สมดุลของการงาน และชีวิต
วันที่: 2007-12-17
บางคนบอกว่า ความสุขในชีวิตเป็นเรื่องง่ายๆ แต่บางคนดำเนินชีวิตอย่างน่าเบื่อ มีแต่ความทุกข์ เรื่องเหล่านี้อยู่ที่มุมมอง ลองมาอ่านเรื่องราวบางแง่มุมของ 'ป๊อด-ธนชัย' กับวันเวลาที่ผ่านไป ทำไมเขาต้องเรียนรู้ที่จะมีความสุขกับชีวิต และโยคะทำให้เขาเข้าใจว่า ถ้าชีวิตจะล้มบ้าง ก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่
หลายคนรู้ว่าเขาคนนี้เป็นศิลปิน ที่สร้างสรรค์เพลงที่มีสไตล์ของตัวเอง ไม่ว่าจะวิธีคิด การสร้างสรรค์ท่าเต้น และแนวเพลง
ชีวิตที่ผ่านมาของเขา เป็นแบบอย่างให้คนรุ่นใหม่ได้เรียนรู้ว่า คนเราแตกต่างได้ แต่ต้องใช้ความพยายามในการสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ และเขายังเป็นศิลปินที่สนใจปฏิบัติธรรม เคยบวชเป็นภิกษุสงฆ์ เพื่อค้นหาแก่นของธรรมะ ทำความเข้าใจกับชีวิตมากขึ้น
ป๊อด-ธนชัย อุชชิน มันจะเล่าเรื่องราวในชีวิตผ่านบทเพลง และภาพถ่าย ตอนนี้เขากำลังทำงานอัลบั้มชุดใหม่ของโมเดิร์นด็อก และเขาบอกว่า เป็นครั้งแรกที่ระหว่างการทำงานเพลงรู้สึกมีความสุข ต่างจากการทำงานที่ผ่านมาจะรู้สึกเครียด
วันเวลาที่ผ่านมาทำให้เขาได้เรียนรู้ที่จะมีความสุขกับชีวิตแบบค่อยเป็นค่อยไป เขามักจะพูดระหว่างการสนทนาว่า ชีวิตต้องเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ และต้องรู้จักการล้ม
ถ้ามันต้องล้ม ก็ล้มไปเถอะ ชีวิตก็ไม่ต่างจากการทำโยคะในบางท่า
+ชีวิตช่วงนี้เป็นอย่างไรบ้างคะ
ชีวิตส่วนตัวก็สร้างสมดุลไปเรื่อยๆ อยู่กับตัวเอง และใช้ชีวิตอย่างมีความสุข ผลงานเพลงที่ทำงานร่วมกับบอย โกสิยพงษ์ คือชุด บิทเทอร์สวีท ตอนนี้ผลงานชุดนี้ออกมาแล้ว เพราะคนมองว่า คุณบอยแต่งเพลงหวาน ส่วนป๊อดแต่งเพลงขม จึงผสมผสานทั้งสองส่วน เพราะทั้งสองคนก็มีทั้งด้านหวานและขม แล้วผลงานชุดนี้ทำให้ได้ปลดปล่อยในอีกด้านหนึ่งของแต่ละคน ชุดนี้คุณบอยเขียนเนื้อร้อง ดนตรีและผมร้องเพลง แต่ในเรื่องทิศทางและเนื้อเพลง ผมร่วมคิดด้วย และอีกส่วนที่ผมทำตอนนี้ก็กำลังเข้าห้องอัดเพลงอัลบั้มชุดใหม่ของโมเดิร์นด็อก
+คุณเป็นคนที่ชอบหาคำตอบให้ชีวิต แล้วค้นพบไหม
ผมเป็นคนอ่อนไหวง่าย ก็เลยคิดเยอะ แล้วการคิดเยอะ ถ้าคิดไม่ถูก ก็ทุกข์ได้ ผมก็เลยเป็นคนที่สนใจหาคำตอบ พยายามค้นหาว่า ความสุขอยู่ที่ไหน ตั้งแต่เด็ก ผมก็สัมผัสความรู้สึกพวกนี้มาตลอด
