Nationejobs.com
 

Success Story

วิถีแห่งงาน และการใช้ชีวิตในที่ทำงาน

 
 

วันที่: 2002-02-18

“ปัญหา” ไม่เคยเป็นอุปสรรคในชีวิตผม

เปิดใจ "ประพัฒน์ ปัญญาชาติรักษ์"

ภาพถ่ายประวัติศาสตร์สมัยเหตุการณ์ 14 ตุลาเพียงใบเดียว สามารถ ทำให้ชายคนหนึ่ง เป็นทั้ง “ฮีโร่” และ “วายร้าย” ได้ในคราเดียว “ประพัฒน์ ปัญญาชาติรักษ์” อดีต "ไอ้ก้านยาว" มาถึงเกษตรกร ดีเด่น ผู้กลายมาเป็น รัฐมนตรีช่วยว่าการ กระทรวงเกษตร และสหกรณ์ และประธานร่างนโยบายเกษตร ของพรรคไทยรักไทยคนปัจจุบัน

ย้อนกลับไปเมื่อ 49 ปีที่แล้ว “ประพัฒน์” เกิดในจังหวัดยะลา เป็นบุตรคนที่ 3 ในบรรดาพี่น้อง 9 คน จึงเติบโตมา ในครอบครัว ค่อนข้างยากจน และมีวิถีชีวิต แบบคนชนบทขนานแท้

จากประสบการณ์ ทัศนศึกษาที่วนอุทยาน ในวัยเด็ก ทำให้เขาเลือกเรียน ในคณะวนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ในขณะเดียวกัน ก็เริ่มสนใจ ความเปลี่ยนแปลง ของบ้านเมือง มากขึ้น และมีการแลกเปลี่ยน ความคิดเห็น ทางการเมือง กับเพื่อน ทั้งใน และต่างสถาบัน อยู่เสมอๆ

การสะสม ประสบการณ์ ทางการเมือง เป็นไปอย่างต่อเนื่อง และทุกเหตุการณ์ เปลี่ยนแปลง ทางการเมืองสำคัญๆ เช่น กรณีนักศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เป็นแกนนำ ต่อต้านสินค้าจากญี่ปุ่น กรณีการล่าสัตว์ ในป่าทุ่งใหญ่นเรศวร ฯลฯ ก็มักจะมีชื่อของ “ประพัฒน์” เข้าร่วมด้วย ทุกครั้ง

จวบจนเหตุการณ์ 14 ตุลา 2516 "ประพัฒน์" ซึ่งขณะนั้น เป็นนักศึกษาปี 3 แล้ว ก็ได้เข้าร่วมชุมนุม กดดันรัฐบาล กับกลุ่ม เพื่อนนักศึกษา ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ แทบทุกคืน จนถึงเช้าวันที่ 14 ตุลา ที่การปะทะ ระหว่างนักศึกษา กับทหารเริ่มขึ้น

“วันนั้น คนเยอะไปหมด มันเกิด ความโกลาหลอลหม่าน บังเอิญผม ไปยืนอยู่ใจกลาง ของเหตุการณ์ ต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย ในวันนั้น คือ ระหว่างธรรมศาสตร์ กับอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย แล้วถูกล้อมรอบ ไปด้วยตำรวจ เต็มไปหมด ผมก็ไม่รู้จะทำยังไง เกิดคว้าไม้ได้หนึ่งอัน แล้วก็ถือขึ้นมา แล้วผมก็ถูกยิงล้มลง หมดสติ ไปฟื้นที่โรงพยาบาล”

เพียงเสี้ยววินาที ของความชุลมุนนั้น ช่างภาพ ได้บังเอิญ จับภาพเขา กำลังเงื้อไม้ก่อน ที่จะถูกยิงล้มลงไว้ได้ทัน และภาพดังกล่าว ก็ถูกตีพิมพ์ เผยแพร่ไปทั่ว จนทำให้เขา เป็นที่รู้จักกัน ของสาธารณชน กลายเป็นที่มาของภาพ "ไอ้ก้านยาว" ซึ่งเอาชื่อมาจาก ภาพยนตร์ ที่กำลังฉาย ในขณะนั้นเรื่อง “Walking Tall” หรือ “ไอ้ก้านยาว” ที่พระเอก ถือไม้เบสบอล ฟาดฟันกับศัตรู

