Nationejobs.com
 

After Work

สมดุลของการงาน และชีวิต

 
 

วันที่: 2009-08-31

ธรรมะในดอกไม้และถ้วยชา

ครูอุ้ย-อภิสิรี จรัลชวนะเพท เจ้าของ ร.ร.อนุบาลบ้านรัก กับงานศิลปะเพื่อพัฒนาด้านใน เผยวิธีจัดดอกไม้และชงชาในฐานะวิถีสู่พุทธรรม

การใช้ศิลปะเพื่อพัฒนาด้านใน เป็นอีกมิติที่เน้นกระบวนการมากกว่าผลงาน ศิลปะในความหมายนี้ จึงเป็นไปเพื่อการเรียนรู้สภาวะจิตใจ ความละเมียดละไมในการชงชา สอนให้เรานิ่งอยู่กับถ้วยชา แม้ผู้คนจะหลงใหลและชื่นชอบศิลปะการชงชา แต่บางคนอาจไม่เข้าใจเบื้องหลังการชงชา เพื่อเรียนรู้สภาวะจิตใจของตัวเอง

เช่นเดียวกับการจัดดอกไม้ แม้จะเข้าใจความงามของดอกไม้ แต่ต้องเพ่งพินิจให้ลึกซึ้งกว่านั้น ดอกไม้อาจให้บทเรียนบางอย่างแก่เรา รวมถึงความหลากสีสันของการระบายสี ลึกๆ แล้วสีและภาพบอกถึงสภาวะจิตใจได้อย่างไร

ศิลปะทั้งหมดเชื่อมร้อยอยู่ในชีวิตประจำวัน เป็นจิ๊กซอว์ในกระบวนการพัฒนาจิตแบบองค์รวม หากมองลึกไปถึงวิถีมากกว่าวิธี ศิลปะการเย็บปักถักร้อย วาดรูป ชงชา ฯลฯ ย่อมมีบางอย่างที่ซ่อนอยู่ ครูอุ้ย-อภิสิรี จรัลชวนะเพท เจ้าของโรงเรียนอนุบาลบ้านรัก เป็นอีกคนที่สนใจเรื่องศิลปะการดูแลจิตใจ และนำมาใช้กับเด็กอนุบาล รวมถึงเป็นวิทยากรเผยแพร่ความรู้

เธอเกิดมาเพื่อที่จะเป็นครู เพราะครอบครัวทำโรงเรียนมาตลอดหลายสิบปี 25 ปีกับอนุบาลบ้านรัก แม้จะเป็นโรงเรียนเล็กๆ แต่มีกระบวนการที่น่าสนใจ จนเธอได้รับรางวัลจากมูลนิธิอาโชก้าในฐานะบุคคลดีเด่นสร้างสรรค์สังคม

เริ่มแรกครูอุ้ยตั้งโจทย์ว่า วิชาชีวิตในโรงเรียนปัจจุบันขาดหายไปไหน ถ้าจะทำโรงเรียน ต้องมีวิชาพวกนี้ด้วย

“เคยเห็นคุณแม่นั่งทำขนม เด็กๆ ของเราก็ให้ปั้นขนมแล้วกินได้เลย ครูอุ้ยเชื่อว่าศิลปะพัฒนาคนได้ แล้วทำไมต้องวัดเด็กจากข้อสอบยากๆ”

ศิลปะในความคิดของเธอจึงเป็นมากกว่าที่เห็น กระบวนการศิลปะรูปแบบอื่นๆ และการละเลงสีย่อมมีผลต่อจิตใจ ยกตัวอย่างเด็กเลือกใช้สีแดง เพราะเขารู้สึกสดใสมีชีวิตชีวา และสีอื่นๆ ก็แสดงให้เห็นภาวะจิตใจบางอย่าง เหมือนงานวาดภาพที่บางคนบอกว่า ดูไม่รู้เรื่อง แต่คนวาดอาจดำดิ่งไปสู่อีกมิติ ถ้าเรามองแค่กายภาพ ก็จะไม่รู้เรื่อง ต้องมองเรื่องจิตใจว่า คนวาดคิดอะไรอยู่

“แต่ก่อนเราใช้ศิลปะทำงาน ทำให้เด็กมีความสุขสนุกสนาน แต่พอเรียนรู้มากขึ้น มันไม่ใช่แค่นั้น จากคำตอบของสี คนวาดรู้สึกชุ่มชื่นมีความสุข การจัดดอกไม้และชงชา ก็ไม่ต่างกัน ได้ทั้งสีสันบรรยากาศ ความนิ่ง และการเคลื่อนไหว”

มากกว่าความงาม

เมื่อครูอุ้ยได้รู้จักกับแนวทางของท่าน โมกิจิ โอกาดะ (Mokichi Okada) ครูบาอาจารย์แห่งจิตวิญญาณชาวญี่ปุ่น ที่เน้นเรื่องสุขภาพองค์รวม เธอจึงได้เรียนรู้การจัดดอกไม้หลายคอร์สจากมูลนิธิเอ็มโอเอไทย และคอร์สสั้นๆ ที่ประเทศญี่ปุ่น