+เพราะอารมณ์ละเอียดอ่อน ก็เลยถ่ายทอดออกมาเป็นบทเพลงได้กินใจคนฟัง
เพราะเราเข้าใจความรู้สึก และรู้ว่าตัวเรารู้สึกยังไง แล้วงานศิลปะไม่ว่างานเพลง งานเขียน หรือวาดภาพ ก็ต้องเอาความรู้สึกออกมาให้ได้ อีกอย่างที่ผมทำเรื่องพวกนี้ได้ เพราะผมพยายามทำออกมาให้ดี สื่อออกมาให้ตรงและจริงที่สุด
ในสมุดบันทึกของผมส่วนใหญ่จะบันทึกเกี่ยวกับการเขียนเพลง จะทำเป็นภาพคอนราด บันทึกเป็นอารมณ์มากกว่า ผมทำมานานแล้ว ไม่ได้บันทึกทุกวัน และบทเพลงนี่แหละคือ ตัวบันทึกช่วงชีวิตของผม
+ใช้บทเพลงเป็นเครื่องมือในการเล่าเรื่องชีวิตหรือ
เพลงจะสะท้อนสภาวะของชีวิต อย่างอัลบั้มชุดแรกของผมก็น่าจะเป็นประสบการณ์ตอนอายุ 23 ปี ก็จะมีเรื่องอารมณ์ของเราในช่วงเวลานั้น และวิธีคิด วิธีมองโลก อย่างเพลงบุษบา และกะลา ผมมองสังคมบ้านเราตอนนั้นว่าพยายามตีกรอบความคิดตัวเองมากเกินไป งานชุดแรกของผมก็เลยพยายามฉีกออกไปทั้งเรื่องของดนตรี วิธีคิดการแต่งเพลง อย่างเรื่องการแต่งเพลงไม่จำเป็นต้องพูดถึงประเด็นความรักอย่างเดียว ไม่ได้หมายความว่าประเด็นนี้ไม่ดีนะ แต่เราพยายามแต่งเพลงแนวอื่นที่แตกต่าง ดีไซน์องค์ประกอบต่างๆ ในการแสดงคอนเสิร์ต ก็พยายามเสนอสิ่งที่แปลกใหม่และทำได้จริง
+ดนตรีก็เลยเป็นมากกว่าความบันเทิง
ดนตรีเป็นสื่อที่ทะลุกลางใจคนได้ ในความรู้สึกของผม...ถ้าเทียบกับศิลปะแขนงอื่นๆ การส่งผ่านดนตรีจะกระทบถึงใจคนได้ไวและชัดเจนมาก อย่างหนังหรือภาพเขียน อาจทำหน้าที่ในการสื่อสารได้ไม่เท่าดนตรี ดนตรีบอกถึงสภาวะแต่ละช่วงชีวิตของผม ถ้าผมมีความสุขและชอบแบบนี้ ก็อยากบอกทัศนคติบางอย่างผ่านดนตรี เพราะดนตรีเป็นเครื่องมือในการเยียวยาผมตั้งแต่เด็กๆ นับตั้งแต่เรียนมัธยมสาม ผมก็เล่นดนตรีมาตลอด พอไปเรียนศิลปะในช่วงมหาวิทยาลัย ก็วนกลับมาอยู่กับดนตรีอีก
+เป็นคนชอบเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ
ผมเป็นคนชอบเรียนรู้ ชีวิตแต่ละวันสนุกกับการทำความเข้าใจ อย่างช่วงแรกในชีวิตผม ผมไปเรียนเมืองนอก แล้วกลับมาทำงานเพลงอัลบั้มชุดที่สอง พอเรียนเมืองนอกแล้วก็อยากเรียนเมืองใน ก็เลยบวชที่วัดป่า เพราะอ่านหนังสือธรรมะตั้งแต่เด็ก ก่อนจะสนใจปฏิบัติธรรมอย่างจริงจัง ผมเริ่มจากการฝึกโยคะ ก็เริ่มมองเข้าไปข้างใน เพราะโยคะต้องอยู่ดูลมหายใจ เริ่มเห็นความเคลื่อนไหวของด้านใน เห็นถึงความสงบ
