Nationejobs.com
 

After Work

สมดุลของการงาน และชีวิต

 
 

วันที่: 2007-11-19

มนต์จังหวะไม้ไผ่

การนวดเป็นศาสตร์ที่มีอยู่ทั่วทุกมุมโลก และนี่คืออีกวิธีหนึ่งของการนวดแบบญี่ปุ่น โดยใช้ไม้ไผ่กระตุ้นตามจุดต่างๆ ของร่างกาย เพื่อผ่อนคลายความตึงเครียดของกล้ามเนื้อ

อ่างไม้สีคลาสสิก มีน้ำอุ่นๆ...โรยด้วยกลีบกุหลาบสีขาว สีแดง และยังมีไม้สนฮิโนกิ ลักษณะเป็นลูกบอลกลมๆ เล็กๆ ปะปนอยู่ด้วย ส่งกลิ่นหอมจางๆ รอให้เราเอาตัวลงไปสัมผัส เสียงเพลงดังคลอเคล้าเบาๆ ช่วยให้ผ่อนคลายโสตประสาทชวนให้หลุดออกจากโลกภายนอก

ความอุ่นของน้ำ (ที่กายสัมผัส) ความงามของกุหลาบ (ที่ตามองเห็น) และความหอมของไม้ฮิโนกิ (ที่จมูกได้กลิ่น) ทำให้ประสาทสัมผัสหลายส่วนในร่างกายค่อยๆ รู้สึกดีๆ ตามจังหวะการเดินของเข็มนาฬิกา

มาซาโกะ คาชิวากิ (Ms. Masako Kashiwagi) ผู้เชี่ยวชาญการนวดด้วยกระบองไม้ไผ่ต้นตำรับญี่ปุ่น ให้เราทดลองแช่ตัว 10 นาที จากนั้นเข้าสู่ตำรับการนวดด้วยกระบองไม้ไผ่ อันเป็นที่ชื่นชอบของชาวอาทิตย์อุทัย

ศิลปะการนวดด้วยกระบองไม้ไผ่เป็นการนวดบำบัด เพื่อช่วยให้ผ่อนคลายทั้งร่างกายและจิตใจ เพื่อให้มีสุขภาพพลานามัยดีขึ้น ทว่าไม่ได้เป็นการรักษาโรคหรือความเจ็บป่วยใดๆ

สามสไตล์ของการนวดในสปา ผู้ถูกนวดต้องนอนคว่ำหน้าลงบนเตียงที่มีโพรงไว้ให้หายได้ หน้าลอดลงไปมองทะลุเห็นด้านล่างที่วางอ่างดอกไม้ลอยน้ำให้ดูเพลินตา เสียงกระทบของไม้ไผ่ที่มาซาโกะ กำลังรวบรวมพละกำลังของตัวเอง ก่อนจะนำกระบอกไม้ไผ่ขนาดเหมาะมือลงมาสัมผัสกับตัวเรา

เธอเคาะไม้ไผ่รัวบนที่นอนราวกับกำลังตีกลองญี่ปุ่น จังหวะรัวหนักแน่นทว่านุ่มนวล จังหวะการรัวราวกับตีกลองนั้น ค่อยๆ สัมผัสที่ปลายเท้า อุ้งเท้า น่อง ขา สะโพก ลำตัว บางครั้งก็ได้ยินเสียงกระทบของไม้ไผ่ทั้งสองอัน ทำให้ผู้ถูกนวดรู้สึกสบายผ่อนคลายอย่างไม่น่าเชื่อ

