วิถีแห่งงาน และการใช้ชีวิตในที่ทำงาน
วันที่: 2008-06-09
เครื่องประดับสุดเก๋ ไอเดียสุดหวาน แฟชั่นสุดฮิพได้ทั้งใจ ได้ทั้งเงิน นี่ไม่ใช่แค่ความแปลกใหม่ของเครื่องประดับจากดอกไม้จริงเท่านั้น แต่แฝงไว้ด้วยความหมายสุดคลาสสิก "12 ราศี" และ "ธาตุเจ้าเรือน" ไอเดียต่อยอดธุรกิจฉบับ "ฝ่าทางตัน" ที่กำลังรุ่งทั้งในและต่างประเทศ
บทเรียนที่ได้จากการทำธุรกิจดอกไม้แห้งมากว่าทศวรรษ คือ ตลาดที่เต็มไปด้วยคู่แข่งขัน ไม่ใช่สนามที่สนุก ซ้ำยังต้องมาสู้ศึกเรื่องราคา กับมหาอำนาจอย่าง "จีน" ผลผลิตจากไทยจึงมีแต่จะเสียเปรียบ ขณะที่สินค้าชิ้นใหญ่ยังสร้างปัญหาเรื่องพื้นที่สต็อกและการขนส่งอีกด้วย
หนทางฝ่า "ทางตัน" คือต้องสร้างมูลค่าเพิ่มให้สินค้า พัฒนาขนาดให้เล็กลง และเลือกสนามใหม่ๆ ที่คู่แข่งยังไม่มาก
นฤพาน วัชระพิมลมาศ เจ้าของไอเดียคลิก บอกเราว่า เมื่อต้นทุนที่ใกล้ตัวที่สุด คือความเชี่ยวชาญด้านดอกไม้ พวกเขาจึงเริ่มจับผลิตภัณฑ์ที่มีดอกไม้เป็นส่วนประกอบ โดยมาทำสินค้าที่ไม่ซับซ้อนนัก อย่างการ์ดจากดอกไม้แห้ง พวงกุญแจ ที่คั่นหนังสือ ความเรียบง่ายไม่ได้สร้างให้สินค้าโดดเด่น จึงพัฒนามาสู่ของใช้ที่น่าสนใจขึ้น อย่าง กระเป๋า รองเท้า และโคมไฟ โดยใช้เทคนิคการเคลือบดอกไม้แห้ง
สินค้าได้รับความสนใจอย่างท่วมท้น เพราะความแปลกใหม่ ไม่ใช่ขายได้แค่ในไทย แต่ไปไกลถึงตลาดยุโรปและเอเชีย
แต่ไม่นานก็เข้า "วงจรก๊อบกระจาย" ในแบบเดิม ซ้ำร้ายยังมีสินค้าทดแทน อย่างกระเป๋าพลาสติกเคลือบดอกไม้ ที่ผู้ใช้มีทางเลือกทั้งกระเป๋าผ้า และกระเป๋าหนัง สนามที่เคยใหม่เริ่มใหม่หอมหวาน ต้องมาปรับเกมกันอีกครั้ง
"พอมาเจอสินค้าลอกเลียนแบบ เราเลยต้องมองหาตลาดใหม่ จากที่ทำ กระเป๋า และรองเท้า อยู่แล้ว จึงมองว่าน่าจะทำพวกเครื่องประดับให้เข้าชุดกันด้วย เลยเริ่มมาจับเครื่องประดับเงินเป็นอย่างแรก ไม่ว่าจะเป็นต่างหู และสร้อยคอ โดยตัวเรือนเป็นเงินแท้ แต่งด้วยดอกไม้เคลือบเรซิ่นเข้าไป มุ่งจับตลาดผู้หญิงแต่งตัวเป็นหลัก"
แต่ตลาดใหม่ไม่ใช่ "ของกล้วยๆ" เมื่อเงินแท้มีราคาสูง ขายกันในหลักร้อยบาทขึ้นไป แม้มีตลาดเฉพาะของคนชอบเครื่องเงินอยู่บ้าง แต่ก็เป็นเพียงคนกลุ่มหนึ่งเท่านั้น ขณะที่วัยรุ่นยุคใหม่ก็ไม่ใส่เครื่องเงินกันแล้ว จะขยายตลาดก็ยากแสนยาก ที่สำคัญ ทำเครื่องเงินมีต้นทุนสูง เขาเล่าว่า มีคนคิดเป็นตัวแทนจำหน่ายแต่ก็ติดที่ราคาสูงเกินไป กำไรจึงน้อย ขณะที่จะเข็นเข้าห้าง ก็บริหารจัดการเรื่องพนักงานขายลำบาก เพราะต้องมีเจ้าหน้าที่ดูแลประจำบูธ มีค่าใช้จ่ายที่ต้องลงทุนอีกมหาศาล
