Nationejobs.com
 

Success Story

วิถีแห่งงาน และการใช้ชีวิตในที่ทำงาน

 
 

วันที่: 2002-01-30

กีรตินันท์ สดประเสริฐ... กีต้าร์ ละเมอ

ท่ามกลางนักร้อง หน้าตากระจุ๋มกระจุ๋ม พูดไทยสำเนียงฝรั่ง แต่กล้าแสดงออก และมีทีมงาน คอยสร้างภาพลักษณ์ให้ จนกลายเป็น "ศิลปินมีเครื่องแบบ" ที่มีอยู่อย่างกลาดเกลื่อน ในบ้านเรา "กีรตินันท์ สดประเสริฐ" นักกีต้าร์คลาสสิก ที่หายใจเข้าออก เป็นตัวโน้ตมาเกือบ 40 ปีบอกว่า "นักดนตรี หรือศิลปิน ที่แท้จริง ต้องกล้า ที่จะเป็นตัวเอง"

อิทธิพลจากคุณพ่อ ที่เป็นนักฟลุ๊ต ในวงของ พระเจนดุริยางค์ และเป็นผู้คุมวง และประธานดนตรี ของจุฬาลงกรณ์ มหาวิทยาลัย รุ่นที่ 6 น่าจะมีส่วนอย่างมากให้ "กีรตินันท์" ซึมซับเสียงดนตรี ตั้งแต่อยู่ในท้องแม่

เครื่องดนตรีต่าง ๆ ที่พ่อสอนให้ ก็กลายเป็น "ของเล่น" มาตั้งแต่เด็ก เมื่ออายุ 10 ขวบ ก็ให้พี่ชาย ที่เป็นหัวหน้าวง ลูกทุ่งสถาปัตย์ สอนกีต้าร์ไฟฟ้า แต่แรงดลใจ เป็นเพียงหวังจะได้ มีชื่อเสียงโด่งดัง เหมือนพี่ชายบ้างเท่านั้น

แต่แล้ววันหนึ่ง ที่กลายเป็น วันเปลี่ยนแปลง ชีวิตเขาไปตลอด ก็คือเมื่อเด็กชาย ไปเดินเตร็ดเตร่ ที่ห้างเซ็นทรัลสีลม หลังเลิกเรียน จู่ๆ เสียงเพลงบรรเลงไพเราะ ก็ลอยมาเข้าหู

เพลงที่ได้ยินนั้น จับใจจนเขาต้องหยุดฟัง และตามหาที่มาของเสียง “มันเพราะมาก ตอนนั้นหยุด เหมือนถูกสะกดเลย”

ในที่สุดก็พบ ร้านขายแผ่นเสียงชั้นบน และแผ่นเสียง เดี่ยวกีต้าร์คลาสสิก ชุด “Classic Guitar by John Williams" ต้นเหตุของเรื่อง

ด้วยความแปลกใจระคนทึ่ง เมื่อทราบว่าเพลงที่ไพเราะ ราวกับบรรเลง จากทั้งเครื่องดนตรีทั้งวง ที่เพิ่งได้ยินนั้น แท้ที่จริงแล้ว มาจากกีต้าร์คลาสสิก เพียงตัวเดียว ประกอบกับภาพอิริยาบท นั่งเล่นกีต้าร์สุดเท่ของ "จอห์น วิลเลี่ยมส์" บนแผ่นปก ก็ทำให้เขาตกหลุมรัก เครื่องดนตรีชิ้นนี้ เข้าอย่างจัง

“ตอนนั้นเราชอบมาก ไม่ไปไหนแล้ว นี่คือเครื่องมือที่เรารัก ก็แปลกใจมาก ที่มันเป็นกีต้าร์"

ในที่สุด แผ่นเสียงราคา 80 บาทนั้น ก็กลับบ้านมากับเขาด้วย และถูกเปิดทั้งวันทั้งคืน และเริ่มหัดเล่นกีต้าร์คลาสสิก ด้วยตัวเอง จากตำราฝรั่ง ที่ซื้อจากร้านวินสัน ย่านไปรษณีย์กลาง ซึ่งเขาถือว่า เป็นร้านที่มีพระคุณอย่างมาก “ถ้าไม่ได้ร้านนี้ ก็คงจะเป็นผมยากหน่อย”

