Nationejobs.com
 

After Work

สมดุลของการงาน และชีวิต

 
 

วันที่: 2007-05-14

กอดกันหน่อยได้ไหม

เด็กบางคน แทบจะไม่เคยได้รับการโอบกอด หรือถูกมองอย่างรักใคร่เอ็นดู เขาขาดพัฒนาการทั้งกายและใจ จึงอยากชักชวนให้หลายๆ คนหันมามองพวกเขา เพราะใต้วงแขนของคุณมอบรักที่อบอุ่นได้ ลองใช้สองมือโอบกอดเด็กตัวเล็กๆ ลองนวดและเล่นกับเขา นี่ก็คือสิ่งที่วิเศษที่สุดสำหรับชีวิตน้อยๆ

เด็กทารกที่เกิดในครอบครัวที่พร้อม มีพ่อและแม่ผลัดกันดูแลตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมง ทั้งป้อนน้ำ ป้อนนม เมื่อร้องไห้ก็มีคนคอยกอดและปลอบ แล้วยังมีญาติๆ แวะเวียนมาทักทาย มาหยิบโน่นส่งนี่ให้เล่นอยู่ไม่ขาด เด็กเหล่านี้จึงมีพัฒนาการที่ดีทั้งกายและใจ

ยิ่งระยะหลังมีศาสตร์เรื่องการนวดให้เด็กๆ เพราะท่าทางการนวดต่างๆ ออกแบบมาให้สัมผัสเด็กๆ ได้ทั่วร่างกายและมากกว่าการอุ้มการกอด วิธีเหล่านี้มีส่วนช่วยกระตุ้นเรื่องพัฒนาการให้ดีขึ้น

แต่สำหรับเด็กทารกในสถานสงเคราะห์เด็กอ่อน แม้จะมีชีวิตอยู่รอดหลังจากพ่อแม่ทิ้งพวกเขาไว้ที่โรงพยาบาล หรือบางคนก็ถูกนำมาฝากเลี้ยง เพราะความไม่พร้อม แต่พัฒนาการทั้งด้านร่างกายและจิตใจก็เป็นไปอย่างช้า

เด็กที่ถูกทอดทิ้งมีต้นทุนต่ำอยู่แล้ว เพราะแม่บางคนพยายามทำแท้ง หรือไม่ก็คลอดก่อนกำหนด เนื้อตัวเขามักจะเกร็งๆ ส่วนเรื่องอารมณ์ ก็จะดูซึมเศร้า ตาเหม่อลอย

ในสถานสงเคราะห์ เด็กทารกบางคนแขนขาลีบ ไม่ใช่เพราะขาดอาหาร แต่เพราะไม่มีกล้ามเนื้อ พวกเขาไม่มีใครคอยให้เกาะ เพื่อหัดเดินหรือหัดนั่ง ไม่มีคนชี้ชวนให้ดูโน่น ดูนี่ ไม่ได้หันซ้ายหันขวาคอยมองตามของเล่น บางคนอายุกว่าหนึ่งขวบแล้ว แต่ยังเดินไม่ได้ ฟันก็ไม่งอกเหมือนเด็กทั่วไป จึงไม่ได้พัฒนาร่างกาย ส่วนการพัฒนาด้านอารมณ์และจิตใจ ก็เป็นไปอย่างเชื่องช้า เนื่องจากอาการขาดรัก

“การที่เด็กๆ รู้สึกว่า เขาไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของใครในโลกนี้เลย เขาจะรู้สึกไร้ค่า และไม่อาจมีความสุขได้ บางคนนอนส่ายหน้าตลอดเวลา บางคนก็ดูดนิ้ว จนนิ้วเป็นแผล เป็นไตแข็ง เพราะรู้สึกว่าเป็นความมั่นคงเดียวที่มีอยู่ในตัวเอง” ครูนก-จันทรา แตงสมุทร ผู้ประสานงานมูลนิธิสหทัย เล่าถึงการทำงานพัฒนาการเด็กในสถานสงเคราะห์เด็กอ่อน บ้านปากเกร็ดตลอด 20 ปี

