Nationejobs.com
 

Success Story

วิถีแห่งงาน และการใช้ชีวิตในที่ทำงาน

 
 

วันที่: 2015-03-12 13:18:36

'วรวรรต ศรีสอ้าน' บริหารงานคือบริหารคน

ย้ายบ้านใหญ่'ทีซีซี แลนด์ฯสู่ 'ยูนิเวนเจอร์' เครือทีซีซี 'วรวรรต ศรีสอ้าน' ความท้าทายของการเป็นผู้นำ คือบริหารคน พร้อมธุรกิจอสังหาฯ

เป็นถึงทายาทอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ "ศ.ดร.วิจิตร ศรีสอ้าน" สำหรับ "วรวรรต ศรีสอ้าน" บุตรคนรองที่ไม่ได้เอาดีทางการเมือง แต่กลับเลือกเดินสู่สังเวียนธุรกิจ เป็น "ลูกหม้อ" บริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ในเครือทีซีซีอย่าง "ทีซีซี แลนด์ ดีเวลลอปเม้นท์ " มานานเกือบ 8 ปี 

 

เมื่อมีจังหวะในช่วงของการปรับโครงสร้างองค์กร  "วรวรรต"  ถูกเจ้าสัวเจริญ สิริวัฒนภักดี ประธานกรรมการบริหารเครือทีซีซี เลือกให้นั่งเก้าอี้ "กรรมการผู้จัดการใหญ่" บมจ.ยูนิเวนเจอร์ หรือ UV บริษัทที่เจ้าสัวหมายมั่นปั้มมือให้เป็น "บริษัทลงทุน" หรือ โฮลดิ้ง คัมพานี ลงทุนโครงการแนวราบ (บ้านจัดสรร ทาวน์เฮ้าส์) ผ่านบริษัทแผ่นดินทอง พร็อพเพอร์ตี้ ดีเวลลอปเม้นต์ จำกัด (มหาชน) หรือ GOLD  และโครงการแนวสูงและอาคารสำนักงานให้เช่า ผ่านบริษัทแกรนด์ ยูนิตี้ ดีเวลล็อปเม้นต์ จำกัด    

 

ต่อบทสนทนาแรก ที่ถามว่าทำไมยูนิเวนเจอร์ ถึงได้เก็บเนื้อเก็บตัวนัก ไม่ค่อยเป็นข่าวผ่านสื่อ

 

 เขาหัวเราะ ก่อนบอกปัดว่า ไม่ได้เก็บตัว บริษัทยังคงขับเคลื่อนธุรกิจอย่างต่อเนื่อง 

 

"ทำไปเรื่อยๆ เราไม่อยากสร้างกระแส เราต้องการให้ผลงานเป็นตัวบ่งชี้ตัวตนขององค์กรมากกว่า" เขาเล่า ก่อนยกตัวอย่าง โครงการ "ปาร์คเวนเชอร์ อีโคเพล็กซ์" อาคารสำนักงานที่ค่าเช่าแพงที่สุดในกรุงเทพฯ และยังเป็นอาคารที่มีสถาปัตยกรรมสวยงาม ใช้วัสดุก่อสร้างประหยัดพลังงาน กระทั่งได้รับรางวัลด้านสิ่งแวดล้อมอย่าง LEED (Leadership in Energy and Environmental Design : LEED) ของสภาอาคารเขียวสหรัฐอเมริกาเป็นอาคารแรกของไทย หรืออุตสาหกรรมการผลิตสังกะสีออกไซด์ โรงงานก็ได้รับการยอมรับว่าเป็นอุตสาหกรรมสีเขียว ระดับที่ 3 เจ้าตัวสาธยายถึงสรรพคุณโปรเจคต่างๆ ใต้ร่มเงายูนิเวนเจอร์   

 

2 พ.ค.นี้ จะครบ 2 ปี ที่แม่ทัพ "กุมบังเหียน" องค์กรใหม่ ดูจะเป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้ "วรวรรต" ยอมเปิดปากกับสื่อเพื่อบอกเล่าวิสัยทัศน์  

 

กับภารกิจ "ผู้นำองค์กร" เขาเล่าว่า วางยุทธศาสตร์ไว้มากมาย เพื่อต่อยอดความเป็นยูนิเวนเจอร์ "แน่นอนเรามองว่า Unique investment opportunity  (โอกาสการลงทุนที่แตกต่าง)"  โดยไฮไลต์ไปที่การสร้างผลตอบแทนการลงทุนที่ดี กลับมายังองค์กร 