แรก ๆ ก็เล่นวันละ 1-2 ชั่วโมง แต่เมื่อเริ่มเก่งขึ้น ทีนี้ก็ติดลมจนหยุดไม่ได้ ในขณะที่ฝีมือการเล่นกีต้าร์ พัฒนาอย่างรวดเร็ว แต่ผลการเรียนของเขา ก็ตกฮวบ อย่างน่าใจหายเช่นกัน

“ตกหมดเลย ภาษาอังกฤษศูนย์ ส่งกระดาษเปล่า ผมได้ฝรั่งเศสอย่างเดียว แต่อย่างอื่นไม่เรียนเลย เพราะผมไม่ชอบ คือนิสัยผม ถ้าผมทำอะไรที่ผมชอบแล้ว ก็ตรงนั้นเราก็ยาวเลย จริง ๆ แล้วผมตกหมดเลย แต่ ม.1 ถึง ม.3 ครูต้องยอมยกชั้นให้ผ่านไป” เขา เล่า

เมื่อเรียนจบชั้น ม.3 จากโรงเรียนอัสสัมชัญ บางรัก มาได้อย่างฉิวเฉียด พ่อจึงแนะนำให้ไปเรียนต่อ ในวิทยาลัยช่างศิลป์ ซึ่งเขาก็แทบ ไม่ได้เรียนเลยเช่นกัน โดดเรียนบ้าง เอากีต้าร์ไปเล่นในห้องน้ำบ้าง เรียนอยู่ 2 ปีก็ตกทั้ง 2 ปี ทำอย่างไรก็ไม่ยอมเรียน จนพ่อจนใจ ต้องยอมให้ลาออก มาเล่นกีต้าร์ อยู่บ้านอย่างเดียว

เขายอมรับว่า การตัดสินใจครั้งนั้น ทำให้เป็นคน มีความรู้น้อย แต่ชีวิตก็มีความสุขมาก เพราะเวลาทุกนาที เป็นของเขา และใช้ไปกับสิ่ง ที่ทำแล้วมีความสุข ที่อย่างน้อย ก็ไม่ได้ผิดศีลธรรม

ความคิดดังกล่าว อาจมาจากพื้นฐาน ครอบครัวในวัยเด็ก ที่ค่อนข้าง มีฐานะพอสมควร ซึ่งก็เป็นเพียง ความคิดเห็นส่วนตัว ที่เขาเองก็ยอมรับว่า อาจจะถูกหรือผิดก็ได้ ในทัศนคติของแต่ละคน

อย่างไรก็ตาม เขาใช้เวลาวันละ 16 ชั่วโมงซ้อมกีต้าร์ ซึ่งทุกครั้งก็จะติดลม ไม่ยอมหลับไม่ยอมนอน จนพ่อต้องเอาน้ำมาสาดไล่

"เล่นเพลิน จนพ่อต้องเอาน้ำ มาสาดทุกวัน โชคยังดีที่กีต้าร์ไม่เปียก คือมันเล่นจนเพลินมาก ไม่รู้สึกตัวอะไร พอกระเซ็นน้ำมาก็หลบ เก็บกีต้าร์เข้านอน ตื่นมาเล่นต่อ เป็นอย่างนี้มา 10 ปี บางวันผมหลับคากีต้าร์เลย บางคืนก็นอนละเมอเล่นกีต้าร์ ....

ผมนอนวันละ 2 ชั่วโมงเองนะ พอรู้สึกตัวปุ๊บ ก็คว้ากีต้าร์มาเล่น ฟันยังไม่ได้แปรง กีต้าร์ก็อยู่ข้าง ๆ หยิบปุ๊บเล่นเลย แม่เขาบอกจะบ้าหรือ ล้างหน้าล้างตาก่อน เราก็ลุกขึ้นมาล้างหน้าล้างตา แล้วก็ลงมาเล่นใหม่ ข้าวปลาไม่ยอมกิน" "กีรตินันท์" เล่าถึงช่วงเวลาแสนสุข