การนวดแบบนี้ชาวญี่ปุ่นเชื่อว่า จะช่วยผ่อนคลายกล้ามเนื้อที่แข็งตึง พวกเขาจะนวดคลึงกล้ามเนื้อส่วนต่างๆ สลับกับการเคาะกระบองไม้ไผ่บนจุดสำคัญบนกล้ามเนื้อ ช่วยคลายจุดที่พลังงานถูกปิดกั้น ให้พลังงานได้ไหลเวียนทั่วร่างกาย โลหิตจะหมุนเวียนได้ดีขึ้น ทั้งยังเชื่อมต่อร่างกาย จิตใจ และวิญญาณ เข้าด้วยกัน ผ่านเสียงและจังหวะเคาะของกระบองไม้ไผ่บนจุดต่างๆ ของร่างกาย ชาวญี่ปุ่นเชื่อว่าศิลปะการนวดด้วยกระบองไม้ไผ่นั้น ถือเป็นการนวดที่ผ่อนคลายที่สุด ส่งผลให้จิตใจสงบ

ระหว่างที่มาซาโกะ เคาะกระบองไม้ไผ่ไปตามส่วนต่างๆ ของร่างกาย เธอจะสัมผัสได้ว่า กล้ามเนื้อส่วนไหนที่ตึงเครียด ต้องการผ่อนคลาย เธอก็จะเน้นตรงกล้ามเนื้อส่วนนั้นๆ เมื่อร่างกายและจิตใจรู้สึกสงบดีแล้ว ก็มาถึงขั้นตอนการนวดแบบพลังบำบัด หรือการนวดด้วยน้ำมันหอมระเหย ตามแบบฉบับสปาทั่วไป ทว่าวิชาของมาซาโกะนั้นแตกต่าง ตรงที่เธอมีจังหวะการนวดที่นุ่มนวล และบางครั้งก็หนักหน่วง ตรงกล้ามเนื้อบางจุดที่ควรจะเน้นน้ำหนัก เรียกได้ว่าเป็นพลังบำบัด (Energy Massage)

เป็นการนวดด้วยการใช้สมาธิ ผ่านนิ้ว และฝ่ามือ กดลึกไปตามจุดพลังงานต่างๆ ของร่างกาย เพื่อปรับสมดุลให้กับร่างกาย และกระตุ้นให้เกิดพลังงาน ก่อนจะนวดด้วยน้ำมันหอมระเหย (Essence Massage) ซึ่งเป็นการนวดโดยใช้เทคนิคผสมผสานระหว่างตะวันตก และต้นตำรับญี่ปุ่น ซึ่งถือว่าเป็นการนวดที่เบาสบาย ใช้น้ำมันหอมระเหยช่วยให้รู้สึกผ่อนคลายมากขึ้น มีกลิ่นน้ำมันหอมระเหยให้เลือก 3 กลิ่นก็คือ กลิ่นที่ชวนให้หลงใหล กลิ่นที่ทำให้รู้สึกสดชื่น และกลิ่นที่ทำให้รู้สึกสงบ

ก่อนลงมือนวด นักบำบัดจะต้องรวบรวมสมาธิและจดจ่อกับการไหลเวียนของกระแสพลังงานต่างๆ ในร่างกาย (ตามเข็มนาฬิกา) รวมถึงการเคลื่อนไหวอื่นๆ เพื่อให้การนวดบำบัดเกิดความผ่อนคลายมากที่สุด ดังนั้นการเคาะจะต้องไม่หนักจนเกินไป

เพื่อเป็นสัญญาณเริ่มต้นการนวดบำบัด นักบำบัดจะเคาะไม้ไผ่ 2 ครั้ง จากนั้นนักบำบัดจะเคาะไม้ไผ่ลงบนที่นอนสองครั้ง เป็นการส่งสัญญาณให้กับร่างกาย ให้เตรียมพร้อมสำหรับการบำบัด แล้วนักบำบัดจะเริ่มเคาะเบาๆ เริ่มจากปลายเท้าข้างซ้ายไล่วนขึ้นไปทางหัวไหล่ แล้ววกกลับมาทางปลายเท้าข้างขวา

นักบำบัดจะใช้กระบองไม้ไผ่หนึ่งด้าม โดยจับทางโคนและปลายด้าม มานาบกับลำตัว แล้วคลึงตามจุดต่างๆ เมื่อนวดไปถึงจุดหนึ่ง นักบำบัดจะเพิ่มแรงกดและความเร็วในการคลึง เพื่อช่วยในการไหลเวียนของเลือด น้ำเหลือง และพลังงานในร่างกาย

