Nationejobs.com
 

Success Story

วิถีแห่งงาน และการใช้ชีวิตในที่ทำงาน

 
 

วันที่: 2002-02-01

"บิลลี่ โอแกน" ศิลปินอิสระ สูงสุดคืนสู่สามัญ

ข่าว"บิลลี่-สิเรียม เตียงหัก" กำลังเป็น Talk of the town ของแฟนดารา และแฟนเพลง ที่ติดตามผลงาน ของคนคู่นี้ อาจจะเป็นจริงที่ว่า ความคิดเห็น ของทั้งคู่ต่างกัน เส้นทางชีวิตคู่ จึงมาถึงทางแยก ซึ่งก่อนหน้านี้ ทีมงานได้มีโอกาส สัมภาษณ์ "บิลลี่ โอแกน" ถึงแง่มุมชีวิต บางมุมที่เป็น "ตัวตน" ที่แท้จริงของเขา

วันนี้เขาเป็นอิสระ จากค่ายเพลง และออกเทป ของตัวเอง ในแบบใต้ดิน “เหมือนเป็นต้นไม้ในกระบะ กับเป็นต้นไม้ในทุ่งหญ้า ที่มีภูเขามีแสงแดด ไม่ได้อยู่ในกระบะ คุณก็คงพอเข้าใจ ความรู้สึกของต้นไม้ หรือวัวตัวหนึ่ง ที่มันอยู่กับวัว อีกร้อยตัวในคอก กับวัวอีกตัวหนึ่ง ที่มันเป็นวัวอยู่ในป่า มันวิ่งไปไหนมาไหนก็ได้ มันก็ต่างกันแค่ตรงนั้น”

อัลบั้มชุดใหม่ที่เขาเรียกว่า “งานศิลปะ” ใช้ชื่อว่า “พิ้งค์” ที่ตั้งใจล้อเลียนฉายา “เข้ม” ของตัวเอง ทำเองและขายเอง แต่ขายได้เท่าไร ไม่เคยสนใจ “เพราะผมไม่ได้เอาศิลปะ มาหากิน ผมทำเพราะผมรัก และมีอะไรจะพูด และผมก็ไม่ได้หวัง จะร่ำรวย จากการเป็นศิลปิน การเอาเงิน มาตัดสินงานดนตรี ซึ่งเป็นเรื่องของนามธรรม มันไม่ถูกต้อง”

เงินไม่เคยเป็นเรื่องใหญ่สำหรับเขา "ผมไม่เคยคิด เรื่องเงินเลย ถ้าคิดผมคงไม่มาทำ อย่างนี้หรอก อยู่กับเฮีย อยู่กับกู๋ไม่ดีกว่าหรือ สบายจะตายไป ไปไหนก็มีคนห้อมล้อม บอดี้การ์ดเพียบ"

“บิลลี่” บอกว่าหน้าที่ของเขา ในฐานะศิลปิน มีแค่การทำผลงาน ออกมาเสนอ หากแฟนเพลงสนใจ ก็จะซื้อหามาฟังกันเอง เขาจึงไม่ต้องอาศัยพีอาร์ คนจัดคิว เดินสาย มีเพียงแค่พกเทปติดตัว หรือการยืนประชาสัมพันธ์ ขายตามตลาดนัดจตุจักร ในยามที่แวะเวียน เยี่ยมเยียนเพื่อนฝูง

การทำงานโดยลำพัง ไม่เคยทำให้เขาท้อถอย แต่สิ่งที่บั่นทอนจิตใจ กลับเป็นเรื่องของภาพลวงตา ที่ทำให้ศิลปินเมืองไทย ยังหลงทางอยู่กับ การวัดคุณค่างานศิลปะ ด้วยตัวเลข

“ศิลปะก็คือศิลปะ ผมไม่ชอบเวลาพูดว่า ศิลปินคนนี้ ทำยอดขายทะลุเป้า คือผมไม่ใช่เซลส์แมน เราเป็นศิลปิน และเราจะไม่ทำ ยอดขายทะลุเป้า"

มุมมองส่วนตัวนี่เอง ทำให้เขาตั้งป้อม กับค่ายเทป มาตั้งแต่ยังไม่เป็น ศิลปินอิสระ “วงการดนตรีไม่ใช่บริษัทเทป” บิลลี่ ว่า

