Nationejobs.com
 

Success Story

วิถีแห่งงาน และการใช้ชีวิตในที่ทำงาน

 
 

วันที่: 2014-09-08 13:55:44

รีเฟรชแบรนด์ 'ศรีจันทร์'พันธกิจทายาทรุ่น 3

'ผงหอมศรีจันทร์'ผลิตภัณฑ์ที่อยู่มานานกว่า 6 ทศวรรษ ถูกนำมา “รีแบรนด์” เปลี่ยนโฉมใหม่ ด้วยฝีมือทายาทรุ่น3

บรรจุภัณฑ์ลวดลาย “วินเทจ” สะกดใจผู้บริโภคยุคใหม่ หากใครจะคิดว่า นี่คือผลิตภัณฑ์ผงหอมศรีจันทร์” ที่คุ้นเคยกันมาถึง 66 ปี ที่สำคัญแพคเก็จจิ้งแบบเก่า ก็ดูจะ “เชย” เอามากๆ

ภาพลักษณ์ใหม่ของผงหอมศรีจันทร์ ปรากฏตัวขึ้นในงานเสวนา เคล็ด (ไม่) ลับ... สู่ความสำเร็จปี 4 ตอน “พลิกโอกาส สร้างเศรษฐี” โดยธนาคารไทยพาณิชย์ เมื่อ รวิศ หาญอุตสาหะ” กรรมการผู้จัดการ บริษัท ศรีจันทร์สหโอสถ จำกัด ทายาทรุ่น 3 หอบหิ้วเอาความใหม่ ร่วมแลกเปลี่ยนกับผู้ประกอบการเอสเอ็มอีที่เข้าร่วมงาน

ในวันนี้ธุรกิจเป็นของคนรุ่นเขาโดยสมบูรณ์ และความเปลี่ยนแปลงหลายอย่างที่เกิดขึ้น ก็ล้วนเริ่มต้นในยุคของเขา

“ผมคิดว่า ถ้าไม่ทำอะไรสักอย่าง แบรนด์ต้องตายไปแน่นอน ฉะนั้นเราต้องมีการ ‘รีเฟรช’ ตลอดเวลา ผมเชื่อว่า ของเราดี และมีศักยภาพพอที่จะรีแบรนด์ได้” เขาสะท้อนความคิด

ก่อนกางสูตรรีแบรนดิ้ง ชนิด “ทุ่มไม่อั้น” สวนกระแสยุคที่ใครๆ ต่างก็เล่นแบบ “เพลย์เซฟ” ตั้งแต่จ้างมืออาชีพด้านกลยุทธ์ธุรกิจ และ “ค่าตัวแพง” อย่าง “แกะดำทำธุรกิจ” มาช่วยวางหมากรบให้ เวลาเดียวกับดึงผู้กำกับภาพยนตร์โฆษณาระดับมือหนึ่งของโลก “ธนญชัย ศรศรีวิชัย” (ต่อ ฟีโนมีน่า) มาร่วม “พลิกโฉม” ศรีจันทร์ยุคใหม่

“เราไม่ได้เปลี่ยนแค่แพคเก็จจิ้ง แต่กำลังเปลี่ยนสายตาของผู้บริโภคที่มองศรีจันทร์” เขาบอกเหตุผล

ก่อนขยายความ “สายตา” ที่ว่าก็คือ การมอง “ศรีจันทร์” เป็นของโบร่ำโบราณ เป็นสินค้าที่เน้นประโยชน์ในการใช้ (Functional product) มาสู่การเป็นสินค้าที่เน้นคุณค่าด้านอารมณ์ความรู้สึก (Emotional product) โดยสมบูรณ์

ภาพลักษณ์โบราณที่กำลังถูกสลัดทิ้ง เพื่อขยับฐานผู้ใช้ให้เด็กลงและกว้างขึ้น นำมาสู่การทุ่มงบไปกับสื่อออนไลน์มากถึง 25% ของงบประมาณทั้งหมด หลังปีที่ผ่านมา แคมเปญ “แม่นางศรีจันทร์” ที่พวกเขาทำขึ้น ประสบความสำเร็จอย่างมากในโลกออนไลน์