แต่การเรียนธรรมะก็คล้ายๆ กับการเรียนว่ายน้ำ ตอนนั้นเราได้แต่อ่านหนังสือธรรมะ ไม่ได้ปฏิบัติ ก็คิดว่าน่าจะลงว่ายน้ำในสระได้แล้ว ก็เลยบวชเป็นพระป่าหนึ่งพรรษา การบวชทำให้เราปฏิบัติ ไม่ว่าการนั่งสมาธิหรือการเดินจงกรม ทำให้เราเข้าใจคำว่า สติ ซึ่งเป็นแก่นของชีวิต เมื่อก่อนเราไม่รู้ว่า จิตหรือสติแปลว่าอะไร เราไม่รู้หน้าที่ของมัน เมื่อเราปฏิบัติก็เลยเข้าใจ และช่วยให้เราปรับสมดุลของชีวิตได้
เพราะชีวิตแต่ละวันมีเรื่องเข้ามากระทบเยอะ ต้องเจอคนจำนวนมาก การรับหรือโต้ตอบก็ย่อมมีมาก ถ้าเราไม่รู้จักสติ เราจะไม่รู้จักการหยุด แต่สิ่งเหล่านี้สร้างสมดุลให้เรา อย่างโยคะทำให้เห็นการเคลื่อนไหวที่เกิดขึ้น แม้จะเคลื่อนไหวกายแต่สอดคล้องกับลมหายใจ ถ้าผมไม่มีหลักหรือสติ ผมคงจะไหลไปกับอารมณ์ ถ้าเราไม่รู้ตัว ไม่มีสติ ชีวิตก็จะเหนื่อยมาก โกรธก็โกรธมาก ดีใจก็ล้นพ้น สิ่งนี้ช่วยปรับสมดุลให้ชีวิตผม
+ก่อนหน้านี้คุณโกรธบ่อยไหม
ผมเป็นคนที่อารมณ์เยอะ แต่ตอนนี้เห็นอารมณ์ บางครั้งก็ไม่ทัน แต่การฝึกสติช่วยให้เรารู้ตัวว่ากำลังโกรธหรือหม่นหมอง
+คุณให้ความสำคัญกับเรื่องการคิดค่อนข้างเยอะ
ผมเป็นคนรู้สึกเยอะ คิดมาก และวิเคราะห์ไปเรื่อยเปื่อย (หัวเราะ) แต่ก็นำเราไปสู่ความเข้าใจในหลายๆ เรื่อง ผมมองว่า ชีวิตคือการเรียนรู้และสนุกกับสิ่งที่เกิดขึ้นในชีวิต เราก็พยายามมองหาว่าความสุขคืออะไร ก็ไปอยู่ในเพลงบรรเลงของผม อย่างเพลง Hapiness is....ในอัลบั้มชุดที่ผ่านมา เราไม่ได้ให้คำตอบว่า ความสุขอยู่ที่ไหน แต่ทุกคนฟังแล้วจะรู้สึกกับมัน แล้วหาคำตอบ.... ความสุขอยู่ที่ลาภ ยศ ชื่อเสียง เงินทอง หรือความสุขอยู่ที่การนั่งนิ่งๆ แล้วหายใจเบาๆ
คืองานเพลงตอบสนองหัวใจเรา เหมือนการทบทวนตัวเองและตอบคำถามตัวเอง แล้วกลั่นออกมาเป็นบทเพลง แต่ละเพลงก็เลยมีความหมายกับผมว่าเพลงนี้ผมคุยกับตัวเองอย่างไร ความรู้สึกแบบไหนทำให้มีความสุข มันคือความลิงโลดหรือความเร้าใจ หรือความนิ่ง คืออะไรที่เราเองก็ไม่แน่ใจ หรือมันเป็นการโต้ตอบกับความสุขที่เรามี
+แล้วความสุขของคุณอยู่ตรงไหน