เมื่อมีอุปสรรคก็ต้องหาทางออก พวกเขาจึงพัฒนามาทำงานจาก เรซิ่น และ โรเดียม ที่มีสีสันแวววาวเหมือนเงิน ในราคาเบาๆ ต้นทุน
จากเครื่องเงินที่ขายกันหลักร้อย งานเรซิ่นอยู่ที่ชิ้นละ 25 บาท เท่านั้น ส่วนโรเดียมก็ตั้งแต่ 60 บาทขึ้นไป
เข้าสู่ยุคที่พิษเศรษฐกิจเล่นงานไปทั่วโลก ตลาดส่งออกเริ่มได้รับผลกระทบ เค้กที่เคยหอมหวานเริ่มซบเซาลง ผู้ประกอบการนักแก้ปัญหา จึงมาปรับเกมรุก บุกตลาดในประเทศให้มากขึ้น
แต่จะขายตลาดในไทย แค่สินค้าเครื่องประดับดอกไม้ ก็ดูจะพลังน้อยมาก เมื่อผู้บริโภคมีทางเลือกมหาศาล สิ่งที่พวกเขาทำ คือคิดให้ "เหนือชั้น" กับการทำสินค้าที่เหยาะ "ความหมาย" เพิ่มรสชาติเข้าไปด้วย
"พอมาพัฒนาสินค้าเพื่อจับตลาดในประเทศ เราก็มาคิดว่าสิ่งที่ลูกค้าในบ้านเราสนใจ นอกจากเครื่องประดับแล้วยังเป็นอะไรได้อีก จึงทำเป็นตัวที่มี Meaning อย่าง 12 ราศี ที่ทำออกมาในช่วงเทศกาลปีใหม่ เพราะคนไทยมีความเชื่อ เรื่องการแก้เคล็ด ในปีชงอะไรพวกนี้ รวมถึงล่าสุดกับ ธาตุเจ้าเรือน ที่ได้ไอเดียมาจากคุณแม่ซึ่งสนใจเรื่องพวกนี้อยู่แล้ว มันเป็นการแฝงความรู้ในการดูแลสุขภาพของตัวเองตามธาตุที่เกิด โดยเราเลือกสีดอกไม้ที่ถูกโฉลกกับแต่ละธาตุมาทำ อย่างสีเหลือง หรือ สีน้ำตาล ก็คือ ธาตุดิน มีการให้ข้อมูลเกี่ยวกับแต่ละธาตุใส่ไปในตัวสินค้า เพื่อให้มันน่าสนใจขึ้น ซึ่งสำหรับตลาดในประเทศการปรับตัวของเราทำให้ได้รับการตอบรับดีขึ้นมาก จากที่ส่งออกประมาณ 70% ปัจจุบัน ลูกค้าในประเทศขยับขึ้นมาเป็นครึ่งต่อครึ่งแล้ว"
จากสินค้าแฟชั่นที่เปลี่ยนแปลงเร็วเป็นว่าเล่น ก็เริ่มมองหาโอกาสใหม่ๆ สิ่งที่พบหลังการมองรอบตัวเอง 360 องศา คือ "ตลาดของที่ระลึก" ทั้งในและต่างประเทศ
ตลาดใหม่กับแนวทางใหม่ ด้วยการดึงจุดขายของสถานที่นั้นๆ มานำเสนอ เรียกได้ว่าไปร่วมสร้างจุดขายให้กับแหล่งท่องเที่ยวต่างๆ อย่าง ทำเป็นรูปปลาเก๋ไก๋ ส่งที่ อันเดอร์วอเตอร์เวิร์ล พัทยา หรือ กลายร่างดอกไม้สวยๆ มาเป็นรูปม้า รูปวัว เพื่อส่งฟาร์มโชคชัย ข้ามไปเมืองท่องเที่ยวสิงคโปร์ ก็ต้องรูปเมอร์ไลออน จากดอกกล้วยไม้ ใครไปเที่ยวถึงที่นั่น ก็ภูมิใจได้ว่าผู้ผลิตอยู่ที่ประเทศไทยนี้เอง
