Nationejobs.com
 

Success Story

วิถีแห่งงาน และการใช้ชีวิตในที่ทำงาน

 
 

วันที่: 1944-02-05

"ขวัญภิรมย์ หลิน" กับภาพลักษณ์ใหม่ "นักธุรกิจ"

เมื่อถึงจุดอิ่มตัว ในวงการบันเทิง ดาราหลายคน ก็เริ่มมองหาอาชีพ ที่มั่นคงกว่า บางคนล้มลุกอยู่หลายครั้ง กว่าจะพบอาชีพ ที่พอจะทำได้นอกจาก การสวมหน้ากากตัวละคร แต่ที่แย่กว่าเพื่อน คือพวกที่ต้องยอม กลับเข้าวงการใหม่ เพื่อหาเงิน "ใช้หนี้" แต่นั่นไม่ใช่ "ขวัญภิรมย์ หลิน" เธอเป็น "ลักกี้เกิร์ล" ที่ค้นพบอาชีพที่รักและสามารถทำได้ดี

หลังจากหายหน้าหายตา ไปจากวงการพักใหญ่ ดารานางแบบ "ขวัญภิรมย์" กลับมาอีกครั้ง พร้อมกับมาดใหม่ ของการเป็น "นักธุรกิจ" ที่ประสบความสำเร็จ วันนี้เธอสามารถบอกใคร ๆ ได้อย่างเต็มปากว่า เธอก็เป็นหญิงยุคใหม่ อีกคนหนึ่งที่สามารถยืนได้ ด้วยลำแข้งของตัวเอง

นางแบบสาวเป็นเจ้าของร้าน "บ้านสมุนไพร ขวัญภิรมย์" ซึ่งให้บริการนวดหน้านวดตัว ด้วยสมุนไพรสด ที่เธอใช้บ้านพักอาศัย เป็นสถานที่ประกอบการ กิจการ ของเธอเรียกได้ว่า "รุ่ง" มากจนสามารถขยายได้ถึง 15 สาขาทั่วประเทศ ในเวลาเพียง 2 ปีกว่า ๆ เท่านั้น

"ตอนแรกก็เล็งไว้หลายอาชีพ อยู่เหมือนกัน แต่พอมาเจอสูตรนี้แล้วเห็นผล ปกติขวัญเป็นคนที่แพ้ง่าย แต่สูตรสมุนไพรนี้ไม่แพ้เลย พอตัวเองได้ลองแล้ว เห็นผลดี ก็อยากให้คนอื่น ได้รับบริการ อย่างที่เราได้รับบ้าง"

เมื่อเริ่มเปิดร้าน เธอลงมือนวดหน้านวดตัว ให้ลูกค้าด้วยตัวเอง เพื่อเรียกลูกค้า และเป็นการเรียนรู้งานไปในตัว จนมาถึงปัจจุบัน ที่ร้านเริ่มอยู่ตัว และพนักงานก็เริ่มมีฝีมือเข้าขั้น เธอจึงปล่อยวางได้

"สมัยก่อนขวัญลงมือทำเอง แต่เดี๋ยวนี้ก็ปล่อยให้พนักงานลงมือทำเองได้แล้ว เพราะได้รับการฝึกมาดีแล้ว และคนของเราก็เยอะ ในร้านนี้มีพนักงาน 6-7 คน แต่ถ้าคนแน่นจริง ๆ ก็จะลงไปช่วยด้วย ค่าบริการนวดหน้า 270 บาท ตัว 450 บาท ไม่มีโปรโมชั่นใด ๆ อีกเพราะราคานี้เราตั้งไว้ถูกมากอยู่แล้ว"

ความรู้ด้านการใช้สมุนไพรของ "ขวัญภิรมย์" มาจากต้นตำรับที่เธอเคยไปใช้บริการมาดังที่กล่าวไว้ตอนต้น เจ้าของสูตรซึ่งเป็นชาวบ้านธรรมดาเป็น ผู้ถ่ายทอดวิชาความรู้นี้ให้กับเธอ

"พอรู้ตัวว่าชอบและคิดจะเอามาเป็นอาชีพหลัก ซึ่งตอนนั้นก็รักษาเองอยู่ด้วยก็แอบ ๆ จำมา ที่เคยเห็นดาราเปิดร้านอาหารบ้าง ร้านเสริมสวยบ้างก็เจ๊งกันไปมาก พอดีเจอสูตรนี้แล้วคิดว่าเราทำได้ก็เริ่มศึกษาจริงจัง ขอให้เขาสอนให้เลย บอกว่าเราอยากเรียนจริง ๆ จะเอาไปเป็นอาชีพ เขาก็สอนให้"

ทุกวันนี้ "ขวัญภิรมย์" กลายเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านความงามมากคนหนึ่ง ประสบการณ์ 2 ปีกว่าที่คลุกคลีอยู่กับลูกค้าบ่อย ๆ จึงทำให้เธอเข้าใจสภาพผิวพรรณ แต่ละประเภทและสามารถให้คำปรึกษากับลูกค้าได้เป็นอย่างดี