“การตั้งบริษัทขึ้นมา มันก็เป็นองค์กรทางธุรกิจ ที่เขาจะต้องแสวงหาผลกำไร อย่างที่เรียกร้องกันอยู่ เป็นเรื่องของผลประโยชน์ ของผู้ประกอบการทั้งนั้น พวกพ่อค้าส่วนใหญ่ ก็เอาเปรียบนักดนตรีอยู่แล้ว ตัวเองต้องได้ ผลประโยชน์มากที่สุด ลิขสิทธิ์ก็มาเอาของเขาไปกิน ถึงลูกถึงหลาน แต่ผมถามว่าลูกหลาน ของศิลปินได้อะไร มันไม่แฟร์ นักดนตรีเอง ก็ไม่ค่อยกล้าพูด เพราะกลัวตกงาน กลัวเขาไม่ชอบ กลัวไม่ดัง แต่คิดเป็นภาพรวมแล้ว เสียหายมากกว่า”

ศิลปินไทยมีความสามารถ แต่ผู้ที่ร่วมทำธุรกิจ ซึ่งหมายถึงค่ายเทป กลับไม่ส่งเสริมให้ศิลปิน ได้เติบโตอย่างเต็มที่ “ทุกอย่างเป็นความลับหมด เทปจะผลิตอย่างไร เท่าไรไม่เคยรู้ เฮียบอกขายได้เท่าไร ก็ต้องเชื่อ ศิลปินมีหน้าที่แต่ว่า ครับพี่ตลอด”

นอกจากนี้คำว่า “ค่าย” ยังกักขังให้ศิลปิน แลกเปลี่ยนความคิด อยู่ในวงจำกัด ของคนที่เรียกว่า “พวกเดียวกัน” เท่านั้น “ซึ่งจริง ๆ แล้วนักดนตรี ไม่ได้สังกัดอะไร สังกัดอยู่ในวงการดนตรี ต่างก็เป็นผู้ที่มีดนตรีในหัวใจ และทำงานด้านดนตรี เหมือนกันทุกคน แล้วเราจะแบ่งกันไปทำไม”

วันนี้ “บิลลี่” จึงพอใจมาก กับการเป็นแค่ศิลปินอิสระ และมีโอกาสได้เจอ กับศิลปินตัวจริง ที่อาจไม่ใช่ผู้มีชื่อเสียโด่งดัง แต่มากล้นด้วยฝีมือ และให้ประสบการณ์ ที่สวยงามกับเขา

“อย่ามาสนใจผมเลย ผมไม่ใช่คนสำคัญอะไร มีอีกหลายคน ที่ทำงานที่มีคุณค่า กว่าผมอีก เผอิญผมแค่เป็นคน ที่เคยอยู่ค่ายเทป มาก่อนเท่านั้นเอง มันก็เลยอาจจะดู น่าแปลกใจ ว่าทำไมถึงเลือกที่จะทำแบบนี้ คำตอบก็คือ ผมมีความสุข และผมสบายดี ไม่ต้องห่วง" เขาสรุปเรื่องราว ความเป็นศิลปิน ของตัวเอง

นอกจากการเป็นศิลปินแล้ว ปัจจุบัน "บิลลี่" ก็ยังมีบทบาท คุณพ่อยังหนุ่ม สิ่งเดียวที่ตั้งใจ ตกทอดให้ลูกสาว คือความมั่นใจในตัวเอง

"ผมเลี้ยงลูก ให้เป็นตัวของตัวเอง พ่อมีหน้าที่ ทำให้ลูกมีความสุข ให้เขาทำสิ่งที่อยากทำ ให้เขาเป็น สิ่งที่เขากำลังจะเป็น และผมไม่คาดหวัง ว่าลูกจะต้องมาอยู่กับผม หรือเลี้ยงผมตอนแก่ ให้เขามีความสุข กับชีวิตของเขาให้เต็มที่ และเห็นเราเป็นเพื่อนบ้าง ถ้าเวลาเขามีความสุข เขาจะไม่อยู่กับเราก็ไม่เป็นไร แต่ถ้าเกิดวันหนึ่ง เขาร้องไห้ไม่มีความสุข ก็ขอให้เขานึกถึงเรา"

และนี่คือความคิด ที่บ่งบอกถึงดีกรีความ "เข้มตลอด" ไม่เคยเปลี่ยนแปลง

  • "ลานบานเรา" ร้านบ้านผม

  •