ขั้นตอนเหล่านี้นอกจากมีผลในการฟื้นฟูด้านจิตใจแล้ว ยังเป็นการขับสารพิษจากร่างกายอีกด้วย เหมาะสำหรับผู้ที่อ่อนเพลียจากการเดินทาง (Jet Lag) หรือเมื่อยล้าและเครียดจากการประชุมที่ยาวนาน

ศิลปะการนวดด้วยกระบองไม้ไผ่นั้นสามารถนำมาทำที่บ้านได้ เพียงแต่มีอุปกรณ์เช่น กระบองไม้ไผ่ที่มีขนาดและน้ำหนักที่เหมาะสมไม่เล็กหรือใหญ่เกินไป ชาวญี่ปุ่นนิยมนำไม้ไผ่มานวด ก็เพราะวิถีชีวิตส่วนใหญ่ของเขาจะเกี่ยวข้องกับไม้ไผ่ นำทุกส่วนของไผ่มาทำประโยชน์ ไม่ว่าจะเป็นเครื่องอุปโภค บริโภค คล้ายกับทางภาคเหนือ และตะวันออกเฉียงเหนือของไทย

ส่วนไม้สนฮิโนกิที่มีกลิ่นหอมนั้น หากนำมาทำเป็นอ่างอาบน้ำ หรืออ่างแช่ตัวแล้ว ก็จะส่งกลิ่นหอมละมุน ทำให้รู้สึกสดชื่นผ่อนคลาย ทว่าอ่างอาบน้ำฮิโนกินั้นมีราคาแพงมาก เฉพาะคนมีฐานะดีเท่านั้นที่จะครอบครองเป็นเจ้าของได้ นอกจากจะแพงแล้วยังมีความยากลำบากในการบำรุงรักษา เพราะจะต้องบรรจุน้ำไว้ในอ่างตลอดเวลา ไม่อย่างนั้นไม้ฮิโนกิจะปริแตกเสียหายไปได้

แต่ถ้าได้อาบน้ำในอ่างไม้ฮิโนกิละก็...จะมีความสุขเกินจะพรรณนาเลยละ ไม้ฮิโนกินั้นไม่เพียงแต่นำมาทำเป็นอ่างอาบน้ำเท่านั้น ยังนิยมนำมาทำเป็นเฟอร์นิเจอร์ เคาน์เตอร์ซูชิ ถ้วยทรงสีเหลี่ยมสำหรับใส่สาเก (Masu Cup) หรือแม้กระทั่งนำมาสร้างบ้าน ซึ่งกลิ่นหอมของไม้ฮิโนกิยังมีสรรพคุณในการไล่แมลงอีกด้วย ทว่าปัจจุบันนี้วิถีชีวิตของคนญี่ปุ่นเปลี่ยนไป ชาวญี่ปุ่นคนรุ่นใหม่นิยมวัฒนธรรมแบบตะวันตก ส่งผลให้วัฒนธรรมเก่าแก่ในการใช้ไม้ฮิโนกิมาดัดแปลงเป็นข้าวของเครื่องใช้ต่างๆ ค่อยๆ จางหายไป

ครั้งนี้ที่เรามีโอกาสไปสัมผัสการนวดด้วยไม้ไผ่แบบญี่ปุ่น เพราะสองสาวนักบำบัด บินตรงจากโตเกียว มาที่ ซีซั่นส์สปา โรงแรมคอนราด จะให้บริการอยู่ที่นี่จนถึงวันที่ 18 พฤศจิกายนนี้ ปกติแล้วทั้งสองคนประจำอยู่ที่มิซูกิสปา โรงแรมคอนราด โตเกียว