 

และแน่นอนว่าสถานการณ์ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ที่กูรูหลายรายเห็นว่า "สัญญาณไม่ดี" ไม่ใช่ปีทอง จะมีบริษัทขนาดกลางและเล็กระส่ำ นั่นเป็น "โอกาสทอง" ขององค์กรที่มีฐานทุนแข็งแกร่ง ในการซื้อและควบรวมกิจการ (M&A) มรรควิธีนำพาองค์กรขึ้นสู่ความสำเร็จ  

 

เนื่องจากยูนิเวนเจอร์ อยู่ภายใต้อาณาจักรของทีซีซี แลนด์อีกทอด เขาบอกว่า บริษัทแม่ไม่ได้มอบนโยบายใดเป็นพิเศษแก่การขยับขยายธุรกิจ เช่นเดียวกับที่ยูนิเวนเจอร์ ซึ่งเป็นบริษัทแม่ของแผ่นดินทองฯ ก็ไม่ได้กำชับนโยบายใดเช่นกัน 

 

ที่น่าสนใจอย่างหนึ่งเมื่อบริษัทลูกอย่างแผ่นดินทองฯ ประกาศวิสัยทัศน์ขอเป็น 1 ใน 5 ยักษ์ใหญ่อสังหาฯไทย เป้าหมายดังกล่าวจะส่งผลดีต่อบริษัทแม่อย่างไร 

วรวรรต หัวเราะร่วนก่อนให้คำตอบสั้นๆ ว่า.. 

 

"เราก็จะเป็นบริษัทแม่ของบริษัท 1 ใน 5 ของอสังหาริมทรัพย์ด้วย" แต่ที่มากกว่าก็สะท้อนว่า"การตัดสินใจ" เข้าไปลงทุนในแผ่นดินทองฯนั้นถูกต้อง อสังหาฯ แม้กลายเป็นธุรกิจหลักของยูนิเวนเจอร์ แต่ธุรกิจดั้งเดิมกลับเป็นผู้ผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์ผงสังกะสีออกไซด์ ซึ่งปัจจุบันมีสัดส่วนรายได้กว่า 20% ของรายได้รวม 

ถามว่า จะเห็นการปรับโครงสร้างอะไรอีกไหม คำตอบที่ปนเสียงหัวเราะอีกครั้ง บอกว่า  "ไทย-ไลซาท" เป็นผู้ผลิตผงสังกะสีออกไซด์มากว่า 30 ปี ในเครือยูนิเวนเจอร์ ยังคงหาทางเพิ่มประสิทธิภาพและหาผลตอบแทนที่ดีให้กับบริษัทอย่างต่อเนื่อง เพื่อรักษาชื่อชั้นของผู้เล่นที่มีการผลิตเป็นท็อปไฟว์ (1 ใน 5) ของภูมิภาคอาเซียน

ด้วยสังกะสีออกไซด์ ถูกใช้ในผลิตภัณฑ์ยางรถยนต์ค่อนข้างมาก และเป็นลูกค้าของบริษัทสัดส่วนถึง 70% เมื่อตลาดรถยนต์เผชิญผลกระทบจากโครงการรถยนต์คันแรก เขาระบุว่า ต้องหาทาง "เพิ่มยอดส่งออก" และเพิ่มการทำประกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน เพื่อให้ปัจจัยลบกระทบธุรกิจสังกะสีออกไซด์ ให้น้อยที่สุด  

"สังกะสีออกไซด์ (ซิงค์) เป็นจุดเริ่มต้นของเรา สุขภาพในเรื่องของการทำรายได้ยังเติบโต เราพยายามทำให้เขาเติบโต ตราบใดที่คนยังใช้รถยนต์ ความต้องการของซิงค์ไม่มีที่สุดสุด นี่คือโอกาสของเรา" และโอกาสใหม่ที่เริ่มมองเห็นนั่นคือโลกของการวิจัยและพัฒนา ที่มุ่งนำซิงค์ไปใช้เป็นวัตถุดิบในหลอดไฟแอลอีดี หรือกระทั่งปัจจุบันการนำไปใช้ในเซ็กเตอร์ปศุสัตว์ เกษตรกรรมบางส่วน  

 