เพื่อตอบการเป็นผลิตภัณฑ์ “ไม่โบราณ” ของคนยุคโซเชียล โดยแท้

การรีแบรนด์ ไม่ใช่ความเปลี่ยนแปลงเดียวของ “ศรีจันทร์สหโอสถ” หลังการเข้ามาของทายาทรุ่น 3 เมื่อประมาณ 6 ปี ก่อน ความเปลี่ยนแปลงขนานใหญ่ปรากฏขึ้นในทุกมิติ ด้วยเหตุผลที่ผู้บริหารเจนใหม่บอกเราว่า..

“ถ้าไม่มีการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ธุรกิจอาจไม่สามารถอยู่รอดได้ในโลกวันนี้”

2 ปีแรก ถูกใช้ไปกับการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงองค์กร จากบริษัทที่เขาบอกว่า “ไม่มีคอมพิวเตอร์ใช้แม้แต่ตัวเดียว” ผู้บริหารรุ่นใหม่ ที่เห็นความสำคัญและความจำเป็นของเทคโนโลยี จึงนำระบบปฏิบัติการที่ทันสมัยที่สุด ไปใช้กับองค์กรของเขา

จากนั้นก็ค่อยๆ ปรับเปลี่ยนกระบวนการทำงาน ปรับปรุงไลน์การผลิต เพื่อให้มีประสิทธิภาพขึ้น ทำระบบบัญชีให้มืออาชีพขึ้น เวลาเดียวกับพิสูจน์ตัวเองเพื่อสร้างการยอมรับให้กับเหล่าพนักงานที่อยู่ด้วยกันมานาน เพื่อให้เชื่อมั่นและพร้อมเดินหน้าไปกับเขา จากนั้นก็ “ลุยเดี่ยว” ลงสนามไปเยี่ยมลูกค้าทั่วประเทศ ตั้งแต่ร้านเล็ก ร้านใหญ่ ที่เขาเรียกด้วยความคุ้นเคยว่า “ร้านเฮีย” เหตุผลที่ต้องลุยเองเพราะเขาเชื่อว่า “สายสัมพันธ์ส่วนตัว” สำคัญมากกับลูกค้ากลุ่มนี้

องค์กรเข้มแข็งพร้อมเหยียบคันเร่งเต็มสตรีม แต่เขายอมรับว่า เรียนมาทางด้านวิศวกรรม ทำให้ไม่ถนัดเรื่องการตลาด ตอนนั้น คิดแค่ว่า การตลาด ก็คงแค่ ทำโฆษณา แต่พอยิงโฆษณาออกไป พอโฆษณาจบลง ยอดขายกลับนิ่งสงบ ฉะนั้น “โฆษณา” ก็ไม่น่าจะใช่คำตอบสุดท้ายเสียแล้ว

“ช่วงนั้นผมเริ่มทำวิจัยลูกค้า โดยลงไปในตลาดจริง ไปคุยกับลูกค้า ไปนั่งตามร้านขายยา ร้านของชำบ้าง แล้วสังเกตพฤติกรรมผู้ซื้อ กลับมาพร้อมความมั่นใจเต็มเปี่ยม ลองโฆษณาไปอีกรอบ แต่ปรากฏ..ไม่เวิร์ค ผมคิดว่าคงต้องมีอะไรบางอย่างที่ขาดไป สุดท้ายก็ได้คำตอบว่า ที่เราขาดคือ ช่องทางจัดจำหน่าย”

โจทย์ใหญ่ในตอนนั้น คือ ลูกค้าดูโฆษณา อยากได้สินค้า แต่ไม่รู้ว่าจะไปหาซื้อได้ที่ไหน นั่นคือที่มาของการตัดสินใจไปเสนอตัวกับร้านสะดวกซื้อชื่อดัง “เซเว่นอีเลฟเว่น” เพื่อผลักดันศรีจันทร์ให้ซื้อง่าย ขายทั่วประเทศผ่านร้านเซเว่นฯ