คำถามนี้เหมือนกับถามว่า ชีวิตคืออะไร มันก็คงมีคำจำกัดความ ผมไม่รู้ แต่ผมกำลังเดินไปสู่ตรงนั้น นี่คือระยะเวลาแห่งการเดิน ผมไม่รู้ว่า จะสิ้นสุดที่ไหน ความสุขก็ต้องค้นหา เพราะทุกคนก็ต้องการความสุข อยากจะรู้สึกดีๆ แต่ผมบอกตัวเองว่า ต้องมีความสุขขึ้นเรื่อยๆ ยิ่งแก่ยิ่งต้องมีความสุข เพราะชีวิตที่ผ่านมา เราควรจะได้เรียนรู้ เวลาแก่แล้วยิ้มและหัวเราะได้มากขึ้น เราควรสบายใจและปล่อยวางได้มาก นี่คือสิ่งที่ผมคิด เราจะไม่พูดถึงคนแก่ที่ขี้โกรธ ขี้หงุดหงิด ทุกข์ระทม แล้วชีวิตที่ผ่านมาเราไม่เรียนรู้อะไรบ้างหรือ
+เห็นบอกว่า ชอบวาดรูปด้วย
การวาดรูปคือการทำงานศิลปะที่ไม่ต้องใช้คำศัพท์ อย่างการเขียนต้องมีภาษาบอกเล่า ส่วนการถ่ายภาพบอกเล่าอารมณ์ช่วงนั้น และผมเคยแสดงภาพถ่ายครั้งหนึ่ง ส่วนใหญ่งานศิลปะผมจะเป็นเรื่องอารมณ์นำ ผมชอบให้คนดูรู้สึก ผมว่างานศิลปะที่ดีต้องสื่ออารมณ์ได้
+ดูเหมือนคุณจะประสบความสำเร็จในทุกเรื่อง แล้วเคยล้มเหลวบ้างไหม
เคยล้มเหลว เคยหวาดหวั่น ตั้งแต่ประสบความสำเร็จจากผลงานอัลบั้มชุดแรกตอนอายุ 23 ปี ผมก็เลยหวาดหวั่น กลัวว่าจะทำงานออกไม่ดี ยกตัวอย่างง่ายๆ เลยนะ เวลาผมเล่นโยคะ มีท่าหนึ่งต้องเอาศีรษะวางบนพื้น เท้าชี้ฟ้า ผมจะไม่ยอมล้ม ตัวก็จะเกร็ง จนแขนรับไม่ไหว ครูโยคะก็บอกว่า ล้มไปเถอะ การล้มก็แค่สภาวะหนึ่ง ไม่ใช่เรื่องใหญ่โต ช่วงหลังเวลาจะทำอะไร ก็ทำเลย เผชิญหน้ากับมัน ล้มก็ล้ม ก็มีความกลัวแฝงอยู่ แต่เราก็เรียนรู้ที่จะเข้าใจ บางอย่างก็ลุยไปเลย แต่ในส่วนลึกคือ เป็นพวกล้มไม่ได้
+ ก็ยังยึดติดอยู่มาก
มี และค่อนข้างมาก ตั้งแต่เด็กพอรู้จักตัวเอง ผมเป็นคนเรียนเก่งสอบได้ที่หนึ่งตั้งแต่อนุบาล มีอยู่ครั้งหนึ่งตอนประถมสี่ ผมกลัวว่า จะไม่ได้ที่หนึ่ง ผมมองย้อนไป ทำไมตอนนั้นเด็กคนนี้ทุกข์มาก แต่มาถึงตอนนี้กลับรู้สึกว่า ชีวิตคนเราน่าจะล้มได้ ถ้างานชิ้นนี้ล้มเหลว ไม่ได้หมายความว่ามันคือจุดสุดท้ายของชีวิต อย่างเมื่อก่อนคิดว่า ต้องสอบติดมหาวิทยาลัยให้ได้ แต่ตอนนี้ผมคิดว่า แค่จุดผ่าน ตอนนี้รู้จักที่จะมีความสุขกับความเป็นจริง
+ เป็นคนมีความมุ่งมั่นมาก
