Nationejobs.com
 

Success Story

วิถีแห่งงาน และการใช้ชีวิตในที่ทำงาน

 
 

วันที่: 2002-03-20

เรียกเขาว่า "Mr.Good Governance"
กรณีการล้มละลาย ของบริษัทยักษ์ใหญ่ อย่างเอนรอน หรืออีกหลายๆ บริษัทของไทย สะท้อนให้เห็นว่า หากทำธุรกิจโดยไม่สุจริต ไม่ว่ายักษ์ใหญ่ ยักษ์เล็ก ก็มีสิทธิล้มครืน การกระตุ้นจากภาครัฐ ให้ธุรกิจไทย หันมาเน้นเรื่อง บรรษัทภิบาล ธรรมาภิบาล โดยเฉพาะนายกรัฐมนตรี ที่ถึงกับประกาศ ให้ปีนี้เป็นปีแห่ง "Good Corporate Governance" ยิ่งย้ำให้หลายๆ ฝ่ายตื่นตัว และตระหนักถึง ความจำเป็น แต่หลายคนก็ยังกังขาว่า “ธรรมาภิบาล” หรือ "Good Governance" จะเป็น "คำตอบ" ของความสำเร็จ ในการทำธุรกิจจริงหรือ

"มัชฌิมา กุญชร ณ อยุธยา" รองกรรมการผู้จัดการ สายบัญชีและการเงิน บริษัทผลิตไฟฟ้า จำกัด (มหาชน) คือผู้ยืนยันคำตอบนี้

เขาเห็นความสำคัญ ของธรรมาภิบาล และพยายาม ปลุกกระแส มานานปี จนกระทั่งบริษัทผลิตไฟฟ้า หรือ EGCO ได้รับรางวัลชนะเลิศ บริษัทที่มีธรรมาภิบาล (Good Governance) จากตลาดหลักทรัพย์มาแล้ว

"ผมสนใจเรื่องธรรมาภิบาล มาตั้งแต่รับราชการ ที่กระทรวงการคลัง พยายามเผยแพร่ ความคิดนี้ แต่กลับไม่ได้รับการตอบรับ

แต่เดิมผมเรียกว่า ธรรมสุจริต หรือธรรมาคุ้มครอง โดยผมพยายามเน้น ในเรื่องความโปร่งใส และการแสวงหาความรู้ที่แท้จริง ตามหลักธรรมาภิบาล แต่ไม่มีหน่วยงานใหญ่ๆ เห็นถึงความสำคัญ ผมก็รู้สึกอัพเซ็ท

อาจเป็นเพราะอยู่ในยุค เศรษฐกิจรุ่งเรือง ไม่มีธรรมะ อาจรวยเร็วกว่ามีธรรมะ แม้จะรวยไม่นาน ก็ไม่ทราบกัน เพราะมุ่งแต่ ทำงานฉาบฉวย"

เมื่อมาทำงานที่ EGCO เขาจึงใช้ความพยายามอีกครั้ง จนชื่อเสียงของบริษัท ในด้านนี้เป็นที่รู้จักกันดี และเขาเองได้รับเชิญ ให้เดินสายอภิปราย จนแทบจะกลายเป็นโลโก้ ของธรรมาภิบาลไปแล้ว

"หลายคนพูดตรงกันว่า ผมเป็นโลโก้เรื่องธรรมาภิบาล ก็ไม่รู้ว่าทำไมเขาคิดเช่นนั้น แต่ผมกล้าพูดได้ว่า คงไม่มีใครศรัทธาเท่าผม ผมมีประสบการณ์ กับบริษัทนี้ โดยสามารถดึงคน ที่มีความคิด ที่สวนทาง ไม่ถูก เราสู้เขาไม่ไหว เพราะเขามีอำนาจ ใหญ่กว่าเรา แต่พอเราชี้ให้เห็น Good Governance เขาก็เชื่อเรา"

รูปธรรมของความสำเร็จ ที่เห็นเด่นชัด คือ มูลค่าหุ้นของ EGCO สามารถสะท้อน มูลค่าที่แท้จริง ของบริษัท ได้สูงกว่าตลาดตลอด ทำให้มีผลกำไร นำมาจ่ายเงินปันผล แก่ผู้ถือหุ้น ได้ในอัตราที่ดี ต่างจากช่วงก่อนหน้า ที่นำหลักธรรมาภิบาลมาใช้

“สาเหตุที่ต้องนำ Good Governance มาใช้ใน EGCO เพราะจากที่ราคาหุ้นตก ในบางช่วง เมื่อเรานำมาวิเคราะห์ก็พบว่า ราคาหุ้นไม่ได้ตก เพราะปัจจัยภายนอก หรือเรื่องภาวะเศรษฐกิจ แต่กลับเกิดจากปัจจัยภายในเอง จึงต้องมากำหนด กลยุทธ์กันใหม่ ว่าภายใต้ภาวะ เศรษฐกิจปัจจุบัน ธุรกิจผลิตไฟฟ้า ควรจะอยู่อย่างไร”