จากสถิติพบว่า 90% ของเด็กในสถานสงเคราะห์เด็กอ่อนที่บ้านปากเกร็ด เป็นเด็กที่ถูกพ่อแม่ทอดทิ้งไว้ที่โรงพยาบาล ที่นี่มีเด็กทารกอยู่ในความดูแล 287 คน มีเจ้าหน้าที่ดูแล 35 - 45 คน

เด็กๆ แต่ละคนมีเรื่องต้องดูแลตั้งแต่ตื่นนอน จัดการเรื่องกิจวัตรประจำวัน พี่เลี้ยงหนึ่งคนต้องดูแลเด็กพร้อมๆ กัน 4 คน โอกาสที่จะได้ให้สัมผัสอย่างเด็กทั่วไปต้องการ อาจทำได้ไม่ครบ

“เด็กที่อยู่ในครอบครัวทั่วไป ถ้าไม่ใช่คนที่คุ้นกัน เขาจะไม่ให้กอด ไม่ให้เข้าใกล้ ซึ่งต่างจากเด็กในสถานสงเคราะห์ มักจะชูมือให้กอดให้อุ้ม แม้กระทั่งกับคนแปลกหน้า เพราะเขาต้องการความอบอุ่นจากการสัมผัส แม้จะไม่เคยเห็นหน้าก็ตาม” ครูนก เล่าถึงภาพที่มีให้เห็นเป็นประจำ

มูลนิธิสหทัยเข้ามาทำงานร่วมกับสถานสงเคราะห์เด็กอ่อนบ้านปากเกร็ดเป็นเวลา 20 ปีแล้ว ระยะแรกเข้าไปเสริมกำลังช่วยครูพี่เลี้ยงสถานสงเคราะห์ดูแลเด็ก ระยะหลังมีจำนวนครูพี่เลี้ยงเพิ่มขึ้น จึงรับดูแลเฉพาะเด็กที่มีปัญหาเรื่องพัฒนาการ

1.

ในช่วงเข้าพรรษา มูลนิธิสุขภาพไทย ได้นำเรื่องการนวดเด็กที่เคยจัดอบรมให้กับพ่อแม่เด็กนำกลับไปนวดลูกที่บ้าน เพื่อช่วยกระตุ้นพัฒนาการ มารวมไว้ในโครงการที่เน้นการทำบุญด้วยการสละแรงกาย เปิดรับอาสาสมัครเข้าฝึกอบรมการนวดเด็กทารก เพื่อไปช่วยนวดให้กับเด็กๆ ในสถานสงเคราะห์เด็กอ่อน บ้านปากเกร็ด โดยต้องสละเวลาสัปดาห์ละ 1 วันๆ ละ 3 ชั่วโมง เลือกวันตามความสะดวก

ปัจจุบันโครงการนี้จัดมา 4 รุ่นแล้ว เกิดการเปลี่ยนแปลงทั้งในแง่พัฒนาของเด็กๆ และอาสาสมัครที่มีความหลากหลาย จากเดิมเป็นคนสูงอายุ ระยะหลังเป็นนักศึกษาทั้งผู้หญิงและผู้ชาย

นอกจากนี้ยังมีประเภทยกมาทั้งครอบครัว อย่างครอบครัว 'คุณวิทยไพศาล' มีทั้งคุณพ่อ คุณแม่ และลูกสาว มาเป็นประจำทุกวันอาทิตย์ ส่วนลูกชายอีกสองคนก็มาช่วยเสริมทัพ เฉพาะวันที่เขาไม่ติดธุระ

อำพร คุณแม่ของครอบครัวคุณวิทยไพศาล เล่าถึงจุดเริ่มต้นการทำงานอาสาสมัครนวดเด็ก เริ่มจากหัวหน้าครอบครัวคือคุณพ่อและลูกสาวชวนกันมาก่อน และมักจะมีคำถามเรื่องการดูแลเด็ก กลับไปถามเธอที่บ้าน ทั้งเรื่องเด็กไม่ยอมลุกขึ้นนั่งหรือเดิน มักจะนอนอยู่กับที่แล้วแอ่นตัวขึ้น