บางทีชีวิตไม่ต้องมุ่งมั่นมากก็ได้ แต่ความมุ่งมั่นก็เป็นเรื่องที่ดี ข้อสำคัญเราไม่ควรเสพติดความสำเร็จ ผมพยายามจะทำสิ่งนั้น ต้องเรียนรู้การล้มเป็น บางครั้งไม่จำเป็นต้องรอให้คนอื่นทำให้ล้ม ผมก็จัดการตัวเอง อย่างงานบางชิ้นรู้ว่า ล้มแน่นอน อย่างอัลบั้มชุดที่สามที่คนฟังแล้วบอกว่า โยนทิ้งเลย ล่าสุดมีคนบอกว่า ซื้อซีดีชุดนี้มาแต่ไม่ชอบเลย แต่มีอยู่วันหนึ่งคนฟังคนนี้บอกว่า นั่งทำการบ้านอยู่ พอฟังไปแล้ว ชอบมาก ตอนนั้นผมตั้งใจว่า ชุดนี้ต้องล้ม จริงๆ งานชุดนี้ก็ตั้งใจทำให้ดี เป็นงานที่ดีสำหรับเรา แต่เรารู้ว่า ทำเพลงออกมาแบบนี้ คนไม่ชอบคงมีมาก แต่เวลาผมทำเพลงแต่ละอัลบั้มจะพลิกแนวเพลงไปเลย ตอนทำแรกๆ ผมไม่รู้ว่า ทำเพลงแนวนี้ออกมาคนจะชอบหรือไม่ แต่การทำเพลงผ่านมาสิบปี ผมก็ต้องรู้บ้างว่า คนจะชอบไหม
+ชุดที่คุณบอกว่า คนฟัง (บางคน) โยนทิ้งเลย คุณคิดว่าผลงานชุดนั้นเป็นอย่างไร
แม้จะเป็นผลงานชุดที่ขายน้อยที่สุด แต่สำหรับผมเป็นความสำเร็จ มีหลายคนเดินมาบอกผมว่า เขาชอบชุดนั้นมากที่สุด ในอัลบั้ม เลิฟมีเลิฟมายไลฟ์ ซึ่งมีเพลง happiness is อยู่ด้วย เวลาทำเพลงผมต้องรู้ว่า ในสภาวะนี้ผมจะพูดเรื่องอะไรในงานเพลง เพราะแต่ละชุดสะท้อนสภาวะในช่วงวัยของชีวิต ชุดที่หนึ่งเป็นช่วงวัย 23 ปี และชุดที่สองวัย 27 ปี และชุดใหม่จะออกในปีหน้า
+เป็นคนที่ชอบเดินทางมาก
คือ ผมชอบอยู่นิ่งๆ แต่ชอบเห็นภาพเคลื่อนไหว และชอบเคลื่อนไหวด้วย เวลานั่งรถจะมีความสุขมาก มองข้างทางและเดินซอกแซกไปที่ต่างๆ อย่างไปเล่นดนตรี บางทีก็แวะไปกินนั่น กินนี่ แต่พอไปต่างประเทศก็เดินดูวัฒนธรรม ผมชอบประเทศญี่ปุ่น ชอบความอ่อนน้อมถ่อมตน ผมชอบเกียวโตหรือความเป็นเมืองแบบโตเกียว ได้เห็นวิถีพวกเขา เห็นความใส่ใจเล็กๆ น้อยๆ อย่างผมเห็นป้าแก่ๆ ที่ฮาราจุกุเอาแปรงสีฟันเล็กๆ ขัดพื้นไปเรื่อยๆ ความละเอียดอ่อนน่านับถือมาก เราเดินชนเขาแต่เขาขอโทษเรา
+อีกไม่กี่เดือน คุณก็จะออกผลงานเพลงอัลบั้มชุดใหม่ แสดงว่า ชีวิตจะกลับมาวุ่นวายอีกครั้ง คุณเตรียมตัวอย่างไรคะ
สภาวะจิตต้องแข็งแรง เดี๋ยวนี้ทำงานเสร็จก็คือเสร็จ ไม่ต้องเก็บมาคิดอีก ไม่อย่างนั้นอารมณ์ใหม่กับอารมณ์เก่าจะเกี่ยวพันกัน บางทีกังวลไปก่อนว่า ชีวิตพรุ่งนี้จะเป็นอย่างไร แต่พอถึงวันงาน ทำงานเสร็จก็แค่นั้นเอง บางทีสนุกกว่าที่เราคิดอีก ก็เลยพยายามทำใจให้ดีไว้ก่อน เดี๋ยวก็ดีเอง
+ คุณกลายเป็นแบบอย่างที่ดีสำหรับวัยรุ่นในหลายเรื่อง
ถ้าตัวเราเป็นแบบอย่างที่ดีสำหรับคนอื่นได้ก็น่าภูมิใจ นั่นถือว่า ชีวิตเราไม่ได้ทำเพื่อตัวเองอย่างเดียว ถ้าสามารถสะท้อนความคิดหรือแชร์ความรู้สึกกับคนอื่นได้บ้างก็ดี