ก่อนจะจัดดอกไม้ ต้องเข้าใจธรรมชาติและคุณลักษณะของดอกไม้ เมื่อถึงเวลาจัด ใจต้องนิ่งอยู่ตรงนั้น ครูอุ้ย บอกว่า กระบวนการจัดดอกไม้ เราต้องเคลื่อนเข้าหาธรรมชาติ ระหว่างจัดก็จะเกิดความนิ่ง ณ ตรงนั้น

“คุณพ่อเป็นต้นคิดพาเข้าไปสู่มูลนิธิเอ็มโอเอไทย ท่านเริ่มจัดดอกไม้ตอนอายุเกือบ 90 ปี เพิ่งรู้ความลับจากน้องๆ ที่จัดดอกไม้ด้วยกัน คุณพ่อไม่เคยใส่น้ำในแจกัน เรารู้เลยว่า คุณพ่อจัดดอกไม้ไปอย่างนั้นแหละ เพื่อบำบัดสุขภาพ” แต่แล้ววันหนึ่ง น้องๆ ที่จัดดอกไม้บอกครูอุ้ยว่า คุณตาเอาน้ำใส่แจกัน ที่ผ่านมามีคนเอาน้ำใส่ให้

"คุณพ่อเพิ่งจะเห็นว่ากระบวนการจัดดอกไม้ทั้งหมดมีประโยชน์ต่อท่านจริงๆ เราก็ชื่นใจ น้ำตาไหล พ่อเราเห็นความงามของดอกไม้ พ่อสุดยอดเรื่องวิศวกรรม แต่ท่านคิดไปอีกทางได้”

เมื่อถามว่า ศิลปะการจัดดอกไม้นำมาใช้กับเด็กอนุบาลอย่างไร เธอเล่าถึงเด็กอนุบาลคนหนึ่งว่า แรกๆ อาละวาด คุณครูก็พาไปจัดดอกไม้ ผ่านไปหนึ่งเดือน ใบหน้าเด็กสงบนิ่งขึ้น ถ้าวันไหนเด็กคนนี้ออกมาเดินรอบๆ โรงเรียนเก็บดอกไม้ ก็จะถามคุณครูว่าจะให้เก็บดอกไม้เผื่อไหม แล้วถามต่อว่า "จะให้หนูจัดดอกไม้ด้วยไหม"

"หากเด็กคนนี้ไม่สนใจจัดดอกไม้ คงเพราะเข้าไปอยู่ในโลกวัตถุ จนไม่แยแสเรื่องนี้แล้ว แต่กระบวนการธรรมชาติเข้าไปสะกิดใจ ซึ่งเชื่อว่าเปลี่ยนได้ทุกคน แม้แต่คนในคุก"

แม้กระทั่งครูอุ้ยก็เปลี่ยนมุมมองในการใช้ความงามของดอกไม้ เมื่อก่อนรู้ว่า ดอกไม้ทำให้บ้านสวย เวลาตัดดอกไม้มาใช้งาน เหลือก็ไม่สนใจ แต่พอได้เรียนรู้ก็เปลี่ยนกระบวนการคิด ดอกไม้เป็นของธรรมชาติ ต้องจัดจากข้างใน แต่ละครั้งต้องคิดใหม่ว่า จะจัดดอกไม้กี่แจกัน วางไว้ตรงไหน เรารู้สึกขอบคุณที่ดอกไม้ทำให้พื้นที่ตรงนั้นสวยงาม

“มันต่างกันอย่างสิ้นเชิง ระหว่างการใช้ความสวยกับการสัมผัสความสวย จึงได้ประโยชน์กับตัวเอง เรียนจัดดอกไม้จนกลายเป็นผู้สอน ไปเรียนคอร์สสั้นๆ อีกที่ญี่ปุ่นและเรียนวาดรูปดอกไม้ในฤดูหนาว "เธอเล่าให้ฟัง ตอนเธอไปถึงที่นั่น หิมะกำลังตก ช่วงฤดูหนาวไม่ค่อยมีดอกไม้ มีแต่ก้าน ต้องขอให้ก้านหันมุมที่สวยที่สุดเข้าหามนุษย์"

“ต้องหาดอกไม้ที่เหมาะกับฤดูกาล นักจัดดอกไม้ต้องไม่จนปัญญา เอาธรรมชาติที่มีอยู่สัมผัสผู้คนอย่างใกล้ชิด”

ครูอุ้ยพบรักกับดอกไม้ตั้งแต่แรกสัมผัส ทำให้ได้เรียนรู้ความลับบางอย่างของธรรมชาติ และเปลี่ยนแปลงตัวเองได้เพราะดอกไม้