“เราเลี้ยงลูกมา 3 คน เราก็รู้ว่าเด็กมีพัฒนาการอย่างไร เด็กที่นี่จะพัฒนาการช้า ตอนเลี้ยงลูกตัวเอง เราอยู่กับเขาทุกวัน สังเกตเขาตลอดเวลา ในขณะที่เด็กที่นี่ พี่เลี้ยงคนหนึ่งต้องดูแลเด็กหลายคน” อำพร ว่าพอมาดูครั้งนั้น ก็เลยช่วยดูแลเด็กให้อีกหนึ่งคน เพราะไหนๆ ก็มาด้วยกันแล้ว

เธอเล่าถึงเด็กที่ดูแลว่า แรกๆ เขาจะซึม ไม่ค่อยไว้ใจคน แต่ถ้าเราอยู่กับเขาเรื่อยๆ จากไม่ไว้ใจ ไม่เล่น เฉยๆ นิ่งๆ จนกระทั่งเราเล่น เขาก็จะเล่นด้วย เวลาเล่นด้วย เขาจะตอบสนองช้า ตอนที่เราเลี้ยงลูกเอง ยังไม่ถึงขวบก็จะพูดแล้ว ส่งเสียงอ้อแอ้บ้าง แต่เด็กที่นี่จะไม่พูด ก็น่าเห็นใจเพราะมีเด็กเยอะ

“มาที่นี่เราก็จะอุ้มเขา ให้กินน้ำ กินข้าว เราจะไม่อยู่ห่างเขา อย่างน้อยๆ เราให้เวลาอยู่กับเขาสักหนึ่งชั่วโมง ก็ยังดี เด็กๆ ต้องการความอบอุ่น การให้ที่ดีที่สุดก็คือ มือ กับอกของเรา เด็กต้องการเท่านั้นเอง อุ้มเขา เล่นกับเขา ไม่ทำอะไรรุนแรงกับเขา แล้วก็สอนเขา กระตุ้นพัฒนาการไปเรื่อยๆ

หลังจากเปิดรับสมัครอาสาสมัครแล้ว มูลนิธิสุขภาพไทยจะจัดอบรมการนวดสัมผัส เพื่อกระตุ้นพัฒนาการให้กับอาสาสมัคร สำหรับวันทำงานนั้นทางอาสาสมัครเลือกวันปฏิบัติงานได้เอง ตั้งแต่วันพุธ-อาทิตย์ เริ่มปฏิบัติงานตามเวลานัดหมาย คือ 09.00 น ทางครูพี่เลี้ยงจะอาบน้ำแต่งตัวเด็กที่อาสาสมัครรับผิดชอบไว้รอ

เมื่อมาถึงรับเด็กออกมาที่ศาลา ใช้เวลาทักทายสักครึ่งชั่วโมง เด็กบางคนก็พร้อมจะให้นวด จึงเริ่มนวด หากเขาไม่พร้อม เขาจะไม่ยอมให้จับตัว อาจจะร้องไห้หรือบิดตัว ก็ต้องเล่นไปก่อน จนกว่าเขาจะพร้อม

หลังจากนั้นอาสาสมัครและเด็ก ก็ใช้เวลาอยู่ร่วมกันไปจนกระทั่ง 11.00 น. จึงส่งเด็กคืนครูพี่เลี้ยง จากนั้นอาสาสมัครจะพูดคุยแลกเปลี่ยนปัญหาการดูแลเด็ก รายงานความก้าวหน้าของเด็กแต่ละคน ขอคำปรึกษา แลกเปลี่ยนความรู้สึกในแต่ละวัน ก่อนแยกย้ายกันกลับบ้าน