ภาพเพียงใบเดียว ทำให้เขา ได้รับความชื่นชม ในความกล้าหาญ ได้รับเชิญ ไปบรรยาย ตามที่ต่างๆ ตลอดทั้งปี และได้รับจดหมาย ชื่นชม อยากรู้จัก เห็นใจ มากมาย จนรับแทบไม่ไหว

แต่ความตื้นตันนั้น ก็ปนเปื้อน ไปด้วยความละอาย เมื่อรู้สึกว่าคนไทย ให้เครดิต กับเขามากเกินไป ทั้งๆ ที่ในสมรภูมินั้นมี "ฮีโร่นิรนาม" อีกนับแสนคน เพียงแต่ ไม่ใช่คนที่ช่างภาพ กดชัตเตอร์ ไว้ได้ทันเท่านั้น

อย่างไรก็ตาม ภาพประวัติศาสตร์ ดังกล่าวก็กลับเป็น “ดาบสองคม” เพราะหลังจากเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 ที่นักศึกษาเป็นฝ่ายแพ้ ก็เป็นช่วงที่ชีวิต ของเขามืดมิด มากที่สุดทีเดียว เนื่องจากความเป็น “ไอ้ก้านยาว” ที่ติดตัวอยู่ ก็ทำให้เขา ถูกสังคมปฏิเสธ ไปสมัครงานที่ไหน ก็ไม่มีคนรับ จนถึงไม่มีที่จะอยู่

“นักศึกษา ในยุคช่วงปี 19-21 ถูกสังคมประณามมาก เป็นยุคมืด ของนักศึกษา เลยก็ว่าได้ ไปไหนก็ไม่มีใครต้อนรับ เขาถือว่า เป็นพวก ทำให้เกิดความวุ่นวาย หัวแข็ง ปกครองไม่ได้ ก็เลยยุ่งยาก ไปอยู่ที่ไหน ก็ไม่มีใครต้อนรับ

ผมเคยถูกจับ ข้อหาภัยสังคม ที่ จ.ลำปาง ถูกสังคมรังเกียจ ข้าราชการไม่ยอมรับ เรียกได้ว่า ตอนนั้น แผ่นดินไทย ไม่มีที่ให้ผมอยู่เลย แต่ผมก็ยังต้องมีชีวิต อยู่ต่อไป ผมก็ต้องพยายาม ดิ้นรนหางานทำ รับจ้างบรรทุกไม้ เผาถ่าน ทุกอย่างที่ถูกกฎหมาย และไม่ผิดศีลธรรม ตอนนั้น ผมต้องพาลูกเมียผม ไปอยู่ในป่า ลูกสาวผมคนที่สอง ก็เกิดในป่า เขาเลยชื่อ “วนาพร” แปลว่า เป็นพรจากป่า”

"ประพัฒน์" พยายามไม่ใส่ใจ กับกระแสสังคม ที่พลิกกลับ ในครั้งนั้น และพยายามทำงาน เก็บเงินเพื่อสานฝัน ของเขาต่อไป เมื่อจบปริญญาตรีรุ่น 37 ของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ประกอบกับเป็นช่วงที่ภาวะเศรษฐกิจตกต่ำพอดี ก็ไปสมัครเป็น ลูกจ้างชั่วคราว ของกรมป่าไม้ และไปทำงาน ที่กองอนุรักษ์ต้นน้ำ โดยเริ่มเก็บเงิน ซื้อที่ดิน เป็นของตัวเอง ที่ จ.ลำปาง

หลังจากเป็น ลูกจ้างบริษัทได้ 5 ปี ก็ตัดสินใจลาออก มาทำการเกษตร อย่างจริงจัง โดยเริ่มปลูกพืชผล ขุดสระเลี้ยงปลา แต่ก็ไปไม่ได้ดีนัก ต้องล้มลุกคลุกคลาน เจ๊งแล้วเจ๊งอีกอยู่หลายรอบ