+ บางครั้งรู้สึกสูญเสียความเป็นตัวเองบ้างไหม
ก็มีบ้าง เพราะอยู่ในสภาวะที่ถูกมอง ทั้งๆ ที่ผมเป็นคนที่ชอบมองคนอื่น แต่เราทำหน้าที่ตรงนี้ เพราะเวลาอยู่บนเวทีก็ต้องถูกมอง แต่ผมก็ได้ทำสิ่งที่ตัวเองอยากทำ บางครั้งผมอยากนั่งกินก๋วยเตี๋ยวในสถานที่คนเยอะๆ ผมก็นั่งกินนะ อยากดูหนังเรื่องนี้คนเดียว ผมก็ทำ แม้จะมีคนมอง และรู้สึกอึดอัด แต่ผมก็ต้องต่อสู้กับความอึดอัด ผมก็ทำให้มันสบายๆ
+คุณเป็นคนวางเป้าหมายในอนาคตไหม
จริงๆ อยากอยู่นิ่งๆ อยากหายใจสบายๆ เพลินๆ (หัวเราะ) แต่ผมยังมีภาระหน้าที่ที่ผูกพันต้องทำให้สำเร็จ และระหว่างทำอัลบั้มชุดนี้มีความสุขที่ทำ ต่างจากอัลบั้มที่ผ่านมา ส่วนใหญ่จะทำด้วยความเครียด แต่ตอนนี้เป้าหมายของผมไม่ได้อยู่ที่ผลลัพธ์ ถ้าผมทำแล้วสนุก ทำไป หัวเราะไป ถ้าผมรู้สึกเพลิดเพลินกับงาน ผมสำเร็จแล้ว ผมก็ได้อารมณ์นั้น
+ ตอนนี้คุณรู้สึกมีความสุขกับการทำงานเพลงอัลบั้มชุดใหม่ แล้วที่ผ่านมาไม่มีความสุขหรือ
น่าสงสารไหมครับ การทำงานเพลงที่ผ่านมา เหมือนตอนผมทำโยคะท่าศีรษะวางบนพื้น เท้าชี้ฟ้า แล้วไม่ยอมล้ม ตอนนี้ก็เลยล้มได้ ทำเพลงแบบสบายๆ อัลบั้มเพลงที่ผ่านมา ผมแต่งเกือบทุกเพลง แต่ชุดนี้อยากสนุกก็เลยหาคนมาร่วมแจม แต่ผมไม่รู้ว่า คนฟังงานชุดใหม่ของผม จะมีความสุขด้วยไหม
+คุณหาเวลานั่งสมาธิบ้างไหม
เรื่องสมาธิจะอยู่ในชีวิตประจำวัน คือ พยายามบอกตัวเองให้นั่งสมาธิเป็นเรื่องเป็นราว แต่ขี้เกียจ อาศัยว่า เวลานั่งรอใคร ก็ดูลมหายใจไปด้วย
+แล้วการดูแลครอบครัว คุณจัดสรรเวลาอย่างไร
ผมจะดูแลแม่มาก เวลาแม่จะไปวัด ผมก็ขับรถไปส่ง เวลาแม่อยากได้อะไรก็ซื้อให้ อย่างเสื้อตัวไหนที่คิดว่า พ่อใส่แล้วหล่อก็ซื้อให้ แต่จริงๆ แล้วให้ความสบายใจมากกว่า ผมว่าเรื่องนี้สำคัญกว่าการให้สิ่งของ อย่างเวลาอยู่กับพ่อแม่ก็ทำให้เขาสบายใจ
+ ช่วงเวลาไหนคุณรู้สึกผ่อนคลายมากที่สุด
ผมชอบเดินทางไปต่างประเทศ ชอบไปในที่ที่ไม่มีคนรู้จักผม และผมไม่รู้จักเขา เวลาพาสปอร์ตได้ตีตราออกนอกประเทศ ผมจะรู้สึกดี ผมชอบเดินทางคนเดียว เวลาอยู่กับตัวเองเหมือนการพักผ่อน อาจเป็นเพราะเวลาทำงานคอนเสิร์ต ผมต้องเจอคนเยอะ ต้องเจอคนเป็นพันๆ เวลาขึ้นเวทีร้องเพลง นั่นไม่ใช่สภาวะธรรมดา
เรื่อง : เพ็ญลักษณ์ ภักดีเจริญ