“แต่เดิมเราคิดว่าเราใช้ดอกไม้ แต่พอดอกไม้อยู่ในบ้านให้ความสดชื่นและสวยงาม เรารู้เลยว่าจิตใจของเราด้อยมาก เราเข้าไม่ถึงความละเอียดคุณค่าและการเคารพธรรมชาติ เราคิดว่าเราเป็นผู้ใช้และได้ประโยชน์ เราคิดว่าเราจัดดอกไม้ นั่นไม่ใช่ ดอกไม้จัดเราตั้งหาก เวลาจัดหมุนไป หมุนมา แล้วดอกไม้ก็จะบอกเราเองว่า ควรจัดยังไง”

สำหรับเธอ แจกันก็มีความงามอยู่แล้ว ยิ่งเอาดอกไม้ปัก ลองนึกถึงภาพ หากเข้าใจดอกไม้ในแบบที่มันเป็น เสมือนหนึ่งเราเข้าใจมนุษย์ในแบบที่เขาเป็น...

นิ่งกับการชงชา

แม้เธอจะหลงใหลการจัดดอกไม้ แต่ก็ให้ความสำคัญกับศิลปะแขนงอื่นๆ ด้วย ตอนนี้เธอกำลังฝึกขี่ม้า และบอกว่า นี่คือการเรียนรู้จิตใจอีกรูปแบบหนึ่ง แม้จะต่างจากการชงชาที่จะเล่าให้ฟัง

"การหยิบจับถ้วยชาจากซ้ายไปขวา ต้องให้ความเคารพกับคนดื่ม วัฒนธรรมตะวันออกทำให้เราเกิดสมาธิและนิ่งอยู่กับห้วงเวลานั้น "ครูอุ้ย เล่าและบอกว่า การชงชาในวัฒนธรรมญี่ปุ่นมีเหตุผลในการกระทำทุกเรื่องและพิถีพิถันมาก

“ในประเทศญี่ปุ่นให้เด็กชงชาได้ อย่างเราได้เรียนรู้การชงชา เราก็ดื่มด่ำ แค่ชงชา พับผ้า ก็ร้องไห้และดีใจจากข้างใน เวลาทำก็นิ่งอยู่ตรงนั้น ยิ่งเราศึกษาธรรมะหัวข้อต่างๆ หากเราไม่ปฏิบัติจะเข้าใจได้ยังไง”

เธอบอกว่า ต้องปฏิบัติผ่านการกระทำ เพื่อไปสู่ความเข้าใจชีวิต ชุดชาเล็กๆ ไม่ได้สำคัญเท่ากระบวนการ

"การชงชาเหมือนย่อโลกทั้งใบไว้ในถาดใบเดียว เมื่อไหร่ทำนั่นนี่หกหรือตก รู้เลยว่าใจไม่นิ่ง เวลาชงชาเรากำลังเตรียมพร้อม เพื่อให้คนดื่มชาได้รับความดื่มด่ำและสิ่งที่ดีที่สุด ชั่วขณะนั้นทำให้เราได้อยู่กับตัวเอง ถ้าใจไม่อยู่กับตัว หยิบนั่นนี่ผิด ก็ไม่ต่างจากการเลี้ยวรถ เข้าซอยผิด"

การชงชาสำหรับเธอคือ การย่อเวลาให้เห็นว่า เราเตรียมตัวพร้อมในการใช้ชีวิตประจำวันเพียงใด

"นี่คือการปฏิบัติธรรมเข้าถึงพุทธธรรมวิธีหนึ่ง ลงมือทำผ่านกระบวนการ แล้วทำให้เรารู้ว่า ตัวเราเป็นอย่างไร ครูอุ้ยใช้วิธีมองสภาวธรรม อะไรที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวัน เรารู้เหตุผล อย่างเช่นวันนี้เราพูดกับเด็กมากเกินไป เราต้องรู้ตัวเอง หรือถึงเวลาเล่านิทานแล้วรู้สึกว่าไม่พร้อม เราต้องทำให้พร้อมเดี๋ยวนั้น ถึงแม้เราจะวุ่นกับงาน แต่ใจเราต้องหาหนทางที่จะว่างให้ได้ การว่างที่แท้จริง อารมณ์ต้องไม่ขึ้นๆ ลงๆ"

สำหรับเธอ...เส้นทางของศิลปะที่นำมาใช้ก็เหมือนการปฏิบัติธรรม สามารถทำและเห็นได้ทุกวัน เหมือนการซักฟอกตัวเอง

“อย่ามองศิลปะเป็นความเพลิดเพลินอย่างเดียว มันมีกระบวนการปฏิบัติเพื่อให้เห็นความงามในสิ่งนั้น ศิลปะถ่ายทอดจากการลงมือ สะท้อนผ่านจิตใจของเรา เพื่อให้คนอื่นรับทราบว่า โลกนี้ช่างงามนัก”