“ตอนนั้นกำลังการผลิตของเราน้อยมาก เซเว่นฯ เริ่มสั่งของเข้าล็อตแรกเยอะมาก รู้แค่ว่า ประมาณ 300% ของกำลังผลิตที่เรามีอยู่ ตอนนั้นก็บอกเขาไปด้วยความมั่นใจว่า ทำทัน โดยที่ยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าจะเอาอะไรมาส่งเขา”

เขาบอกการตอบรับ เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับคู่ค้า และเดินหน้าแก้สถานการณ์ “ทุกวิถีทาง” ชนิดต้องเรียกมวลหมู่ญาติมิตร เกณฑ์คนมาทั้งโรงงาน ทำกันชนิดไม่หลับไม่นอน เพื่อให้ได้สินค้าครบตามจำนวนพร้อมส่งเซเว่นฯ

สุดท้ายก็ทำสำเร็จ แต่การทำธุรกิจกับร้านสะดวกซื้อและโมเดิร์นเทรด ก็สอนบทเรียนสำคัญให้กับเขา

“การจะเข้าโมเดิร์นเทรดได้ เราต้องมั่นใจในระบบปฏิบัติการของเราจริงๆ คือ หลังบ้านต้องเป๊ะ! เพราะลองส่งผิดดูสักครั้ง แล้วจะรู้ว่า ‘นรกมีจริง’ ถ้าระบบหลังบ้านไม่แน่น..ก็ไม่รอด”

เขาบอกว่า การที่เอสเอ็มอีจะส่งสินค้าเข้าโมเดิร์นเทรดได้นั้น โอกาสที่อนุญาตให้ผิดพลาดเท่ากับ ‘ศูนย์’ ฉะนั้นทุกกอย่างจึง “ต้องเป๊ะ” ระบบหลังบ้านต้องพร้อม ต้องรักษามาตรฐานให้ได้ต่อเนื่อง เพราะลูกค้าสามารถมาสุ่มตรวจโรงงานได้ตลอดเวลา ฉะนั้นต้องพร้อมที่จะถูกตรวจสอบได้เสมอ

เป็นผู้บริหารรุ่นใหม่ ที่มี “ลูกบ้า” อยู่พอตัว เขาบอกว่า อุปสรรคที่ใหญ่ที่สุด ในการทำงาน ก็คือ “ความมั่นใจของตัวเอง” และหลายครั้งที่ความมั่นใจที่ว่านี้ ก็กลับมาเป็นบทเรียนสอนใจเขา

“มีอยู่วันหนึ่งผมมานั่งคิดว่า ทำไมต้องจ้างเอเยนซี่ทำโฆษณาแพงๆ ด้วยความที่กล้าหาญมาก ผมเลยวาดสตอรี่บอร์ดขึ้นเองเลย แล้วไปหักคอเพื่อนฝูงที่เป็นโปรดักส์ชั่นเฮ้าส์ให้ช่วยถ่ายทำให้ ผลปรากฏออนแอร์ไปได้ 3 วัน ก็ต้องถอด เพราะลูกค้าโทรมาด่า บอกว่า ดูไม่รู้เรื่อง”

บทเรียนขำๆ ที่วันนั้นเขาสารภาพว่า “ขำไม่ออก” แต่ก็สอนใจกลับมาว่า ‘เราไม่ควรทำในสิ่งที่ไม่เก่ง หรือไม่ถนัด’ เพราะถ้าฝืนทำไป ก็อาจได้บทเรียนเจ็บๆ เหมือนอย่างเขา

ในวันนี้ฉากรบหน้าใหม่ของธุรกิจ 6 ทศวรรษ กำลังเริ่มต้นขึ้น และเป็นการ “ลงทุนใหญ่” สวนกระแสใครหลายคน เขาว่า ‘ถ้าทำในสิ่งที่ต่าง เราก็จะชนะคนอื่นได้’

“ผมเชื่อว่า ถ้าเราทำเหมือนคนอื่น เราก็เป็นเหมือนคนอื่น ฉะนั้นผมจะไม่ทำเหมือนใคร เราถึงโต 40-50% ทุกปี”

มูลค่าธุรกิจของศรีจันทร์สหโอสถ ปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ 300 ล้านบาท โดยตั้งเป้าเติบโตอย่างน้อยปีละ 40%