อำพร เล่าว่า ตอนที่เลี้ยงลูกทั้ง 3 คน ไม่ต้องนวดเลย สามีมีกิจการอู่ซ่อมรถ ส่วนเธอเป็นแม่บ้านเต็มตัว มีเวลาอยู่กับพวกเขาตลอดเวลา ก็จะเล่นกับเขาตลอด เขาก็มีพัฒนาการดีและเร็ว แต่เด็กที่นี่ต้องนวด ถ้าได้จับมือสัมผัสเขา เด็กก็จะรู้สึกว่ามีคนมาเล่นกับเขา ลูบหัวเขา กอดเขา

ลูกๆ ของอำพร เรียนจบและมีงานทำทุกคน การที่หัวหน้าครอบครัวชักชวนมาทำกิจกรรมแบบนี้ ก็เพื่อจะให้พวกเขาได้เรียนรู้เรื่องการตอบแทนสังคม รู้จักแบ่งปันให้คนอื่น ก่อนหน้านี้ครอบครัวนี้ก็อุปถัมภ์เรื่องค่าใช้จ่ายทางการศึกษาให้กับเด็กในความดูแลของมูลนิธิต่างๆ โดยส่งเงินให้เป็นค่าใช้จ่ายและส่งของขวัญให้ บางครั้งทางมูลนิธิก็นัดพบปะกันบ้างปีละครั้ง

“นอกจากเงินแล้ว มือกับใจก็แบ่งปันคนอื่นได้” อำพร พูดถึงกิจกรรมทำบุญด้วยการนวดเด็ก

หลังจากจบระยะเวลาปฏิบัติงานอาสาสมัครนี้แล้ว อำพรก็วางแผนจะมาเยี่ยมเด็กๆ ที่ครอบครัวของเธอดูแลอย่างน้อยเดือนละ 1-2 ครั้ง

“เราแบ่งส่วนหนึ่งให้กับคนที่เขาไม่มีอะไรเลย ไม่มีใครเลย อย่างน้อยชีวิตของพวกเขา ก็มีคนๆ หนึ่งที่หันมามองพวกเขา”

2.

มีอาสาสมัครหลายคนที่ตั้งใจจะมาเป็นผู้ให้ความรักความอบอุ่นแก่เด็กๆ ที่พลัดจากอ้อมอกแม่ แต่เมื่อเวลาผ่านไป คนที่ตั้งหน้าตั้งตารอที่จะพบกัน ไม่ใช่แค่เด็กในสถานสงเคราะห์เท่านั้น อาสาสมัครหลายคนก็เฝ้ารอเวลาที่จะได้เจอกัน

กุ้ง - ธิดาชนก วงษ์พิทักษ์ และ เอ๋- สุพัตรา บุญครบ สองนักศึกษาจากคณะสังคมศาสตร์ ภาควิชาจิตวิทยา (พัฒนาการ) มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ สมัครเข้ามาทำงานอาสาสมัครนวดเด็ก เพื่อทำรายงานส่งอาจารย์ ครั้งแรกคิดไว้ว่า จะสัมภาษณ์วิทยากร แล้วก็ทดลองนวดครั้งสองครั้ง แล้วนำข้อมูลกลับไปเขียนรายงานเท่านั้น

แต่จากการทดลองนวดให้เด็กสองสามครั้งนั้น ปัจจุบันสองสาวเป็นอาสาสมัครทำงานต่อเนื่องผ่านมาสองรุ่นแล้ว และยังขยับขยายโครงการเข้าไปริเริ่มเรื่องนวดเด็กสอนแม่ๆ ในบ้านพักฉุกเฉินนวดลูกของตัวเองอีกด้วย

“การนวดทำให้เราจะได้สัมผัสไปทุกส่วนของร่างกายของเด็กได้มากกว่าการอุ้ม ถ้าอุ้มก็อาจจะได้จับเฉพาะโคนแขน แต่ท่านวดออกแบบมาให้เราได้จับเด็กทั้งตัว จะเห็นผลมากกว่าการสัมผัสธรรมดา” สองสาวช่วยกันอธิบาย