ศิลปะการนวดเพื่อให้ผ่อนคลายเหล่านี้ เราเองสามารถนำมาประยุกต์ใช้ในบ้านแบบง่ายๆ ก็ได้ ลองหาที่เหมาะๆ ใต้ต้นไม้ สายลมพัดอ่อนๆ โชยกลิ่นหอมของดอกไม้ไทย อย่างจำปี จำปา โมก ปีบ ฯลฯ วานสมาชิกในบ้านช่วยนำไม้ไผ่มาเคาะเบาๆ ตามร่างกาย (อย่าแรงเกินไปเดี๋ยวจะกลายเป็นทุบ ทำร้ายร่างกายกันเอง) ตรงไหนเมื่อยมากก็เคาะนานสักนิด แต่ไม่ควรหนักมือหรือเบาเกินไป ต้องพอดีๆ แค่นี้ก็ช่วยผ่อนคลายได้แล้ว

ขนาดและน้ำหนักของกระบองไม้ไผ่ควรเหมาะมือ ให้มีความยาวประมาณ 30 เซนติเมตรเส้นผ่าศูนย์กลาง 3 เซนติเมตรความยาวด้ามจับ 16 เซนติเมตรความหนา 3-5 มิลลิเมตรน้ำหนัก 200 กรัม

หลังจากการนวดด้วยไม้ไผ่แล้ว ชาวญี่ปุ่นเขาดื่มชาเขียวญี่ปุ่นร้อนๆ เพื่อให้ร่างกายอบอุ่น คนไทยเราก็ไปชงน้ำมะตูมหอมหวานนิดๆ ดื่มอุ่นๆ ก็ช่วยได้เหมือนกัน แม้จะเป็นเสน่ห์ของกลิ่นสน หรือมนต์จังหวะของไม้ไผ่...เราเองก็ประยุกต์สร้างกันได้แบบพอเพียง

อย่างไรก็ตามการนวดสปานั้นดูเหมือนจะทำให้ผู้ถูกนวดสัมผัสได้ถึงความรู้สึกอ่อนโยน นุ่มนวล รู้สึกผ่อนคลาย และอยู่ในห้วงอารมณ์สุนทรียะ ปกติแล้วการบีบนวดร่างกาย ถือว่าช่วยกระตุ้นการไหลเวียนของโลหิต ช่วยเปิดช่องทางของเส้นเลือดที่ตีบตันให้ขยายตัว กล้ามเนื้อมีความยืดหยุ่น ทำให้รู้สึกผ่อนคลายสบายตัว

การนวดยังถือว่าเป็นการรักษา หรือบำบัดแบบโบราณที่อาจเรียกว่า เก่าแก่ที่สุดในโลกก็ว่าได้ จึงเป็นศาสตร์แห่งความผ่อนคลาย เนื่องจากปัจจุบันวิธีการนวดเข้ามามีส่วนในชีวิตประจำวันมากขึ้น และมีวิธีการนวดหลากหลายเช่น นวดแบบ AROMA THERAPY, SWEDISH MASSAGE, SHIATSU หรือนวดด้วยหินร้อน หินเย็น รวมทั้งศิลปะการนวดด้วยไม้ไผ่แบบญี่ปุ่นนี้ด้วย

ประวัติการนวด

ประวัติศาสตร์การนวดนั้นมีมายาวนาน หลักฐานที่เก่าแก่ที่สุดเกี่ยวกับการนวดพบในทวีปเอเชียนี่เอง คือที่ประเทศจีนเมื่อประมาณ 4500 ปีมาแล้ว ต่อมาญี่ปุ่นได้นำแบบอย่างวิธีการนวดมาจากจีนเมื่อประมาณ 600 ปีก่อนคริสต์ศักราช การแพทย์ระบบอายุรเวทของอินเดียย้อนหลังไปอย่างน้อย 500 ปีก่อนคริสต์ศักราช ก็กล่าวถึงการดูแลสุขภาพด้วยการนวดไว้เช่นกัน