อีกความจำเป็นหนึ่ง ที่ทำให้เขา ต้องหันมาใส่ใจเรื่องนี้ ก็คือภายหลังการแปรรูป แยกตัวจาก กฟผ. บริษัทผลิตไฟฟ้า ต้องยืนอยู่ด้วยลำแข้ง ของตนเอง ต้องทำโครงการใหม่ขึ้นมา เพื่อสร้างรายได้ต่อเนื่อง และต้องผจญกับความเสี่ยงใหม่ๆ

ความเสี่ยงใหม่ๆ ที่ EGCO ต้องเผชิญก็เช่น ความเสี่ยงของผู้ถือหุ้น ในฐานะบริษัทมหาชน ความเสี่ยงของพาร์ทเนอร์ ที่อาจจะไม่เชี่ยวชาญ ธุรกิจพลังงาน

ความเสี่ยงจากโครงการ ที่ไม่ได้เข้าไปดูแลตั้งแต่ต้น ความเสี่ยงจากการรับเงื่อนไข ของผู้ถือหุ้นใหม่ ความเสี่ยงจากการลงทุน ในธุรกิจที่ไม่ถนัด รวมไปถึงความเสี่ยง กับการทำสัญญา ซื้อขายไฟฟ้ากับภาคเอกชน ในรูปของโรงไฟฟ้า ภาคเอกชนขนาดเล็ก (SPP)

"ความตั้งใจของผม สมัยแรกๆ ไม่ได้เน้นเรื่องนี้ เพราะเราเชื่อว่า เรามีหลักธรรมาภิบาลอยู่บ้าง ถึงจะไม่ครบถ้วน แต่มันมาสะกิดใจเราว่า สิ่งที่บริษัททำไปในอดีต เราไม่ได้รู้ถึง ความเสี่ยงตัวใหม่ๆ ที่จะเกิดขึ้นเลย

ทีนี้การทำธุรกิจใหม่ จะต้องระวังเรื่อง ความโปร่งใส เพราะต่อไปนี้ มันจะไม่เหมือนที่เคยทำ กับรัฐบาล ของราคาสิบบาท ก็บอกสิบบาท ซื้อกับเอกชนของราคา 10 บาท ก็บอก 15 บาท แม้ว่าจะผ่านขั้นตอน Due Diligence มาแล้ว เราจึงเชื่อว่า ที่เราผิดพลาดในอดีต เป็นเพราะเราไม่ยึดหลัก Good Governance"

ในการนำหลักธรรมาภิบาลมาใช้ "มัชฌิมา" บอกด้วยว่า การดำเนินธุรกิจของ EGCO ต่อจากนี้ จึงเป็นก้าวของ ความรอบคอบ ระมัดระวัง ไม่ผลีผลาม โดยจะไม่เลือกลงทุน นอกธุรกิจหลัก หรือธุรกิจที่ไม่ถนัด

“ธุรกิจที่ไม่เชี่ยวชาญ เราหยุดแล้ว อาจจำเป็นต้องขายทิ้งกิจการ แต่ต้องมี Shareholders Value เพิ่มขึ้น จะไปขายขาดทุนไม่ได้ ตอนนี้เราไม่มีความจำเป็น ต้องใช้เงินสด จากการชะลอ ที่จะขยายโครงการ ลงทุนใหม่”

สิ่งนี้ถือว่าเข้ากับหลัก Responsibility ซึ่งหมายถึง การรู้ถึงภาระหน้าที่ ซึ่งจะนำไปสู่ การกำหนด ขีดความสามารถ ของธุรกิจ นั่นเอง

บริษัทยังมีระบบประเมินผล การบริหารงาน อย่างมีประสิทธิภาพ เช่น มีการติดตาม และคาดคะเน ภาวะเศรษฐกิจ ภาวะตลาดการเงิน และการบริหาร การเงินที่ทันสมัย ในส่วนของ คณะกรรมการบริษัท ต้องมีบอร์ดอิสระจำนวน 4 ใน 12 คน เพื่อถ่วงดุลอำนาจ

หลักธรรมาภิบาลอีกอย่าง ที่เขานำมาปรับใช้อยู่ตลอด ก็คือ เรื่องการบริหารการเงิน ภายใต้หลักการประเมินความเสี่ยง (Risk Management) และความโปร่งใส ในการดำเนินการ (Transparency) ที่จะต้องเปิดเผยข้อมูล อย่างโปร่งใส ให้กับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง

"มีคนพูดกันมาก เรื่องการบริหารความเสี่ยง ในการทำธุรกิจมากมาย แต่ต่อให้ใช้ทฤษฎีอะไรต่างๆ ถ้าลืมประเมินความเสี่ยงว่า ทำธุรกิจนั้น เสี่ยงอะไรบ้าง จะทำให้เราไม่รู้ถึงความเสี่ยง เป็นอันตรายต่อการอยู่รอด ของธุรกิจ"