นอกจากบุกเข้าไปยังตลาดท่องเที่ยวทั่วประเทศได้แล้ว ปัจจุบัน "A Part of Nature" ยังเฉิดฉายอยู่ทั้ง ร้าน นารายณ์ภัณฑ์, ร้านลอฟท์ และ B2S โดยปรับสินค้าให้ "แนว" ขึ้น เพื่อรองรับขาช้อปของร้านเหล่านี้โดยเฉพาะ
พร้อมกันนี้ก็เลือกเปิดหน้าร้านที่จตุจักร เพื่อรองรับลูกค้าอีกทาง และใช้การออกงานแสดงสินค้าระดับประเทศอย่างงาน BIG & BIH เพื่อต่อยอดลูกค้าในต่างประเทศออกไปเรื่อยๆ
ขณะที่ต้นทุนสินค้าเพิ่มขึ้น พวกเขาก็ต้องมาปรับตัวด้านการผลิต จากเดิมที่สั่งวัตถุดิบในแต่ละครั้งแค่หลักพันชิ้น ทำให้ต้นทุนสูง ก็มาสั่งวัตถุดิบแต่ละครั้งหลักแสนชิ้น เพื่อให้ได้ราคาที่ถูกลง และบริหารจัดการสินค้า ให้กระจายออกไปได้ทั้งในและต่างประเทศ ไม่ให้มีสต็อกตกค้างเป็นภาระ
สำหรับวัตถุดิบหลักในการผลิต คือดอกกล้วยไม้ ประมาณ 70% ที่เหลือ คือดอกหญ้า รวมถึงดอกไม้ชนิดอื่น เขาบอกเราว่าที่ผ่านมา เคยพยายามนำดอกไม้แปลกๆ ดอกไม้หายากมาทำ โดยหวังว่าจะสร้างมูลค่าให้กับสินค้ามากขึ้น แต่กลับเจอปัญหาที่ยุ่งยากตามมา เมื่อลูกค้าออเดอร์สินค้ามาแล้ว กลับผลิตให้ตามนั้นไม่ได้ เนื่องจากไม่มีวัตถุดิบ จึงต้องหันมาใช้ดอกกล้วยไม้พันธุ์ที่หาได้ง่าย ซึ่งยังคงได้เปรียบ เมื่อเทียบกับจีนที่ยังผลิตสินค้าจากดอกกล้วยไม้ไม่ได้เพราะติดเรื่องวัตถุดิบ
การพัฒนาที่ไม่หยุดนิ่ง ทำให้ธุรกิจไม่ตีบตัน และขยายโอกาสออกไปได้เรื่อยๆ เขาบอกเป้าหมายในอนาคต ที่จะจับสินค้าระดับพรีเมียม "เวดดิ้ง" ซึ่งยังคงติดขัดเรื่องราคาเนื่องจากต้องทำให้สินค้ามีราคาไม่สูง ตามงบประมาณที่มีจำกัดของลูกค้ากลุ่มนี้ จึงต้องมาพัฒนาเรื่องกำลังการผลิต และลดต้นทุนให้มากขึ้น เพื่อบุกตลาดนี้อย่างจริงจังในอนาคต
เพราะเชื่อมั่นว่า "ทางออก" มี "ทางออก" เพียงแค่กล้าฟันฝ่า อาจจะพบโอกาสที่ "ยิ่งใหญ่กว่า"
Key to success
ฝ่าทางตัน ธุรกิจดอกไม้ประดับ
๐ สร้างมูลค่าเพิ่มให้สินค้า
๐ พัฒนาจุดขายให้แปลกใหม่
๐ เลือกสนามที่คู่แข่งยังน้อย
๐ ผูกเรื่องราว เล่า "ความหมาย" ให้สินค้า
๐ ผลิตของที่สร้างจุดขายให้ร้านค้า ่
เรื่อง : จีราวัฒน์ คงแก้ว cheerawat @ nationgroup.com