กุ้ง เล่าถึงเด็กที่ดูแลอยู่ เมื่อมาถึงมือเธออายุกว่าหนึ่งขวบแล้ว แต่ยังเดินไม่ได้และฟันไม่งอกเลย มือของเขาจะกำอยู่ตลอด แกะอย่างไรก็ไม่ยอมแบ ต้องเอาของเล่นมาให้ถือ แล้วคอยนวดแขน นวดมือ ตอนนี้กล้ามเนื้อเขาดีขึ้น หยิบจับของได้ ก่อนหน้านี้จับอะไรไม่ได้เลย ไม่มีแรง การทรงตัวดีขึ้น ที่สำคัญเขามีฟันเล็กๆ โผล่มานิดหนึ่งให้คนที่ไม่รู้จักกันอย่างเธอได้ชื่นใจ

ทั้งสองคนรู้สึกตรงกันว่า หลังจากเด็กผ่านการนวดครั้งสองครั้งแรกไปแล้ว รู้สึกติดใจอยากจะนวดต่อ เพราะรู้สึกถึงการเป็นผู้ให้ ชีวิตที่ผ่านมาเป็นผู้รับมาตลอด มีพ่อแม่เลี้ยงดู โตขึ้นได้เรียนหนังสือ ดังนั้นการมานวดเด็ก จึงเป็นครั้งแรกที่ได้ทำอะไรเพื่อคนอื่น ทุกครั้งที่มาที่นี่จะรู้สึกระตือรือร้น กลับไปแล้วก็ยังนึกถึงเด็กๆ อย่างมีความสุข

“เพราะเรามานวด มาช่วยเรื่องพัฒนาการ พอดีขึ้น เขาดูเป็นเด็กที่มีความรัก เขาให้ความรักผู้อื่นได้บ้าง เราเห็นตรงนี้ก็รู้สึกมีความสุข เห็นจากที่เขาส่งความรักมาให้เราได้ คือ คนเราถ้าเต็มก่อน ก็จะให้คนอื่นได้ พอเห็นเขาให้ความรักได้ เราก็ดีใจ” กุ้ง พูดถึงความรู้สึกของตัวเอง

ส่วน เอ๋ "เห็นพัฒนาการตั้งแต่แรก เด็กบางคนมีสภาพแทบดูไม่ได้เลย พอเราให้ความรัก เห็นเลยว่า เขาแจ่มใสขึ้น น่ารัก อ้วนท้วนสมบูรณ์ เดินได้ หัวเราะได้ ปกติเด็กที่ขาด เขาจะแก่งแย่ง แต่เนี่ยเขารู้จักความรักแล้ว เขาจะไม่แย่ง ไม่เห็นแก่ตัว รู้สึกดีใจที่เขามีลักษณะคล้ายๆ เด็กบ้าน เหมือนเด็กที่อยู่กับพ่อแม่”

สองสาวได้เรียนรู้จากเด็กๆ มากมาย ได้สัมผัสประสบการณ์ด้วยตัวเองว่า มันสามารถบิดพลิ้วหรือผิดเพี้ยนไปได้มากแค่ไหน หากเด็กๆ ไม่ได้รับการดูแลขั้นพื้นฐาน

“แววตาของเด็กจะใสบริสุทธิ์ เวลาเขาไม่พอใจหรือมีคนทำให้ไม่พอใจ เขาก็จะร้องไห้ แต่จะไม่เก็บไปร้องทั้งวันทั้งคืน ไม่เหมือนผู้ใหญ่ที่เวลามีใครทำอะไรให้ ก็เจ็บแค้นอยู่อย่างยาวนาน ก็ทำให้คิดได้ว่า บางทีเราก็ไม่ต้องสนใจอะไรที่มาทำร้ายเราบ้างก็ได้ แววตาของเด็กสอนเรา เมื่อย้อนไปสู่วัยเด็กของตัวเอง เมื่อก่อนเราก็เป็นอย่างนี้ เราไม่ใช่คนที่คิดอะไรมาก” เอ๋ บอกถึงข้อคิดที่ได้รับจากเด็กๆ ที่ยังทรงตัวนั่งเองไม่ได้

กุ้ง บอกว่า เด็กๆ ยังทำให้คิดถึงพ่อแม่ด้วย ต้องใช้ความสามารถความอดทนแค่ไหนที่สามารถเลี้ยงดูลูกได้ตลอด 24 ชั่วโมง

“ขนาดเรามาเลี้ยงเด็กวันละ 3-4 ชั่วโมง เรายังเหนื่อย เวลาอุ้ม บางทีก็เมื่อยแขน เมื่อยเป็นอาทิตย์ๆ เลย แล้วแม่เรา ก็ต้องอุ้มเราตลอด เลี้ยงเราแบบไม่มีวันหยุด”

3.