ถึงแม้จะท้อ แต่เลือดนักสู้ ก็ทำให้เขากัดฟัน ทนต่อไป และเปลี่ยนความท้อถอย ให้เป็นพลัง หันไปรับจ้างทั่วไป ด้านก่อสร้างอยู่พักใหญ่ จนได้เงินมาก้อนหนึ่ง เพื่อมาเริ่มต้นใหม่ กับส้มโชกุน ซึ่งคราวนี้ไปได้สวย ส้มโชกุน 400 ต้นแรกได้ผลดีมาก ความสำเร็จครั้งนี้ มาจากประสบการณ์ ความล้มเหลวที่ผ่านมาและการศึกษาหาความรู้เพิ่มเติมอย่างมุมานะ เพราะทุกครั้งที่ล้มเหลว เขาไม่เคยสูญเปล่า แต่นั่นหมายถึง ประสบการณ์ วิธีคิดที่จะละเอียดรอบคอบ และมองปัญหา ได้ทะลุปรุโปร่งมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม การปลูกส้ม ให้ได้ผลดี ต้องใช้สารเคมี และยาฆ่าแมลง จำนวนมาก ด้วยจิตสำนึก เขาจึงยอมหยุด การใช้ยาทั้งหมด แม้จะได้ส้มปลอดสาร แต่ก็ผิวลาย ไม่สวย และขายไม่ได้อีก ตามเคย

ความผิดพลาด ครั้งนี้ ทำให้เขา "ฮึด" สู้อีกครั้ง และมุ่งมั่น หาวิธีปลูกส้มโชกุน ไร้สารพิษ จากการศึกษาค้นคว้า อย่างจริงจัง ด้วยตัวเอง อยู่นานร่วมปี ในที่สุด ปีต่อมาส้มก็ติดดีมาก รวมทั้งผิวสวย และปลอดสารเคมี จนเจ้าของห้างโรบินสัน ยกระดับจากส้ม แบกะดินให้เป็น “ส้มพรีเมียม” โดยเน้นจุดเด่น ที่เป็นส้มปลอดสาร ส่งขาย ผ่านห้างโรบินสัน ทุกสาขา จนปีนั้นส้ม มีไม่พอขายทีเดียว และกลายเป็น "เกษตรกรดีเด่น สาขาทำสวน จ.ลำปาง" ในปี 2540

และนั่นเป็นที่มา ของการได้รับ การชักชวนให้เข้าร่วมงานกับ “พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ชินวัตร” นายกรัฐมนตรี ที่ขณะนั้น กำลังฟอร์มทีม ตั้งพรรคไทยรักไทย จนเมื่อพรรคไทยรักไทย ประสบความสำเร็จชนะ การเลือกตั้ง ครั้งล่าสุดอย่างถล่มทลาย “ประพัฒน์” ก็กลายมาเป็น รัฐมนตรีช่วยว่าการ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์คนปัจจุบัน

จากชีวิตชาวสวน มาเป็นรัฐมนตรี “ประพัฒน์” บอกว่าเขา ไม่ต้องปรับตัวอะไรมาก เพราะทำงานหนัก เป็นปกติอยู่แล้ว แต่สิ่งที่เปลี่ยนไป มากที่สุด ก็คือ เวลาสำหรับครอบครัว และลูกๆ ทั้ง 4 คน ที่จังหวัดเชียงใหม่ อาจจะขาดหายไปบ้าง เท่านั้น

ประสบการณ์การเมือง จากครั้ง 14 ตุลา และ 6 ตุลา ทำให้เขารู้ดีว่า การเปลี่ยนแปลง รัฐเป็นกระบวนการ ที่ต้องใช้เวลา จึงขอทำงาน ในวันนี้ ที่ยังอยู่ในวาระ ให้ดีที่สุด เพื่อสร้างสิ่งดีงาม และแก้ปัญหา ของวงการเกษตร ของประเทศไทย ให้แตกต่าง กับที่ผ่านมา

ทุกชีวิตต่างก็มีปัญหา และอุปสรรค ที่แตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับว่า แต่ละคนจะมีวิธีการแก้ไขปัญหา และอุปสรรคเหล่านั้น อย่างไร สำหรับ รมช.เกษตรฯ คนปัจจุบัน บอกว่า “คำว่า “ปัญหา” ไม่เคยเป็นอุปสรรคในชีวิตผม”