ระหว่างนั้นเขาก็มีโอกาส ได้โชว์ฝีมือบ้าง จนได้ไปเป็นครูสอนเปียโน ที่โรงเรียนดนตรี สยามกลการ สาขาตรอกจันทน์ และที่คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ตั้งแต่อายุยังไม่ถึง 20 ซึ่งถือเป็นจุดแรก ที่ให้เครดิต ความเป็นครูดนตรีแก่เขา

ระหว่างนั้นก็ยังเล่นโชว์ ตามโรงแรมหรูหลายแห่ง ของกรุงเทพ ซึ่งรวมๆ รายได้แล้ว ก็ถือว่าอยู่ได้อย่างสบาย ๆ

"พอเริ่มมีนักเรียน ก็เริ่มอยู่ได้ มันไม่ใช่ชีวิตที่ลำบาก ถ้าบอกชีวิตนักดนตรี เต้นกินรำกินไส้แห้ง คุณไม่ควรเป็นนักดนตรีเลย เพราะมันไม่เกี่ยวกัน สมัยผมหนุ่ม ๆ เล่นตามสถานที่ต่าง ๆ ผมก็ได้ค่าตัว ที่หนึ่งหมื่นกว่าบาท สอนอีก ตอนนั้นทำได้ 7-9 หมื่นบาทต่อเดือน ในขณะที่เพื่อนจบปริญญาตรี ได้เดือนละ 2 พันกว่าบาท แต่ที่ไส้แห้งเพราะไปเที่ยว วัน ๆ ไม่ได้อยู่กับดนตรีเลย นักดนตรีต้องอยู่กับดนตรี ต้องเล่น อย่างผมเล่นทุกวัน เล่นอยู่อย่างนี้” เขา ว่าอย่างนั้น

“กีรตินันท์” ถือว่าเป็นนักดนตรี นักบู้คนหนึ่งทีเดียว เพราะมีความมีความมั่นใจ และเชื่อในความคิด ของตัวเองมาตั้งแต่เด็ก เห็นได้จากที่เขา ไม่สนใจการเรียน และหันมาเล่นกีต้าร์อย่างเต็มตัว สมัยเป็นครู ที่โรงเรียนดนตรี สยามกลการ ก็เกเร เพราะไม่เห็นด้วยกับนโยบาย ของทางโรงเรียน จนโดนไล่ออก เล่นกีต้าร์ตามโรงแรมหรู ก็ทะเลาะกับทางโรงแรม เกือบจะทุกแห่ง

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ก็มาจากความพยายาม เรียกร้องสิทธิ และยกระดับคุณภาพ ของนักดนตรีไทย ตามความเชื่อของเขา

ปัจจุบัน เขายังเป็นอาจารย์พิเศษ อยู่ที่จุฬาลงกรณ์ มหาวิทยาลัย และมหาวิทยาลัย มหิดล และเปิดการแสดง ส่วนตัวบ้าง โดยส่วนใหญ่ เป็นการกุศล หรือรับเชิญไปเล่นเล็กๆ น้อยๆ

จุดเด่นในการแสดงของ “กีรตินันท์” อยู่ที่การอวด ความเป็นตัวของตัวเอง โดยทุกครั้ง จะเลือกเล่นเฉพาะ เพลงที่ตัวเองชอบ และคิดว่าไพเราะ ตามลักษณะ ของศิลปินใหญ่

“ผมต่างจากบริษัทเทป ตรงที่เขาจะตามตลาด แต่ผมจะเป็นตัวของผมเอง ในการแสดง ผมจะแสดงอารมย์ของผม ผมชอบอย่างนี้ครับ ผมชอบเพลงนี้ครับ เราเป็นตัวของตัวเอง เหมือนบีโธเฟ่น หรือโชแปงค์ เขาก็เล่นอย่างที่เขาชอบ แล้วคนก็ไปเฮดูเขา