โครงการอาสาสมัครนวดเด็กรุ่นที่ 4 มีชายหนุ่มหลายคนเข้าร่วม บางคนเป็นคุณพ่อแล้ว บางคนแต่งงานแล้วและมีแผนจะมีลูกเร็วๆ นี้ และบางคนใช้เวลาช่วงเช้าๆ นี้หมดไปกับการนอนแฮงค์หลังผ่านปาร์ตี้มาอย่างหนักหน่วง

ป๊อก- ธวัชชัย เส็งบางยาง ชายหนุ่มวัย 32 ปี บอกว่า ชีวิตปกติที่ผ่านมา คืนวันศุกร์และวันเสาร์จะเป็นเวลาสังสรรค์ของเขากับเพื่อนฝูง และใช้เวลาตลอดเช้าของวันรุ่งขึ้นในการนอนเพื่อเรียกเรี่ยวแรงคืนมา ส่วนกิจกรรมต่อจากนั้น อาจไปเรียนวาดรูป เล่นเกม หรืออ่านหนังสือ

เขาสมัครเข้ามาเป็นอาสาสมัครนวดเด็ก ด้วยความสงสัยและอยากจะเรียนรู้ เขาสงสัยว่า คนเราสามารถรักใครอย่างไม่มีเงื่อนไขได้อย่างไร และจะรู้สึกอย่างไร

“นอกจากพ่อแม่ที่รักเราอย่างไม่มีเงื่อนไข ตัวเราเองไม่เคยรักใครแบบไม่มีเงื่อนไข เวลารักแฟน เราก็อยากได้อะไรตอบแทน ก็เลยสมัครมาเพราะอยากจะเรียนรู้”

คุณป๊อกเป็นคนที่ซักถามวิทยากรมากที่สุดในระหว่างการอบรม นอกจากความประหม่าแล้ว เขาบอกว่า เขาเป็นคนไม่รักเด็ก ไม่เคยรู้ว่าจะต้องเล่นจะต้องคุยกับเด็กอย่างไร และก็กลัวทำไม่ได้ แต่หลังผ่านประสบการณ์การนวดไป 2-3 ครั้งเขาก็เริ่มสนุก ผ่อนคลาย และทำได้ดีกว่านั้นอีก

“พอได้เห็นแววตาเขาที่ได้เจอเรา เขาก็ดีใจ ผมดีใจมากๆ เขาก็ยิ้มให้ผมแบบที่ผมอธิบายไม่ถูกเหมือนกัน”

ความรู้สึกที่อธิบายไม่ถูกนั้น ทำให้เขารอวันอาทิตย์ เขาจะมาก่อนเวลานัด 1 ชั่วโมง เตรียมหนังสือมาอ่านให้เด็กที่เขาดูแลฟัง คืนวันเสาร์เขางดปาร์ตี้ไปโดยปริยาย เข้านอนเร็วและอยากให้ถึงตอนเช้าเร็วๆ

“ถ้าเป็นปกติตอนนี้ผมกำลังนอนแฮงค์อยู่ ถ้าคืนวันเสาร์กินเหล้าแล้ว เช้าต้องตื่นไปทำธุระ ผมทำได้นะ แต่ถ้าให้ตื่นมาหาเด็กๆ แบบสะลึมสะลือ มันยากนะ ถ้านอนไม่พอแล้วมา อืม...อาทิตย์หนึ่งเราเจอเขาแค่หนเดียวเอง อาทิตย์หนึ่งมี 168 ชั่วโมง จะได้เจอกันแค่ 3 ชั่วโมงเอง ผมก็อยากให้มันมีคุณภาพ” คุณป๊อก อาจไม่ต้องตอบคำถามตัวเองแล้วว่า รักใครอย่างไม่มีเงื่อนไขเป็นอย่างไร