เมื่อเริ่มเปิดร้าน ปัญหาที่พบในช่วงแรก ๆ ส่วนใหญ่จะเป็นปัญหาด้านการบริการ เช่น เรื่องพนักงานและเรื่องจุกจิกภายในร้าน ส่วนทางด้านกิจการ ของร้านนั้นก็ค่อนข้างราบรื่นดี จะมีก็แต่ราคาสมุนไพรที่ค่อนข้างแพง เนื่องจากบังเอิญกระแสความนิยมสมุนไพรกำลังมาแรงพอดิบพอดี

"จริง ๆ แล้วสมุนไพรของไทยเราเห็นผลมาก แต่คนไม่ค่อยใช้เพราะมันแพงมาก สินค้าบางอย่างเทียบแล้ว ราคาใกล้เคียง กับเครื่องสำอางสำเร็จรูปเลย ถ้าผู้ประกอบการ เห็นแก่ได้น้อยลงหน่อย คนก็น่าจะหันมาใช้ เพราะมันได้ผลมาก ตัวขวัญเองก็ใช้ตั้งแต่ศีรษะจรดเท้า ยาสระผมก็เป็นสมุนไพร มันก็ใช้ได้ดี ถ้าราคาย่อมเยาลงหน่อย คนจะนิยมมากขึ้น จริง ๆ ต้นทุนมันถูกมาก แค่ประมาณ 10 เปอร์เซ็นต์ของที่ขายเอง"

เป็นธรรมดาที่เมื่อธุรกิจใดไปได้สวย ก็มักจะมีพวกชอบชุบมือเปิบโผล่หน้ามาขอร่วม "แจม" ด้วยทันที ปัญหาอีกประการหนึ่ง ที่อดีตนางแบบสาวพบ คือการนำชื่อร้านของเธอ ไปใช้ทำให้ลูกค้า เกิดความสับสน

"เขาจะใช้ชื่อใกล้เคียง เช่น คำว่า “บ้านสมุนไพร” เฉย ๆ จริง ๆ คำนี้มันมีมาก่อนอยู่แล้ว แต่ก็จะทำให้ลูกค้าเข้าใจผิดคิดว่าเป็นของเรา ลูกค้าก็จะโทรมาถาม เราก็ต้องคอยบอกว่า ถ้าเป็นร้านของขวัญจริง ๆ จะต้องมีคำว่าขวัญภิรมย์ด้วย"

ปัจจุบัน "บ้านสมุนไพร ขวัญภิรมย์" ของแท้ดั้งเดิมเปิดให้บริการทั้งหมด 15 สาขา อยู่ในกรุงเทพฯ 4 สาขาและต่างจังหวัดอีก 11 สาขา โดยสาขาที่ขยายออกไป ส่วนใหญ่จะเป็น ญาติพี่น้อง เพื่อนฝูงคนรู้จัก และลูกค้า ขอไปทำ ซึ่งเป็นลักษณะของแฟรนไชส์สไตล์ "ขวัญภิรมย์"

"แฟรนไชส์แบบของขวัญไม่เหมือนใคร หลักในการคัดเลือกเป็นไปตามอารมณ์ เพราะเราไม่ได้ทำเพราะต้องการค่าแฟรนไชส์ แต่เราต้องการให้โอกาส คนที่ไม่มีอาชีพ อย่างที่สมุทรปราการมีคนโทรมา 2 ราย คนหนึ่งบอกว่าเขามีร้านอยู่แล้ว ใหญ่มากให้มาดูได้ กับอีกคนหนึ่งบอกว่าจะทำเป็นร้านเล็ก ๆ ในบ้าน เพราะเขาไม่มีอาชีพ ขวัญกลับให้คนหลัง เราบอกจะทำไมหรือ ฉันพอใจที่จะให้คนนี้ คุณมีร้านใหญ่โตอยู่แล้วคุณก็ทำไปสิ แต่เขาต้องการทำเป็นอาชีพจริง ๆ ซึ่งขวัญก็ภูมิใจที่ได้ให้อาชีพเขา”

ค่าแฟรนไชส์ก็ไม่มีอัตราที่แน่นอนเช่นกัน โดยหากเป็นจังหวัดเล็ก ๆ ก็อาจจะคิดเพียง 1 แสนบาท แต่ถ้าเป็นในจังหวัดใหญ่ ๆ ก็อาจจะถึง 2-2.5 แสนบาท

"ที่เราเอาเงินค่าแฟรนไชส์ก็ไม่ใช่ว่าเราต้องการเงินตรงนั้น ได้มาเราเองมาช่วยโปรโมทร้าน ส่วนใหญ่ก็จะไปตกอยู่ที่ค่าโฆษณา ที่เราคิดค่าแฟรน์ไชส์ถูก ก็เพราะเราต้องการให้เขาคืนทุนเร็ว ๆ ขวัญต้องการส่งเสริมอาชีพคนมากกว่าทำเป็นธุรกิจ ขวัญเคยทำมาก่อนก็เข้าใจดีว่าเศรษฐกิจอย่างนี้ จะให้ใครเอาเงินที่ไหนมาลงทุนหลาย ๆ แสนได้"

คลิกอ่านหน้าต่อไป