ในฐานะที่ EGCO เป็นบริษัทที่ทำธุรกิจ ด้านพลังงาน ซึ่งจะต้องมีเรื่อง "อ่อนไหว" ระหว่างการพัฒนาโครงการ กับชุมชน อย่างเช่น การสร้างโรงไฟฟ้าบ่อนอก ของบริษัทกัลฟ์เพาเวอร์ เจนเนอร์เนชั่น ซึ่ง EGCO เกี่ยวข้องในฐานะผู้ถือหุ้น มัชฌิมา บอกว่า ตามหลักการธรรมาภิบาลที่ดี คือ ต้องยอมรับฟัง ความคิดเห็น ของสังคม หรือ Social Awareness มากกว่าจะใช้ประเด็น ข้อกฎหมาย เพียงอย่างเดียว

ดังนั้นเขาจึงเสนอ แนวทางแก้ไขปัญหานี้ คือ ผู้พัฒนาโครงการ ต้องยอมที่จะแก้ไขปรับปรุง ประเด็นที่ชุมชน เห็นว่ามีผลกระทบ ต่อสิ่งแวดล้อม แม้จะต้องลงทุนเพิ่ม โดยข้อเสนอของเขาก็คือ การแก้ไขปรับปรุง องค์ประกอบ ของโครงการที่บ่อนอก เป็นการสร้างความเจริญ และนำกลับมา ซึ่งสิ่งแวดล้อม ทางธรรมชาติ ที่ดีกว่าสภาพปัจจุบัน เช่น การสร้าง Jetty ที่ยื่นลงไปในทะเล โดยเลียนแบบธรรมชาติ ไม่ให้ทำลายทัศนียภาพ หรือการใช้ถ่านหิน เป็นเชื้อเพลิง ก็ต้องนำขี้เถ้าจากถ่านหิน มาหลอมเป็นอิฐบล็อก เพื่อใช้ประโยชน์ รวมไปถึงการปลูกป่าชายเลน รอบโรงไฟฟ้า

"ถ้าทำในระดับที่ประชาชน ยอมรับไม่ได้ ก็อย่าทำ ทำไปก็ถูกเผา ก็ไม่เกิด คือหลักของผม"

ส่วนภาระทางการเงิน ที่เกิดจากการลงทุนเพิ่มนั้น เป็นหน้าที่ของ ผู้พัฒนาโครงการ และภาครัฐ ที่ต้องหารือกัน เพื่อหาทางออก เช่น เสนอให้ขยายระยะเวลา การซื้อขายไฟฟ้า ออกไปจาก 25 ปี แลกกับการให้ ผู้พัฒนาโครงการ ลงทุนเพิ่ม

“ผมทำงานที่ EGCO มาตั้งแต่เริ่มต้น มีการเปลี่ยนแปลง กรรมการผู้จัดการ และคณะกรรมการ อยู่บ่อยครั้ง หรือมากกว่า 3 ครั้ง ในรอบ 7-8 ปี และจะมีการเปลี่ยนแปลง นโยบายและกลยุทธ์ ตามมาทุกครั้ง ซึ่งกระทบต่อ ฐานะทางการเงิน ความน่าเชื่อถือ หรือมูลค่าขององค์กร อย่างมาก สะท้อนถึงการเป็น บรรษัทภิบาล ที่ยังไม่ดีนัก”

แต่ในขณะนี้ถือได้ว่า บริษัทประสบความสำเร็จ ในการนำธรรมาภิบาล มาใช้พอควร

"ผลดีของการใช้ Good Governance ที่เห็นชัดก็คือ เรื่องของอินเวสเตอร์ รีเรชั่น ที่มาช่วยให้เรา มีข้อมูลที่โปร่งใส และการที่เรา มีการบริหารความเสี่ยง ก็ช่วยเพิ่มความเชื่อมั่น ให้กับนักลงทุน

คุณจะสังเกตเห็นว่า นักลงทุนเข้ามาซื้อหุ้นนี้เยอะ เพราะเขาเห็นว่ามีหลัก Good Governance ทำให้นักลงทุน มีความเชื่อมั่น และการที่เราปรับกลยุทธ์ ภายใต้ Good Governance มันก็ช่วยพิสูจน์ว่า เราสามารถรักษาแวลู ของแชร์โฮลเดอร์ได้ ที่สำคัญ เราไม่ได้มองแค่ผลประโยชน์ ของคนภายนอก แต่มองถึงผลประโยชน์ ของพนักงาน

พนักงานเวลานี้ พอได้รับการทำความเข้าใจ เรื่อง Good Governance เขาก็มีความกระตือรือร้นมาก เพราะตัวเองมีโอกาส ที่จะได้รับความรู้ ความสามารถ ในการที่จะทำงาน ในปัจจุบันและอนาคต

รวมความแล้วมีหลัก Good Governance มันช่วยได้ไม่มากก็น้อย ตอนแรกๆ อาจจะน้อยหน่อย แต่พอเรียนรู้ไปเยอะๆ แล้วมีแต่ของดี ช่วยปรับเปลี่ยนวิธีการทำงาน หรือทิศทางของบริษัท"

  • ธรรมาภิบาล แบบ "เอ็กโก"
  •