บางคนได้ใช้เวลาอยู่กับเด็กๆ เป็นเหมือนหลุมหลบภัยจากสังคมที่แข่งขัน แต่ละวันต้องพบปะคนที่วัดความสัมพันธ์กันด้วยผลประโยชน์ที่ตอบแทนกัน เป็นทั้งผู้ถูกกระทำและบางครั้งก็เป็นเสียเองก็มี

สุเทพ เมืองวสุ ชายวัย 39 ปี เขาค่อนข้างจริงจังกับชีวิตทั้งเรื่องงานและครอบครัว แม้เขาจะแต่งงานแล้ว แต่เขาและภรรยาไม่มีแผนที่จะมีลูก ถ้าจะมีต้องแน่ใจว่า สามารถเลี้ยงให้เขาเป็นคนดีได้ เขาตัดสินใจสมัครเป็นอาสาสมัคร เพราะรู้สึกว่าเด็กๆ ขาดในสิ่งที่เขาสามารถหยิบยื่นให้ได้ จึงอยากจะทำ เมื่อถามถึงสิ่งที่ได้เรียนรู้ เขาตอบว่า...

“โลกของเด็กของเราหายไป จากที่เราเรียนรู้เล่ห์เหลี่ยมต่างๆ ในการอยู่กับสังคม ในที่ทำงานต้องแข่งขัน ต้องต่อสู้ ตอนที่มาดูแลเด็กเริ่มต้นต้องปรับตัว พอครั้งที่สอง อารมณ์ความรู้สึกตอนที่เป็นเด็กของเราถึงกลับมา เราคุยและเล่นกับเขาได้ อะไรที่ทำ มันไม่จำเป็นต้องได้ผลประโยชน์ ไม่จำเป็นต้องคืนกลับมาเป็นเงินทอง เราคุยสนุกสนานเฮฮาปล่อยใจไปกับเขา ให้ใกล้เคียงกับความรู้สึกของเขา เพียงแต่เราเป็นผู้ใหญ่ เราก็ช่วยปรับ ช่วยสอนไปด้วย”

เหมือนเป็นเรื่องง่าย แต่การพูดคุยสนุกสนานเฮฮาปล่อยใจไปกับคู่สนทนานั้น ก็ทำได้ยากเหลือเกินในสังคมทุกวันนี้

ครูพี่เลี้ยงสอนวิธีอุ้มเด็กให้กับผู้ไม่มีประสบการณ์ เขาบอกหลักง่ายๆ อุ้มให้ตำแหน่งของหัวใจเด็กตรงกับหัวใจของคุณ...แล้วทุกอย่างจะดีขึ้น ทั้งตัวเด็กและตัวคุณ

“ผมอุ้มเด็กแบบให้หัวใจเราแนบกัน ครั้งแรกๆ เด็กจะซุกหน้าอยู่กับอกผมตลอดเวลา บางครั้งเราก็อยากจะเล่น อยากจะดูหน้าดูตาเขาบ้าง แต่เขาไม่ยอม เขาจะซุกหน้าอยู่อย่างนั้น จนผมมาเลี้ยงเขาครั้งถัดมา เขาจึงยอมผละจากอกผม ยอมเดินเล่น ยอมเปล่งเสียงออกมา เหมือนเขารู้สึกว่าคนนี้ชัวร์ กับเขา” สุเทพ บอกว่า เขาไม่รู้ว่าการกระทำใดของเขา ทำให้เด็กที่เขาดูแลมีพัฒนาการที่ดีขึ้น

เด็กบางคนก็เหมือนต้นไม้เล็กๆ แกร็นๆ รอคนมารดน้ำพรวนดินให้ เพื่อจะมีแรงที่จะหยั่งรากลงดิน มีชีวิตอยู่บนโลกนี้ต่อไป

เรื่อง : รมณ รวยแสน