กรีกโบราณ Hippocretes (450-377 ปีก่อนคริสต์ศักราช) และ Aristotle (384-322 ปีก่อนคริสต์ศักราช) ก็กล่าวถึงการนวดในข้อเขียนของท่านว่ามีหลายข้อบ่งชี้ ในยุคนั้นมีสถานที่ที่นิยมใช้ออกกำลังกาย นวด และอาบน้ำอยู่ร่วมกันด้วย ต่อมาในอาณาจักรโรมัน (27 ปีก่อนคริสต์ศักราช - ค.ศ.476) ก็ยังคงมีสถานที่เช่นนั้นอยู่ ซึ่งก็เป็นคำที่ใช้มาจนปัจจุบันนี้คือ ยิมเนเซียมนั่นเอง

ในบันทึกกรีกและโรมัน ได้กล่าวถึงการนวดอีกครั้งในยุโรปยุคเรเนซองค์ ช่วงทศวรรษที่ 14-17 และต่อมาได้รับความสนใจในแง่ของการรักษาในประเทศต่างๆ ได้แก่ ฝรั่งเศส อังกฤษ เยอรมนี และสวีเดน จึงทำให้คำต่างๆ เกี่ยวกับการนวดพื้นฐานเป็นภาษาฝรั่งเศส เช่น effurage, petrissage เป็นต้น การนวดได้รับความนิยมอย่างมากในสวีเดนจนกระทั่งมีโรงเรียนที่เปิดสอนการนวดเพื่อการบำบัด คือ The Royal Institute of Gymnastics ในกรุงสตอกโฮล์ม ปี 1813 และทำให้การนวดแบบ Swedish แพร่หลายไปทั้งยุโรป และอเมริกาตราบจนทุกวันนี้

ส่วนการนวดแผนไทย นับเป็นภูมิปัญญาของชาวไทยที่สืบทอดกันมาช้านาน เชื่อว่าเริ่มต้นจาก ความสัมพันธ์สายใยภายในครอบครัว ที่ช่วยเหลือกันเพื่อบรรเทาอาการปวดเมื่อย ฟกช้ำ ด้วยการสัมผัสจับต้อง หรือกดจุดบริเวณที่มีอาการ เช่น หลานนวดให้ปู่ ย่า ตา ยาย จนเกิดความชำนาญและช่วยเหลือเพื่อนบ้านต่อไป ในที่สุดก็เกิดเป็นอาชีพหมอนวดขึ้น

ส่วนหลักฐานทางประวัติศาสตร์ของไทยที่พบเก่าแก่ที่สุด คือศิลาจารึกสมัยสุโขทัย ช่วงที่พ่อขุนรามคำแหงมหาราชครองราชย์ โดยขุดพบที่ป่ามะม่วง ต่อมาในสมัยกรุงศรีอยุธยา รัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช การแพทย์แผนไทยเจริญรุ่งเรืองมากโดยเฉพาะอย่างยิ่งการนวดแผนไทย มีการแบ่งกรมหมอนวดเป็นฝ่ายซ้าย-ขวา โดยปรากฏในทำเนียบศักดินาข้าราชการฝ่ายทหารและพลเรือนที่ตราขึ้นในปี พ.ศ.1998

จากจดหมายเหตุของราชทูต ลา ลู แบร์ ประเทศฝรั่งเศส ครั้นมาถึงสมัยรัตนโกสินทร์ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ทรงโปรดให้ปั้นรูปฤาษีดัดตนจนครบ 80 ท่า และจารึกวิชาการนวดไทยลงบนแผ่นหินอ่อน 60 ภาพ ประดับบนผนังศาลารายและบนเสาภายในวัดโพธิ์ กรมหมอนวดยังคงมีหลักฐานพบได้ จนถึงรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงโปรดให้หมอยาและหมอนวดถวายการรักษา และมีหมอนวดถวายงานทุกครั้งที่เสด็จประพาส บทบาทของหมอนวดได้หมดจากราชสำนัก ในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อการแพทย์แผนตะวันตกเข้ามาในสังคมไทย แต่หมอนวดชาวบ้านก็ยังคงมีอยู่ตราบถึงปัจจุบัน

เรื่อง : อรการ กาคำ