ปัจจุบัน วรวรรต ต้องดูแลพนักงานในองค์กรรวม 340 ชีวิต แม้จะไม่มาก แต่เขาบอกว่าเรื่อง "ทรัพยากรมนุษย์" เป็นเรื่องใหญ่ที่ให้น้ำหนักว่า "ท้าทาย" คนทำงานเช่นเขาอย่างมาก โดยเฉพาะ "ผสาน" ความต่างของคน 340 คน ให้ไปในทิศทางเดียวกัน

 

"อนาคตองค์กรต้องให้ความสำคัญกับการพัฒนาคน คนที่มีศักยภาพต้องทำให้อยู่กับเราไปตลอด ทำให้องค์กรแห่งนี้เป็นองค์กรที่คนอยากเข้ามาร่วมงาน และคิดว่านี่เป็นเรื่องท้าทายทุกองค์กรเหมือนกัน เลยทำให้การแข่งขันหาคนเป็นเรื่องสาหัส"


วรวรรต ฉายภาพตลาดแรงงาน ไม่เพียงการทำให้คนจงรักภักดีต่อองค์กร  มากกว่านั้นความอยู่ดีกินดีของพนักงาน เหล่านี้คือการปูรากฐานสร้างวัฒนธรรมและเป็นองค์กรที่ดี 

"นั่นเป็นเป้าหมายที่อยากพัฒนาไปสู่จุดนั้น คนเข้ามาทำงานและอยากอยู่กับเราไปตลอด"

 

เพราะสั่งสมประสบการณ์ทำงานจากต่างแดนมาไม่น้อย ทำให้งัด "ข้อดีเด่น" จากชาติตะวันตกมาปรับใช้ โดยเฉพาะการ "เปิดกว้าง" ทางความคิดเห็นของพนักงาน ที่เขาเชื่อว่าเป็น "ประโยชน์" ต่อการขับเคลื่อนธุรกิจ

 

"แต่ผมพยายามให้ทีมงานแสดงความเห็นได้เต็มที่ ความเห็นเหล่านั้นไม่มีถูกไม่มีผิด ผิดสำหรับผม...น้อยมาก แต่จะถูกในเวลานี้หรือเปล่าเท่านั้นเอง ถ้าเราเชื่อมั่นในความเห็นต้องแสดงออก

ถ้านั่งประชุมแล้วไม่แสดงความคิดเห็นจะมานั่งประชุมทำไม ไม่เป็นประโยชน์ต่อองค์ประชุม วันนี้ความเห็นอาจใช้ประโยชน์ไม่ได้ ไม่ได้หมายความว่าอนาคตจะนำไปใช้ประโยชน์ไม่ได้ ต้องพร้อมแสดงออก" 

 

เพราะขึ้นชื่อว่า "การทำธุรกิจ" จะในไทยหรือต่างประเทศ "เป้าหมาย" เหมือนกัน คือ "การทำธุรกิจให้เกิดผลกำไร" 

 

วางหมากไว้ขนาดนี้ เป้าหมายของคนทำงานเช่นเขาคืออะไร "ฮ่า ฮ่า ฮ่า ไม่รู้เลยพรุ่งนี้จะเป็นไง" เจ้าตัวเผยก่อนจะเฉลยว่า 

 

"การบริหารงานก็คือบริหารคน ทำยังไงให้ทีมไปทิศทางเดียวกันได้ นั่นคือเป้าหมาย เป็นอะไรที่เรียนรู้จากผู้ใหญ่หลายๆ ท่าน อยู่ทีซีซีฯ แน่นอนว่าต้องเรียนรู้จากท่านประธานเจริญ (สิริวัฒนภักดี) ใกล้ชิดลูกคุณเจริญ คุณหนุ่ม (ฐาปน สิริวัฒนภักดี รองประธานกรรมการ) และคุณยอด (ปณต สิริวัฒนภักดี รองประธานกรรมการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร) ต้องมองทั้งสองท่านเป็นผู้บริหารที่มีวิสัยทัศน์ชัดเจน และผู้ใหญ่ในบ้านเมืองหลายท่านประสบความสำเร็จ ซึ่งเราได้เห็นวิธีปฏิบัติงานจนประสบความสำเร็จได้ง่าย" วรวรรต ทิ้งท้าย 

- See more at: http://www.bangkokbiznews.com/news/detail/638545#sthash.XzGcyqAL.dpuf