ซึ่งการคิดและทำ “ตรงข้าม” กับคนอื่น ก็เพื่อหวังพิชิต “ฝันใหญ่” ขององค์กรให้ได้

“เราทุกคนที่นี่ ต่างมีฝันที่ใหญ่มาก จึงทำงานกันสุดหัวใจ เพราะอยากเอาบริษัทเข้าตลาด ก่อนผมอายุ 40 ปี ให้ได้ นั่นก็คือ ในอีก 5 ปี ข้างหน้า”

เขาบอกฝันใหญ่ ที่ทำเพื่อเปลี่ยนภาพองค์กร 6 ทศวรรษให้เป็น “องค์กรมืออาชีพ” ขึ้น อีกเหตุผลสำคัญก็คือ ต้องการตอบแทนพนักงานด้วยหุ้นบริษัท แทนคำขอบคุณที่ช่วยสร้าง “ศรีจันทร์” จนมีวันนี้

“ถามว่ากลัวไหม ที่ความเป็นธุรกิจครอบครัวจะหายไป ผมไม่กลัวเลย เพราะคิดว่า เรื่องนี้อยู่ที่มือคนทำ และเราก็สร้างใหม่ได้ตลอด จะสร้างมาเมื่อไรก็ได้ แต่ในเจนต่อไปผมไม่รู้ว่าลูกๆ จะยังอยากทำอยู่หรือเปล่า แต่การทำให้องค์กรเราเป็นมืออาชีพ ไม่ว่าผมจะยังเป็นซีอีโออยู่หรือไม่ องค์กรของเราก็จะอยู่ต่อไปได้” เขาสะท้อนความคิด

“รวิศ” เป็นทายาทรุ่น 3 ที่ไม่ได้รับช่วงต่อมาจากคนรุ่น 2 ว่ากันตามตรง เขารับไม้ต่อนี้มาจากคุณปู่ของเขาซึ่งเป็น คนรุ่นหนึ่ง เขายอมรับว่า รู้สึกกดดันบ้าง แต่ก็ต้องทำให้ดีที่สุด และยังเชื่อว่า การที่มีวินัยพอและทำงานหนัก จะทำให้ธุรกิจเก่าแก่ของครอบครัว ยังอยู่รอดได้ในยุคของเขา

“การสานต่อธุรกิจ อย่างน้อยก็ต้องเป็นให้ได้สัก 70% ของคนรุ่นก่อตั้ง คุณปู่ท่านทำงานหนักมาก ผมว่าผมทำงานหนักแล้วแต่ท่านหนักกว่าผม ซึ่งถ้าผมยังรักษาวัฒนธรรมของการทำงานหนัก และทำงานอย่างฉลาดนี้ไว้ได้ ธุรกิจของเราก็จะไปได้อีกไกลในยุคของผม”

แม้ภาพลักษณ์ใหม่จะเกิดขึ้น แต่ปรัชญาการทำธุรกิจแบบรุ่นก่อนก็ไม่ได้หล่นหายไปจากองค์กร เช่นเดียวกับ คำปู่สอน ‘ขยัน ซื่อสัตย์ อดทน’ ที่เขายังคงยึดมั่นไว้..จนถึงวันนี้

..............................................

Key to success

สูตรปรับโฉม “ศรีจันทร์” รับคนนิวเจน

๐ เปลี่ยนสายตาผู้บริโภค สู่ Emotional product

๐ ปรับแพคเก็จจิ้งเข้าถึงคนรุ่นใหม่

๐ ใช้มืออาชีพวางกลยุทธ์การตลาดและทำสื่อ

๐ ขยายช่องทางเข้าถึงคนรุ่นใหม่ให้มากขึ้น

๐ หลังบ้านพร้อม บริหารจัดการต้อง เป๊ะ!

๐ มีระเบียบวินัยและทำงานหนัก

๐ ยึดมั่นตามคำรุ่นหนึ่ง ‘ขยัน ซื่อสัตย์ อดทน’

 

Tags : ผงหอมศรีจันทร์ • รวิศ หาญอุตสาหะ • SME