ำเสมอ ก็จะส่งผลต่อระบบประสาทอัตโนมัติที่เป็นเป้าหมายหลักในการควบคุม จิตและอารมณ์ ไม่ว่าจะอารมณ์โกรธ เครียดและความกังวล

ครูกวี เคยกล่าวว่า แม้วิธีการหายใจจะมีองค์ประกอบหลากหลาย ไม่ว่าจะท้องยุบ ท้องป่อง เอามืออุดจมูก เปล่งเสียงในลำคอ หายใจเร็วๆ แบบระเบิด ก็เป็นอีกแบบ แต่มีเป้าหมายเดียวคือ เพื่อให้จิตนิ่ง

ดังนั้นทุกๆ เช้าลองฝึกปราณายามะ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของระบบการหายใจ วิธีการนี้จะส่งผลต่อการพัฒนาจิตในระดับที่สูงขึ้น และส่งผลให้เกิดความมั่นคงทางอารมณ์ ความรู้สึก

........................................

หมายเหตุ : เรียบเรียงโดยสุภาพร ธนาพันธรักษ์ (จากกิจกรรมการบรรยายของครู โอ พี ทิวารี อดีตเลขาธิการสถาบันโยคะไกวัลยธรรม ประเทศอินเดีย เมื่อวันที่ 27 มีนาคม 2550 ) และเพ็ญลักษณ์ ภักดีเจริญ ( เอกสารประกอบการเขียนจากงานโยคะวิชาการ)

ผู้สนใจเรียนปราณายามะ (คอร์สล่าสุดผ่านไปเมื่อวันที่ 20-21 เมษายนนี้ ) สอบถามได้ที่สถาบันโยคะวิชาการ เบอร์ติดต่อ 02-910-6979-80

เป้าหมายการหายใจ

แบบปราณยามะ

1. เป้าหมายอยู่ที่การฝึกจิต อาศัยการควบคุมลมหายใจเป็นช่องทางในการเชื่อมโยงกับจิต

2. มีขั้นตอนแน่นอน หายใจเข้า หยุดลมหายใจ หายใจออก

3. เป้าหมายสูงสุดคือ หายใจเข้า 1 ส่วน หยุดหายใจ 4 ส่วน และหายใจออก 2 ส่วน

4. กำหนดเวลาฝึกที่แน่นอนคือ สูงสุดวันละ 4 ครั้ง เช้า เที่ยง เย็นและก่อนนอน และฝึกครั้งละไม่เกิน 80 รอบ

5. มีท่าที่ระบุไว้แน่นอนสำหรับการฝึกปราณ ได้แก่ ท่าปทุมอาสนะ สิทธาอาสนะ และวัชระอาสนะ ฯลฯ ซึ่งเป็นท่าอาสนะเพื่อสมาธิ เป็นอิริยาบถที่ทำให้ร่างกายตั้งตรงอยู่อย่างมั่นคงเป็นเวลานาน โดยไม่ฝืน ทั้งลำตัว คอ และศีรษะ

6.เป็นการหายใจฝืนความต้านทาน เช่น ปิดรูจมูก 1 ข้าง บีบฝากล่องเสียงให้แคบลง ห่อลิ้นในลักษณะเฉพาะ ฯลฯ

7.ประกอบด้วยเทคนิคพิเศษในการเกร็งกล้ามเนื้ออัตโนมัติที่คอ ช่องท้อง และทวาร

8.เป็นการควบคุมปริมาณอากาศเข้าสู่ร่างกายให้น้อยลง ทำให้คาร์บอนไดออกไซด์ในร่างกายเข้มข้นมากขึ้น กล่าวคือ การฝึกปราณช่วยให้ร่างกายทนต่อคาร์บอนไดออกไซด์ที่เข้มข้นได้ดีขึ้น ทำให้ผู้ฝึกหายใจน้อยลง หายใจช้าลง ทำให้ลมหายใจของผู้ฝึกสงบ

การหายใจทั่วไป

1. เป้าหมายอยู่ที่การแลกเปลี่ยนอากาศภายในปอดกับอากาศภายนอก

2. ไม่มีการกำหนดแต่อย่างใด ไม่ให้ความสำคัญกับการหยุดลมหายใจ

3. ไม่มีการกำหนดสัดส่วนการหายใจเข้าและออก

4. ไม่มีการกำหนดเวลา จำนวนครั้งใดๆ ขึ้นกับความต้องการอากาศเท่านั้น

5.ทำในอิริยาบถใดก็ได้

6.เป็นช่องทางหายใจให้โล่งที่สุด

7.ไม่มีการเกร็งกล้ามเนื้ออื่นๆ แต่อย่างใด

8. เป็นการเติมออกซิเจนเข้าสู่ร่างกาย ขับคาร์บอนไดออกไซด์ออกจากร่างกายอย่างสอดคล้องกับความต้องการตามธรรมชาติ

หนึ่งท่าปราณายามะ

การฝึกหายใจแบบปราณายามะมีหลายวิธี...

ลองมาฝึกหายใจสลับรูจมูก โดยให้ลมหายใจผ่านเข้า-ออกทางรูจมูกทีละหนึ่งข้างสลับกันไป มีชื่อเรียกว่า อนุโลมะ วิโลมะ เพื่อทำความสะอาดชำระล้างช่องทางเดินของปราณภายในร่างกาย

ขั้นตอนการปฏิบัติ ควรทำนาทีโศธนมุทรา ใช้นิ้วชี้และนิ้วกลางแตะที่หน้าผากก่อน แล้วเริ่มใช้นิ้วโป้งปิดรูจมูกขวา หายใจเข้าทางซ้าย สลับเอานิ้วนางและนิ้วก้อยปิดรูจมูกซ้าย เปิดรูจมูกขวา หายใจออกขวา จากนั้นหายใจเข้าทางขวา สลับนิ้ว ใช้นิ้วโป้งปิดรูจมูกขวา เปิดรูจมูกซ้าย หายใจออกทางซ้าย นับเป็น 1 รอบ ควรฝึก 5-10 รอบ

ขณะฝึกควรตามรู้ลมหายใจตลอดเวลา ตามความรู้สึกที่เกิดขึ้นเมื่อลมหายใจกระทบส่วนต่างๆ ของระบบหายใจ ตั้งแต่ปลายจมูก โพรงจมูก หลอดลม จนกระทั่งถึงปอด

วิธีการใช้ลมหายใจทำความสะอาดภายในโพรงจมูก เพื่อปรับสมดุลระบบประสาทอัตโนมัติทั้งสองส่วน เพื่อทำให้มวลอากาศที่ผ่านเข้าออกตามทางเดินหายใจหนาแน่นขึ้น ทำให้มีสติตามรู้ลมหายใจได้ง่าย

เรื่อง : เพ็ญลักษณ์ ภักดีเจริญ