แต่เดี๋ยวนี้นายห้างมองว่า ตลาดชอบแบบไหน ฝรั่งมาแบบไหน เอาตามเขา ไม่เป็นตัวของตัวเอง ศิลปินก็เป็นง่าย กลายเป็นพึ่งพากันและกัน นักดนตรีก็ไม่เป็นตัวของตัวเอง มีโปรดิวเซอร์ มาบอกให้แต่งตัว อย่างนั้นอย่างนี้ มันคือศิลปิน หรือตัวตลกกันแน่ มองให้ลึก ๆ ศิลปินต้องกล้า เป็นตัวของตัวเอง ทำสิ่งที่เรารัก อย่างคนให้เล่นคอนเสิร์ต เอาเพลงมาให้เล่น ผมไม่เอา ผมจะเล่นเพลงที่ผมอยากเล่น" เขาแสดงความคิดเห็น

"กีรตินันท์" ออกอัลบัมเดี่ยว กีต้าร์คลาสสิค มาแล้วถึง 7 ชุด และยังมีวีดีโอ สอนเล่นกีต้าร์คลาสสิก อีกชุดหนึ่งด้วย เมื่อไม่นานมานี้ ก็สร้างชื่อเสียง ให้กับประเทศ ด้วยการให้สัมภาษณ์ลงใน "Guitar Classique" นิตยสารเกี่ยวกับกีต้าร์ราย 3 เดือนของประเทศฝรั่งเศส ลงเรื่องราวเกี่ยวกับ ประวัติชีวิต วิธีการสอน และเทคนิค การเล่นกีต้าร์ แบบส่วนตัว

นอกจากนี้ ยังเป็นผู้อำนวยการ โรงเรียนดนตรี คีตนันท์ ซึ่งเปิดมา 14 ปีแล้ว เป็นโรงเรียน ที่ไม่ได้อาศัยหน้าตา ตึกที่สง่างาม ครูแต่งตัวสบาย ๆ ไม่มีต้องใส่เครื่องแบบ ที่ทำให้ “ดู” เก่ง แต่โดดเด่นด้วยหลักสูตร และวิธีการสอน ทั้งกีต้าร์คลาสสิค กีต้าร์โฟ้ค แจ๊ส เปียโน ไวโอลิน ขับร้อง นาฐศิลป์ไทย และดนตรีไทย

“ชีวิตถือว่า ยังไม่ประสบ ความสำเร็จนะ แต่ประสบความสำเร็จ ในส่วนตัว คือผมมีความสุขมาก แม้ว่าบางอย่าง บางครั้ง จะมีความทุกข์ อย่างหนัก สาหัสปะปน เราก็ไม่สน

เวลาผมเล่นดนตรี เป็นความสำเร็จ ของผมตรงนี้ เมื่อไรที่ผมเล่นมัน ผมจะลืมหมดเลย ตัดไปให้หมด ไม่ว่าจะเป็นปัญหาธุรกิจบ้าบออะไร ตัดไปให้หมด เราเล่นแล้วเราก็อยู่ตรงนี้ อย่างน้อยก็ถือว่า ที่ผมคนมารดน้ำให้ผม มือที่เคยวิ่ง ก็ไม่วิ่ง ทุกคนแหล่ะ ถ้าคุณอยู่ถึง ก็ต้องได้ข่าวเสียชีวิตแล้ว ใครไปก่อนไปหลัง ไม่รู้เมื่อไหร่

อนาคตไม่มองเลย ผมทำปัจจุบันเลย อยากให้คนเราเข้าใจว่า ดนตรีอยู่ที่ตัวเรา มากกว่าอยู่ที่ตัวตึก หรืออยู่ที่การแต่งกาย อยู่ที่อารมย์ข้างใน แต่มองแล้วก็ได้แต่คิด แต่เราก็ทำเล็กๆ ไปเรื่อยๆ แย่งใครมาเรียน เราก็สอนให้มันดี”

พลังอย่างหนึ่ง ในการแสดง ของนักดนตรี ก็มาจากเล่นแบบทุ่มเท ทั้งชีวิตและวิญญาณ เพื่อให้คู่ควรกับคำว่า "ศิลปิน"

...ชาติที่แล้ว ผมคงจะอยู่ กับดนตรี แน่นอนเลย ไม่อย่างนั้น ผมคงไม่บ้าขนาดนี้ !

  • เล่นดนตรีจาก "กฎกาย" บรรเลงเพลงจากธรรมชาติ
  •